วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส.ส.รวยกว่าคนไทย 99.999%

แล้วคำว่า “ระบอบทักษิณ” ที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศว่าจะต้องล้มให้ได้ ที่คนสงสัยว่าหมายถึงอะไรกันแน่ วันนี้ก็ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากคำปราศรัยของ คุณชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในงานฉลองครบรอบ 68 ปี พรรคประชาธิปัตย์ว่า หมายถึง “ธุรกิจการเมือง” นั่นเอง

คุณชวน กล่าวว่า ในอดีตปัญหาปฏิวัติ ทำให้ทุกคนเห็นว่าทหารเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย แต่ในปัจจุบัน “ธุรกิจการเมือง” หรือสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” กลับเป็นตัวสร้างปัญหา

แต่ตนคิดว่าสิ่งนี้จะอยู่ได้แค่ชั่วคราว และจะหมดไปอย่างแน่นอน แต่จะหมดไปอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องตอบคำถามนี้ โดยคนไทยจะต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้คนที่โกงทั้งโคตรหรือโคตรโกงเข้ามาบริหารประเทศ อย่าโยนว่า ศาล หรือ องค์กรอิสระ อยู่ฝ่ายใด แต่เป็นเพราะพฤติกรรมของรัฐบาลลุแก่อำนาจ ได้ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย โดยไม่สนใจคำเตือนในสภา ตนอยากให้ทุกคนช่วยกันแก้ปัญหา อย่าโยนภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ความจริง “ธุรกิจการเมือง” ในเมืองไทย เกิดขึ้นมานานแล้ว นับตั้งแต่นักธุรกิจเข้าไปให้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง เพื่อหวังผลตอบแทนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ไปจนถึง “นักการเมืองธุรกิจ” ที่มองเห็นโอกาสการใช้การเมืองเพื่อสร้างผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ที่หนักที่สุดก็ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้นักการเมืองไทยร่ำรวยกันเป็นล่ำเป็นสัน
สัปดาห์ที่แล้ว คุณศิริกัญญา ตันสกุล นักวิชาการ มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา ที่มี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นประธานมูลนิธิ ได้เปิดเผยข้อมูล การศึกษาฐานะของคนไทย 22 ล้านครัวเรือน จากกลุ่มครัวเรือนที่รวยที่สุดไปจนถึงครัวเรือนที่จนที่สุดพบว่า

ทรัพย์สินของครัวเรือนของ ส.ส. 500 คนในสภา ที่ได้รับเลือกตั้งในปี 2554 มีมูลค่ารวมกันกว่า 40,000 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 81 ล้านบาท มีมูลค่าเท่ากับทรัพย์สินของคนไทย 2 ล้านครัวเรือน เฉลี่ยออกมาแล้ว ทรัพย์สินของครอบครัว ส.ส.รวยกว่าอีก 99.999% ของครอบครัวไทย ผู้นำไทยมีมูลค่าทรัพย์สินสูงกว่า 9,000 เท่า เมื่อเทียบกับครัวเรือนที่มีรายได้ระดับกลาง หรือ 15,000 บาทต่อเดือน

คุณศิริกัญญา สรุปว่า “เมื่อผู้กำหนดนโยบายมีฐานะที่ไม่ใกล้เคียงกับประชาชนส่วนใหญ่ที่พวกเขาเป็นตัวแทนให้ ทำให้เขาไม่เข้าใจหัวอกคนยากจน และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้รับการแก้ไข”

ข้อมูลที่ มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา ศึกษาถึง “ความร่ำรวยของนักการเมืองไทย” เทียบกับ “ความยากจนของคนไทยส่วนใหญ่” ในครั้งนี้ ศึกษาเฉพาะ “ส.ส. 500 คน” ในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ยังไม่ได้ศึกษาถึง สมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรี และ ข้าราชการการเมือง ไปจนถึง ข้าราชการประจำ ที่ร่ำรวยเป็นลํ่าเป็นสันอีกมากมาย

แต่ ความร่ำรวยของนักการเมือง และ ข้าราชการประจำ กลับไม่เคยถูก “ตรวจสอบที่มาของความร่ำรวย” ทั้งจาก ป.ป.ช. และ กรมสรรพากร ทั้งๆที่กฎหมายให้แจ้งทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ไว้แล้ว นี่คือ สาเหตุหลัก ที่ทำให้ การคอร์รัปชันรุ่งเรืองในประเทศไทย ต่างจาก สิงคโปร์ ที่มีการตรวจสอบความร่ำรวยของนักการเมืองและข้าราชการ หากพบว่าร่ำรวยผิดปกติ ไม่ผ่านการเสียภาษีเงินได้ที่ถูกต้อง แจ้งที่มาไม่ได้ ทรัพย์สินเหล่านั้นก็จะถูกริบและถูกลงโทษขั้นรุนแรงทันที

จึงไม่แปลกที่สิงคโปร์สามารถปราบคอร์รัปชันได้สำเร็จสำหรับประเทศไทย ถ้า รัฐบาล อยากจะ ปราบคอร์รัปชันจริงอย่างที่พูดในทุกรัฐบาล ก็ไม่มีอะไรยาก แก้กฎหมายเพียงประโยคเดียว “ให้กรมสรรพากรตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมืองและข้าราชการทุกคน ที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. และทรัพย์สินที่มีอยู่ในครอบครอง มีการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่” เหมือนกับที่กรมสรรพากรตรวจสอบประชาชนผู้เสียภาษี เท่านี้แหละการคอร์รัปชันก็แทบจะหายไปจากประเทศไทยทันที.

 

"ลม เปลี่ยนทิศ"

8 เม.ย. 2557 10:01 8 เม.ย. 2557 10:01 ไทยรัฐ