วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สายกลาง

มีพุทธสุภาษิตบทหนึ่งว่า มนต์ไม่มีการท่องบ่นเป็นมลทิน เรื่องของธรรมะ ก็เป็นเช่นเรื่องมนต์นั่นล่ะครับ ละเลยลืมฝึกฝน... ธรรมะก็มักขึ้นสนิม

มาทบทวน ธรรมะบท ทางสายกลาง กันดูบ้าง

หนังสือพุทธธรรม (ฉบับเดิม) ของท่านอาจารย์พระมหาประยุทธ์ ปยุตโต (พิมพ์ครั้งแรก พ.ย.2544) หัวข้อ ความเข้าใจเบื้องต้น เกี่ยวกับมัชฌิมาปฏิปทา

มัชฌิมาปฏิปทา คืออริยสัจข้อสุดท้าย คือมรรค เป็นประมวลหลักหรือระบบจริยธรรมในพระพุทธศาสนา ใช้กฎเกณฑ์แห่งกระบวนการธรรมชาติ ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตจนถึงที่สุด ขอให้พิจารณาพระพุทธพจน์ และคำอธิบายย่อ ต่อไปนี้

ภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้ บรรพชิตไม่พึงเสพ

กล่าวคือ การหมกมุ่นด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย อันเป็นการชั้นต่ำ ชั้นตลาดของปุถุชน ไม่ใช่อริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์อย่างหนึ่ง

และการประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตน อันเป็นทุกข์ ไม่เป็นอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์อย่างหนึ่ง

ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ซึ่งทางสายกลาง ไม่ข้องแวะที่สุดสองอย่างนั้น อันเป็นทางที่สร้างจักษุ (ความเห็น) สร้างญาณ (การรู้) เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

ก็ทางสายกลางนั้น เป็นไฉน?

ทางนั้น คือมรรคาอันเป็นอริยะ มีองค์ประกอบ 8 ประการ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

ความเป็นทางสายกลางนั้น เป็นเพราะไม่เข้าไปข้องแวะที่สุด 2 อย่าง (ไม่ใช่อยู่กลางระหว่างที่สุดสองอย่าง)

มัชฌิมาปฏิปทา มีความหมายว่า เป็นทางให้ถึงความดับกรรม หรือสิ้นกรรม

การจะดับกรรมหรือสิ้นกรรมได้ ก็คือ ต้องทำ และทำอย่างเอาจริงเอาจัง แต่คราวนี้ทำตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา

ที่ว่าการดับกรรมหรือสิ้นกรรม ไม่ใช่ความหมายว่า อยู่นิ่งๆ เลิก ไม่ทำอะไรหมด แต่หมายความว่า เลิกการกระทำอย่างปุถุชน เปลี่ยนไปทำอย่างอริยบุคคล

ปุถุชนทำอะไร ก็ทำด้วยตัณหาอุปาทาน มีความยึดมั่นในความดีความชั่ว ที่เกี่ยวข้องกับตัวฉันและของฉัน ผลประโยชน์ของฉัน ในรูปใดรูปหนึ่ง

การกระทำของปุถุชน จึงเรียกตามศัพท์ธรรมว่า กรรม แบ่งเป็นกรรมดีกรรมชั่ว และก็ยึดถือเอาไว้ว่าเป็นอย่างนั้นๆด้วยตัณหา อุปาทาน

ดับกรรม คือการเลิกกระทำการต่างๆ ด้วยความยึดมั่นในความดีความชั่ว ที่เกี่ยวข้องกับตัวฉันของฉัน

เมื่อไม่มีดีมีชั่ว ก็ยึดมั่นไว้กับตัว ทำอะไรก็ไม่เรียกว่ากรรม

พระอริยบุคคลไม่ทำชั่ว เพราะหมดเหตุปัจจัยที่ให้ทำชั่ว (ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ที่จะทำให้ทำอะไร เพื่อให้ตัวฉันเป็น) ไม่ได้ยึดว่า เป็นดีกับฉัน หรือดีที่จะให้ฉันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

เมื่อปุถุชนบำเพ็ญประโยชน์อะไรสักอย่าง ก็จะไม่มีเพียงการทำประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของเรื่องนั้นๆเท่านั้น แต่ย่อมจะมีความหวังผลประโยชน์ตอบแทนอะไรสักอย่างหนึ่ง

ถ้าไม่มี ก็อาจจะละเอียดลงมาเป็นชื่อเสียงเกียรติคุณของฉัน ความดีของฉัน

มรรค หรือมัชฌิมาปฏิปทานี้ เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้การกระทำซึ่งเจตนาจะปรุงแต่ง ที่เรียกว่า กรรม ดับกรรมนั้นแล้ว มีแต่การกระทำบริสุทธิ์ ตามที่ปัญญาบอกล้วนๆ

ชื่อธรรม ทางสายกลาง ฟังง่าย แต่เอาเข้าจริง ก็ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง ซับซ้อน

ค่อยๆคิดตาม ค่อยๆทำความเข้าใจ เมื่อพอเข้าใจ...ก็เท่ากับขัดสนิมหลุดไปได้ชั้นหนึ่ง ใจก็เบาสบายได้ขึ้นอีกระดับหนึ่ง

เพราะไม่เข้าใจคำ ทางสายกลาง ทางการเมืองผลักเป็นพวกไม่เอาไหน พวกแทงกั๊ก รอจังหวะ ใครชนะเอาด้วย ทุกข์หนักกันทั้งบ้านเมืองวันนี้ ก็เพราะคิดกันอย่างนี้.

 

กิเลน ประลองเชิง

8 เม.ย. 2557 09:31 ไทยรัฐ