วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พท.ท้า‘วิชา’พิสูจน์ เดิมพันเก้าอี้ปปช.

ปมข้าว2ล.ตันหาย นพดลบี้กลับปชป.ป้องโจมตี‘ทักษิณ’

“เพื่อไทย” ท้า “วิชา” เดิมพันเก้าอี้ ป.ป.ช. พิสูจน์วาทกรรมข้าว 2 ล้านตัน ล่องหน ทนาย “ปู” เบนเป้าคดี อ้างต้องชี้มูลความผิดคดี “บุญทรง” ก่อน แถมซัดทอด “เหลิม” ถูกตั้งมาปราบโกงต้องเป็นคนโดนเชือดไม่ใช่นายกฯ “นพดล” ป้อง “ทักษิณ” โดน ปชป.ป้ายสีเป็นตัวปัญหาประเทศ เปลือยอดีตโต้กลับแพ้เลือกตั้งมา 20 ปีจนหมดท่า ทำดีอะไรให้คนจดจำบ้าง หวั่นคดีเด้ง “ถวิล” ตาชั่งไม่เที่ยง-บรรทัดฐานไม่มีจากหลายคดีประวัติศาสตร์ ครวญหลักการตาม รธน.สาบสูญจากประเทศไทยไปนานแล้ว “ประชาธิปัตย์” อัด รบ.ชักแถวกันออกมาดิสเครดิตศาล รธน.เป็นภาวะจิตตก-จนแต้มแก้ต่างไม่ได้

จากกรณีนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ปาฐกถาโจมตีโครงการรับจำนำข้าวมีการเตรียมการทุจริตเอาไว้ล่วงหน้าพร้อมกับแฉว่า มีข้าวหายจากโกดังไปกว่า 2 ล้านตันนั้น

พท.เดือดวาทะข้าวหาย 2 ล้านตัน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 เม.ย. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ปาฐกถาโจมตีโครงการจำนำข้าวมีข้าวหาย 2 ล้านตันว่า ตั้งแต่รับผิดชอบคดีนี้ นายวิชาเคยวางตัวเป็นกลางหรือไม่ การกล่าวหาว่าข้าวหายจากโกดัง 2 ล้านตัน ทั้งที่คดียังไม่ตัดสิน เป็นการนำข้อเท็จจริงในสำนวนไปพูดชี้นำ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อ้างพยาน 3 คน ให้ไต่สวนเพิ่มเติมคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แต่ ป.ป.ช.กลับตัดพยาน 3 คนนี้ทิ้ง ทั้งที่เป็นพยานสำคัญที่ยืนยันว่า ข้าวไม่ได้หายไปไหน ขอท้าให้นายวิชาพาไปดูว่า ข้าวที่หายไป 2 ล้านตัน หายไปที่ไหน อย่างไร

ท้า “วิชา” เดิมพันเก้าอี้กรรมการ ป.ป.ช.

“หากข้าวไม่ได้หายจริง ขอให้นายวิชาลาออกจากกรรมการ ป.ป.ช. สิ่งที่นายวิชาพูดเหมือนนำคำพูดของพ่อค้าส่งออกในโลกออนไลน์มาพูด เพราะพ่อค้าส่งออกได้รับความเสียหายจากโครงการนี้หลายหมื่นล้านบาท เนื่องจากโครงการจำนำข้าวจ่ายเงินให้เกษตรกรโดยตรง ไม่ขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้พ่อค้าส่งออกสูญเสียรายได้หลายหมื่นล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ขอให้นายวิชาเร่งตรวจสอบโครงการประกันราคาข้าวในรัฐบาลประชาธิปัตย์ด้วย” นายพร้อมพงศ์กล่าว

จวก “ชวน-มาร์ค” โยนบาป “ทักษิณ”

นายพร้อมพงศ์กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุขออาสากู้วิกฤติทางการเมืองในวันครบรอบ 68 ปี พรรคประชาธิปัตย์ว่า เป็นวาทกรรมทางการเมือง สร้างภาพ เล่นการเมืองสองหน้าว่ายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่กลับบอยคอตการเลือกตั้งมาสองครั้ง การอ้างว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมลงเลือกตั้ง หากมีการเลือกตั้งที่เป็นธรรม ขอถามว่า การอ้างการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม เพราะกลัวแพ้การเลือกตั้งใช่หรือไม่ เป็นการใช้วาทกรรมแบบเดิมๆ ไม่มีความตั้งใจแก้ปัญหา ถือเป็น 68 ปีที่สูญเปล่าของประชาชน ไปร่วมมือกับ กปปส. ไม่ปกป้องผลประโยชน์ประชาชน ขอท้าว่า หากนายอภิสิทธิ์จะกู้วิกฤตการณ์ทางการเมือง ให้ทำหนังสือถึง กกต.ว่าจะขอสนับสนุนการเลือกตั้ง และพรรคประชาธิปัตย์จะลงเลือกตั้ง ถ้าทำจริงจะนำดอกไม้ไปกราบถึงพรรค ส่วนที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวโจมตีระบอบทักษิณทำให้การเมืองขาดคุณธรรม เป็นการพูดแบบแผ่นเสียงตกร่อง โยนบาปให้ พ.ต.ท.ทักษิณและรัฐบาลว่า ที่แพ้เลือกตั้งเพราะถูกโกง ทั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ต่างประเทศ ไม่เคยยุ่งเกี่ยวการเมือง

ทนาย “ปู” จับ “บุญทรง” ล่อเป้า

นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้รับผิดชอบคดีโครงการจำนำข้าว กล่าวถึงกรณีนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ระบุมีข้าวในโครงการจำนำข้าวหายจากโกดัง 2 ล้านตันว่า เป็นการสรุปโดยที่ยังไม่ฟังพยานที่นายกฯจะนำมาหักล้าง ถือว่านายวิชามีอคติไม่ให้ความเป็นธรรมแก่นายกฯ ไม่ควรด่วนสรุปว่า ข้าวหายไปจากโกดัง 2 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม หาก ป.ป.ช.จะตัดสินโครงการรับจำนำข้าว ควรชี้มูลความผิดกรณีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ก่อน เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายปฏิบัติ แต่กรณีนายกฯเป็นเรื่องระดับนโยบาย

ซัดทอด “เหลิม” ถูกตั้งมาปราบโกง

นายบัญชากล่าวอีกว่า เมื่อยังไม่ได้ข้อสรุปว่า มีการทุจริตในระดับปฏิบัติหรือไม่ จะมาด่วนตัดสินว่าระดับนโยบายมีความผิดไม่ได้ หรือหากตัดสินว่า นายบุญทรงมีความผิด ก็ไม่ใช่มาตรฐานที่จะมาตัดสินว่านายกฯมีความผิดตามไปด้วย เพราะเป็นเรื่องคนละส่วนกัน หากมีการทุจริตจริงก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคลนั้นๆในระดับปฏิบัติไม่เกี่ยวกับนายกฯ จะมาเหมาว่านายกฯละเลยไม่ได้ เพราะได้ตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน มาปราบปรามการทุจริตในโครงการแล้ว จึงไม่ได้ละเลย

“นพดล” เปลือย ปชป.ป้อง “ทักษิณ”

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุระบอบทักษิณเป็นปัญหาของประเทศว่า การกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นธรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าใจความรู้สึกของคนพรรคนี้ที่ไม่ชนะเลือกตั้งเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา แต่ข้อสรุปนั้นต้องไม่มาจากเวทีสวนลุมพินี หรือลานหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องสรุปจากการหย่อนบัตรเลือกตั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มั่นใจว่าตนเองดี มีทางออกให้ประเทศ ทำไมจึงบอยคอตการเลือกตั้ง สร้างปมปัญหาให้บ้านเมือง ที่ผ่านมาประชาชนจดจำ พ.ต.ท.ทักษิณถึงโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค สนามบินสุวรรณภูมิได้ชัดเจน แต่คนจำไม่ได้ว่าพรรคประชา-ธิปัตย์ทำอะไรบ้าง คิดว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนแนวทางทำงานเน้นนโยบาย การแก้ปัญหาให้ประเทศจะดีกว่าการตอกย้ำวาทกรรมทำร้ายฝ่ายตรงข้าม

หวั่นคดี “ถวิล” ตาชั่งไม่ได้มาตรฐาน

นายนพดลกล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องวินิจฉัยสถานะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช. โดยมิชอบว่า ไม่ขอฟันธงว่าศาลรัฐธรรมนูญตั้งธงหรือไม่ แต่ถ้าเราอยู่ในประเทศที่มีมาตรฐานทางกฎหมาย เรื่องนี้คงไม่น่ากังวล เพราะเป็นอำนาจของรัฐบาลที่จะแต่งตั้งข้าราชการในการทำงาน แต่ถ้าดูมาตรฐานการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหลายเรื่องในอดีต รวมถึงล่าสุดการตัดสินการเลือกตั้ง 2 ก.พ. เป็นโมฆะ ทำให้นักกฎหมายไม่อาจทำนายผลการวินิจฉัยของศาลในเรื่องนี้ได้ ตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมา หาบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ถูกต้องในการตีความรัฐธรรมนูญได้ยากมาก หลักการที่ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องไม่ละเมิด สาบสูญไปจากประเทศไทยนานแล้ว ทั้งที่หลักการนี้ถูกยึดถือในประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก กรณีนี้ขึ้นอยู่กับว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะตีความสถานภาพนายกฯอย่างเคร่งครัดให้คนไทย จะฉีดน้ำหรือน้ำมันเข้ากองไฟแห่งความขัดแย้งที่ลุกโชนในขณะนี้

ปชป.โต้ “ชัยเกษม” อ้าง ม.268 มั่วๆ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ระบุว่า นายกฯมีอำนาจย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 268 กำหนดข้อยกเว้นให้สามารถทำได้ว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะกรณีนายถวิลไม่เข้าข้อยกเว้นที่บัญญัติไว้ในมาตราดังกล่าว และในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ตัดสินแล้วก็ระบุชัดเจนว่า ข้อเท็จจริงของกระบวนการโอนนายถวิลทำอย่างเร่งรีบ ผิดปกติในการย้ายไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี คือ เพื่อต้องการให้ตำแหน่ง ผบ.ตร.ที่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เป็นอยู่ว่างลงเพื่อแต่งตั้งให้บุคคลอื่นดำรงตำแหน่งแทน และโยกย้ายไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อราชการตามนโยบายที่แถลงต่อสภา จึงไม่สอดคล้องกับหลักการจัดระเบียบข้าราชการพลเรือน และหลักคุณธรรม

รู้ไต๋ รบ.จ้องดิสเครดิตศาล รธน.

นายองอาจกล่าวอีกว่า รัฐบาลรู้ว่าจะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้ยากขึ้น หลังศาลปกครองสูงสุดพิพากษาคดี จึงพยายามสร้างความสับสนในเนื้อหาสาระของคำร้องที่มีถึงศาลรัฐธรรมนูญในกรณีวินิจฉัยสถานภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์มากกว่าที่จะแก้ข้อกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมา นอกจากนี้ ที่ รมว.ยุติธรรมอ้างว่าไม่สามารถนำรัฐธรรมนูญมาบังคับนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งข้อเท็จจริงคือ หากนายกฯไม่ทำผิดรัฐธรรมนูญเองการฟ้องร้องก็ไม่เกิดขึ้น แต่เพราะนายกฯส่อเจตนาที่จะทำขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย จึงถูกร้องในเรื่องนี้ และชี้ให้เห็นว่ามีความพยายามทำลายศาลรัฐธรรมนูญตลอดเวลา ทั้งนี้ นายกฯควรสู้คดีด้วยการชี้แจงเนื้อหาสาระมากกว่าการสร้างขบวนการทำลายน้ำหนักศาลรัฐธรรมนูญด้วยคนของรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยและ นปช. เพราะยิ่งชี้ให้เห็นว่านายกฯมีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามข้อกล่าวหา

เย้ย พท.กำลังอยู่ในภาวะจิตตก

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องถึงพรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าควรประพฤติให้สมกับที่เป็นพรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองที่ดีต้องรู้และเข้าใจระบบประชาธิปไตย ระบบการถ่วงดุลอำนาจ เคารพกฎหมายและยอมรับอำนาจตุลาการ เพราะหากมีการกระทำที่ตรงกันข้าม ก็ไม่ถือว่าเป็นพรรคการเมือง และบ้านเมืองจะวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด ตอนนี้พรรคเพื่อไทยอยู่ในสภาวะจิตตกกันทั้งพรรค มองทุกอย่างในแง่ร้ายหมด ที่สำคัญยังไม่มีใครทราบว่าศาลจะวินิจฉัยเช่นไร แต่กลับออกมาให้ข่าวทำลายความเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ

ลูกหาบแฉแก๊งงาบหัวคิวงบ 57

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการทุจริตคอร์รัปชันงบประมาณปี 2557 ที่มีวงเงิน 2.5 ล้านล้านบาทว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ โดยในงบฯปี 57 ได้จัดงบเพื่อการลงทุนไว้รวม 5.64 แสนล้านบาท และเป็นช่วงสุญญากาศทางการเมืองไม่มีรัฐสภาในการตรวจการใช้งบประมาณดังกล่าว จึงขอเรียกร้องให้ข้าราชการที่ใกล้ชิดกับการใช้งบ ประมาณในทุกกระทรวง ทบวง กรม ช่วยกันร่วมตรวจสอบการใช้งบฯลงทุน ซึ่งพฤติกรรมมี 3 ลักษณะคือ 1.ล็อกสเปกโครงการ โดยเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการต่างๆ เพื่อนำบริษัทของตัวเองเข้ามารับงาน หรือหากล็อกสเปกไม่ได้ก็จะใช้วิธีโยกงบฯเพื่อเปลี่ยนสถานที่ของการทำโครงการ 2.อ้างความเป็นเด็กของรัฐมนตรีบางคนไปเรียกไถเงิน ว่าจะนำส่งรัฐมนตรี 30-35% รวมทั้งรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เช่น การท่าอากาศยานที่วันนี้เปอร์เซ็นต์ส่วนต่างสูงพอๆกับเพดานบินของเครื่องบินแล้ว 3.อ้างเป็นเด็กนักการเมืองไปฮั้วโครงการเพื่อกินส่วนต่าง 5-10%

ส.ว.ลอตแรกผ่าน 65 จ.ไม่ครบ 95%

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. กล่าว ว่า ในการประชุม กกต.วันที่ 8 เม.ย. จะมีการพิจารณาประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ว.ลอตแรกในส่วนที่ไม่มีการร้องคัดค้าน เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการประกาศผลภายใน 7 วันทำการนับจากวันเลือกตั้ง ซึ่งจะครบในวันที่ 9 เม.ย. ส่วนที่เหลือคือมีคำร้องค้างอยู่จะต้องประกาศรับรองภายใน 30 วันนับจากวันเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จนถึงขณะนี้ กกต.มีแนวโน้มที่จะประกาศรับรองได้ไม่เกิน 65 จังหวัด ซึ่งเมื่อรวมกับ ส.ว. สรรหาที่มีอยู่จะไม่ครบเกณฑ์ 95% อย่างไร ก็ตาม ส.ว.เลือกตั้งที่ได้รับการรับรองผลจาก กกต. แล้วสามารถไปรายงานตัวกับวุฒิสภาเพื่อรอการปฏิบัติหน้าที่เมื่อครบ 95% ต่อไป

 

8 เม.ย. 2557 07:30 ไทยรัฐ