วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ครบ 1 เดือนแห่งโศกนาฏกรรมลึกลับทางการบิน 'MH370' !!

8 เม.ย. ...ครบรอบหนึ่งเดือนเต็มที่เครื่องบินโบอิ้ง 777-200 ER ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน เอ็มเอช 370 สูญหายอย่างไร้ร่องรอย…

‘เครื่องบินลำใหญ่โตมโหฬาร พอๆ กับสนามฟุตบอลทั้งสนาม ทำไมจึงหายไปจากจอเรดาร์ ? ’ นี่เป็นเพียงคำถามเดียว จากคำถามมากมายมหาศาลถึงปริศนาที่เกิดกับ เอ็มเอช 370!!

‘เรา 'ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์' ติดตาม-รายงานข่าวการหายสาบสูญของเครื่องบินมาเลเซีย แอร์ไลน์สมาโดยตลอด พร้อมกับเฝ้าลุ้นไปด้วยทุกครั้งเมื่อมีข่าวความคืบหน้าของภารกิจติดตามหาเครื่องบิน นับตั้งแต่วินาทีที่หายไป...

แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปนานนับเดือน ทุกอย่างยังว่างเปล่า ไม่พบร่องรอยใดๆ ของเอ็มเอช 370 ขณะที่ความโกรธแค้นของชาวจีน ญาติพี่น้องของผู้โดยสารส่วนใหญ่บนเครื่่อง ที่ต่อว่าต่อขานรัฐบาลมาเลเซีย ‘ปกปิดและบิดเบือนข้อเท็จจริง’ ได้ลดระดับลง เหลือแต่เพียงความโศกเศร้า และความหวังลึกๆ ในใจว่าผู้โดยสารและลูกเรือทั้ง 239 ชีวิตยังอยู่รอดปลอดภัย...

ในช่วงแรกๆ นับตั้งแต่เครื่องบินหายไป ได้มีการตั้งข้อสันนิษฐานและทฤษฎีหลายแง่มุมถึงความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นบนเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นเกิดไฟไหม้, โดนไฮแจ็ค, ถูกจี้โดยสลัดอากาศ หรือใครบางคนที่ขับเครื่องบินเป็น, ความดันอากาศในเครื่องบินลดลง เพราะอุบัติเหตุหรือจงใจ, ระเบิดกลางอากาศ, นักบินจงใจฆ่าตัวตาย, บินโดยอาศัยเงาของเครื่องบินลำอื่นแล้วแยกตัวไปจอดที่ใดที่หนึ่ง, ถูกยิงตก และอื่นๆ อีกมากมาย...ฯลฯ

หรือแม้แต่ข่าวที่ร่ำลือกันมากทางสังคมออนไลน์ โดยอ้างรายงานลับของรัสเซียว่า นี่คือปฏิบัติการลับสุดยอดของรัฐบาลสหรัฐฯ...ด้วยการบังคับเครื่องบินให้ไปลงจอดที่เกาะดิเอโก กราเซีย ตอนกลางของมหาสมุทรอินเดีย เนื่องจากเครื่องบินลำนี้มีวัตถุต้องสงสัยบางอย่างซึ่งทางการสหรัฐฯ ต้องการ!!

แต่...เหล่านี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานถึงความเป็นไปของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น เพราะจนถึงบัดนี้ ยังไม่มีข้อสรุปยืนยันแน่ชัดถึงสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินหายไป...

มีแต่เพียงข้อมูลจากเรดาร์ของกองทัพหลายประเทศที่ยืนยันตรงกันว่า เครื่องบินได้บินเปลี่ยนเส้นทางไปทางทิศตะวันตกอย่างกะทันหัน และบินต่อไปทางมหาสมุทรอินเดีย อีก 7 ชั่วโมง ก่อนจะหายวับไปจากจอเรดาร์...

ขณะที่ นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย ซึ่งเรียกการจงใจเปลี่ยนเส้นทางบินอย่างกะทันหันว่าเป็นการก่ออาชญากรรม ได้ออกมาแถลงยอมรับครั้งแรกหลังเคร่ื่องบินหายไปนานถึง 17 วัน ระบุได้รับการยืนยันจากข้อมูลใหม่ที่ได้มาจากดาวเทียม บ่งชี้ว่า เครื่องบินลำนี้ได้ตกในมหาสมุทรอินเดีย เพราะจุดสุดท้ายที่เรดาร์ตรวจพบ คือด้านทิศตะวันตกของมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งห่างไกลเกินกว่าจะนำเครื่องบินลงสู่พื้นได้...

 

สร้างความช็อกสะเทือนใจอย่างมากให้กับบรรดาญาติพี่น้องผู้โดยสารชาวจีนที่เฝ้ารอฟังข่าวความคืบหน้าอยู่ที่โรงแรมอย่างใจจดใจจ่อ และถึงขนาดบุกไปประท้วงที่หน้าสถานทูตมาเลเซีย ในกรุงปักกิ่ง ด้วยความโกรธแค้นทางการมาเลย์ที่ดูเหมือนพยายามปกปิดความจริงกับพวกตน

มิหนำซ้ำ หลายวันต่อมา นายฮิชามมุดดิน ฮุสเซน รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของมาเลเซีย ที่ต้องคอยแถลงข่าวความคืบหน้าเป็นระยะๆ ได้ออกมาแก้ข่าวคำพูดสุดท้ายของกัปตันว่า “All right Good night’ หรือ ‘เอาล่ะ,ราตรีสวัสดิ์ มาเป็น ‘Good night Malaysian three seven zero’ หรือราตรีสวัสดิ์ มาเลเซีีย 370 จนทำให้ทางการมาเลย์โดนวิพากษ์วิจารณ์กันไปอีกยก...

ขณะที่ ความหวังของการค้นหา ‘กล่องดำ’ ของเที่ยวบิน เอ็มเอช 370 กุญแจไขปริศนาเพียงดอกเดียว ที่อาจนำไปสู่การล่วงรู้ความจริง...ก็กำลังมอดดับลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากแบตเตอรี่ส่งสัญญาณกล่องดำ มีอายุเพียงแค่ 30 วัน ซึ่งบางทีอาจนานหรือสั้นกว่ากำหนด

ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวน คลื่นลมแรงจัด บริเวณตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการค้นหา...พลอากาศเอกแองกัส ฮุสตัน หัวหน้าศูนย์ประสานงานร่วมค้นหาเครื่องบิน อดีตผู้บัญชาการกองทัพออสเตรเลีย บอกให้ทุกคนทำใจแล้วว่า ช่วงเวลาของการค้นหากล่องดำกำลังอยู่ในช่วงวิกฤติ!! เพราะครบ 30 วันที่แบตเตอรี่ของกล่องดำกำลังใกล้จะหมดเต็มที หรือไม่แน่ว่าแบตเตอรี่อาจหมดไปนานแล้ว

ถึงแม้หนึ่งวันก่อน เรือโอเชียน ชิลด์ ของออสเตรเลียเพ่ิงจุดประกายความหวังที่จะเจอกล่องดำ เนื่องจากตรวจจับสัญญาณใต้น้ำที่ระดับความลึก 4,500 เมตร ได้ถึง 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 7 เม.ย. และดูเหมือนว่าจะเป็นสัญญาณจากกล่องดำ ในบริเวณที่เรือไห่ชุน-01 ของจีน ตรวจพบสัญญาณ ปิง (Ping) ที่คลื่นความถี่ 37.5 กิโลเฮิรตซ์ ซึ่งตรงกับคลื่นความถี่ที่ถูกปล่อยจากกล่องดำของเที่ยวบินเอ็มเอช 370

อย่างไรก็ตาม...หลังจากนั้น เรือโอเชียน ชิลด์ ของออสเตรเลียก็ไม่สามารถตรวจจับสัญญาณใดๆ ได้อีกเลย อีกทั้งยังไม่มีข้อมูลใดๆ ยืนยันเพิ่มเติมว่าเป็นสัญญาณจากกล่องดำของเครื่องบินมาเลเซีย

นายกรัฐมนตรีโทนี แอ็บบ็อตต์ แห่งออสเตรเลีย ซึ่งขันอาสาให้ออสเตรเลียเป็นหัวหน้าทีมปฏิบัติการค้นหาเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ในบริเวณเส้นทางการบินด้านทิศใต้ กล่าวกับนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งเดินทางมาดูการทำงานของทีมปฏิบัติการค้นหา ที่เมืองเพิร์ธ ทางตะวันออกของออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 2-3 เม.ย.ว่า ปฏิบัติการค้นหาเครื่องบินมาเลเซียคือภารกิจที่ยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ!!

เพราะนอกจากจะต้องทำงานในบริเวณมหาสมุทร ที่อยู่ห่างจากชายฝั่งเมืองเพิร์ธไปไกลนับ 2,500 กิโลเมตรแล้ว ยังต้องเจออุปสรรค สภาพอากาศไม่ดี คลื่นลมแรง, ฝนตกหนัก จนต้องหยุดพักปฏิบัติการค้นหามาเป็นระยะ...และที่สำคัญ ยังต้องพยายามรักษาขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการที่ไม่พบเจออะไรเลย หลังจากทำงานกันมานานนับเดือน ส่งเรือและเครื่องบินไปสำรวจไม่รู้กี่เที่ยวต่อกี่เที่ยว

ขณะที่ปฏิบัติการค้นหาเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เครื่องบินหายไปเมื่อวันที่ 8 มี.ค.ได้มีการใช้จ่ายไปแล้วมากกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1,620 ล้านบาท) ทุบสถิติการใช้งบประมาณมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของการบินพลเรือนไปแล้ว เพราะมากกว่าการค้นหาเครื่องบินแอร์ฟรานซ์ 447 ในช่วงเวลาถึง 2 ปี

แต่เชื่อว่า ถึงแม้จะเสียค่าใช้จ่ายไปมากมายมหาศาลเพียงใด แต่คงไม่สามารถที่จะนำมาเปรียบเทียบได้กับชีวิตของผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่อง

ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เห็นหลายประเทศช่วยกันระดมส่งสรรพกำลัง ทั้งเจ้าหน้าที่ ทั้งเรือ, เครื่องบิน, เฮลิคอปเตอร์, เรือดำน้ำ และอุปกรณ์เทคโนโลยีอันล้ำสมัยหลายอย่าง เพื่อพยายามติดตามค้นหาเที่ยวบินเอ็มเอช 370 อย่างไม่ลดละ

แม้จะพบกับความว่างเปล่า...ไม่พบเจอเศษชิ้นส่วนใดๆ รวมถึง ‘กล่องดำ’ ที่ยืนยันได้เลยว่าเป็นของเที่ยวบินเอ็มเอช 370……

 

 

 

8 เม.ย. ...ครบรอบหนึ่งเดือนเต็มที่เครื่องบินโบอิ้ง 777-200 ER ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน เอ็มเอช 370 สูญหายอย่างไร้ร่องรอย… 8 เม.ย. 2557 18:25 9 เม.ย. 2557 21:45 ไทยรัฐ