วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยิ่งประหยัดไฟยิ่งจ่ายแพง

คุณสุนชัย คำนูญเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับสื่อวันก่อนว่า แนวโน้มอัตรา “ค่าไฟฟ้าผัน แปรอัตโนมัติ” หรือ “ค่าเอฟที” ในรอบเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม นี้ มีโอกาสจะปรับขึ้นจากปัจจุบัน 59 สตางค์ (ข่าวว่าจะปรับขึ้น 6-7 สตางค์) ด้วยเหตุว่า เพราะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจะพิจารณาขึ้นค่าเอฟทีภายในเดือนเมษายนนี้

ค่าไฟฟ้าปัจจุบันคิดจาก 3 ส่วน คือ ค่าไฟฟ้าฐาน ค่าเอฟที และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม คุณสุนชัยให้เหตุผล 3 ข้อ ที่ต้องปรับขึ้นค่าเอฟทีดังนี้

1.มาจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่อ่อนลง ค่าเงินบาทอ่อนลง 1 บาทต่อดอลลาร์ จะส่งผลให้ค่าเอฟทีไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 5–6 สตางค์ต่อหน่วย

2.เป็นผลมาจากการใช้ไฟในปริมาณที่ต่ำกว่าประมาณการที่เคยคาดไว้ การใช้ไฟฟ้าในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา ลดลงร่วม 3.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น

3.การผลิตไฟฟ้าจากน้ำในเขื่อนมีแนวโน้มลดลงจากช่วง 4 เดือนแรก เนื่องจากต้นเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่ต้องกักเก็บน้ำไว้สำรองในช่วงฤดูฝน การผลิตไฟฟ้าจากน้ำจะลดต่ำลง ซึ่ง กฟผ.กำลังคิดจะรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากลาวมาช่วยดูแลค่าไฟให้ถูกลง

คุณสุนชัย ยังให้เหตุผลอีกว่า เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา คนไทยใช้ไฟฟ้าสูงสุด 26,000 เมกะวัตต์ ไม่ถึงจุดสูงสุดที่ประมาณการเอาไว้ 26,700 เมกะวัตต์

ผมฟังเหตุผลการขึ้นค่าไฟฟ้าของ ท่านผู้ว่าการสุนชัย แล้ว รู้สึกว่ามันแปลกๆ ข้อหนึ่งกับสามก็พอรับได้ แต่ข้อสองที่อ้างเหตุผลว่าเพราะคนไทยใช้ไฟฟ้าลดลง เลยทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น จึงต้องขึ้นค่าไฟ เท่ากับว่าคนไทยยิ่งประหยัดการใช้ไฟฟ้ามากเท่าไร ก็ ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นเท่านั้น เพราะไปทำให้ต้นทุนผลิตสูงขึ้น

เหตุผลที่ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ยกขึ้นมาอ้างขึ้นค่าไฟในประเด็นนี้ มันขัดแย้งกับความเป็นจริง และ ขัดแย้งกับนโยบายกระทรวงพลังงาน ขัดแย้งกับนโยบายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯเอง ทุกวันนี้ กระทรวงพลังงาน ใช้เงินโฆษณาไปเป็นจำนวนมาก เพื่อรณรงค์ให้คนไทยประหยัดไฟ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ก็ใช้เงินไปจำนวนมากรณรงค์และเปลี่ยนหลอดประหยัดไฟ

เมื่อวานนี้ กระทรวงพลังงาน ก็ยังโฆษณาเรื่อง “7 พฤติกรรมเปลี่ยนโลกทุกวัน” เรียกร้องให้คนไทยประหยัดไฟและประหยัดพลังงาน ให้คนไทยเปลี่ยนเวลาในการใช้ชีวิต เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 เปลี่ยนมาใช้อย่างลิมิต เปลี่ยนจากเปิดทิ้งมาปิดเมื่อไม่ใช้งาน และให้เปลี่ยนมาปรับใช้ตามคำแนะนำ

แต่การประหยัดไฟของคนไทย เพื่อประหยัดเงินของชาติ แทนที่จะได้ประโยชน์ กลับกลายเป็นโทษ เพราะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯอ้างเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นว่า เพราะคนใช้ไฟลดลง ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องขึ้นค่าไฟ แล้วอย่างนี้จะประหยัดไฟไปทำไม

จากข้อมูลของ กระทรวงพลังงาน ระบุว่า คนไทยใช้ไฟฟ้าพีกสุด หรือสูงสุดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2556 ที่ปริมาณ 27,285 เมกะวัตต์ แต่การใช้ไฟพีกของปีนี้ที่ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯแถลงอยู่ที่ 26,000 เมกะวัตต์ แสดงว่าปีนี้ คนไทยใช้ไฟฟ้าลดลงถึง 1,200 กว่าเมกะวัตต์ แสดงว่าการรณรงค์ประหยัดไฟฟ้าได้ผล คนไทยควรจะ “ได้โบนัส” ด้วยการ “ลดค่าไฟฟ้า” ด้วยซ้ำ ไม่ใช่การซ้ำเติมด้วยการขึ้นค่าไฟ

ทุกวันนี้คนไทยก็เจอหลายเด้งอยู่แล้ว การเมืองวุ่นวาย ทำให้เศรษฐกิจตกสะเก็ด แต่ค่าครองชีพกลับพุ่งขึ้นไปอย่างไร้เหตุผล ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพิ่งสำรวจความเห็นของสังคมล่าสุดเดือนมีนาคม พบว่า ดัชนีค่าครองชีพหล่นลงมาอยู่ที่ 44.8 เป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 48 เดือน หรือ 4 ปี แปลความว่า ประชาชนรู้สึกว่าค่าครองชีพ สูงกว่าระดับปกติในรอบ 4 ปี รายได้เพิ่มไม่ทันค่าครองชีพ ถ้าขึ้นค่าไฟอีก ก็ซ้ำเติมให้แพงขึ้นไปอีก

ผมไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าไฟครั้งนี้ แม้จะแค่ 7 สตางค์ต่อยูนิตก็ตาม คนไทยประหยัดไฟได้มากขนาดนี้ กฟผ.ควรจะให้รางวัลด้วยการลดค่าไฟ ไม่ใช่การขึ้นค่าไฟเพื่อรักษากำไรเป็นกอบเป็นกำฝ่ายเดียว คิดผิดคิดใหม่ได้นะ.

 

“ลม เปลี่ยนทิศ”

10 เม.ย. 2557 14:48 10 เม.ย. 2557 14:48 ไทยรัฐ