วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"กิตติรัตน์" เดินสายธนาคารโลก

เปิดตัวเลขแจงไทยยังแกร่งแม้การเมืองมีปัญหา

“กิตติรัตน์” เดินสายร่วมประชุมเวิลด์แบงก์-ไอเอ็มเอฟ เตรียมชี้แจงนานาชาติฐานะประเทศไทยยังแกร่ง ยันหาก ป.ป.ช. เรียกตัวกลับให้ชี้แจงจำนำข้าวพร้อมกลับทันที เปรย ป.ป.ช. ก็เป็นจำเลยในสายตาประชาชน

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังเปิดเผยว่า วันที่ 8 เม.ย.นี้จะเดินทางไปร่วมประชุมประจำปีของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยจัดประชุมระหว่างวันที่ 9-12 เม.ย.57 การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมพหุภาคีครั้งใหญ่ของโลกที่มีความสำคัญ จะมีโอกาสพบกับผู้บริหารระดับนโยบายของประเทศสมาชิกเวิลด์แบงก์และไอเอ็มเอฟ
โดยจะใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจกับต่างประเทศให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีความแข็งแรงดี ทุนสำรองระหว่างประเทศยังเพียงพอ การขาดดุลงบประมาณยังคงควบคุมให้ลดลงได้ สำหรับหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับที่ต่ำ โดยขณะนี้มีหนี้สาธารณะทั้งสิ้น 5.4 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่มีอยู่ขณะนี้ 12 ล้านล้านบาท สัดส่วนหนี้สาธารณะจึงไม่ถึง 47% ของจีดีพี ขณะที่เพดานอยู่ที่ 60% หรือต่ำกว่าเพดาน 13% คิดเป็นวงเงินประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทเป็นอย่างน้อย แต่ถ้านำหนี้ที่ไม่เป็นภาระต่องบประมาณออก หนี้สาธารณะจะเหลือเพียง 4.3 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับจีดีพีแล้วจะเหลือเพียง 37% ต่อจีดีพี

“ผมมีหน้าที่ที่จะชี้ให้ต่างประเทศเห็นความจริงว่า คนที่พยายามต่อสู้ทางการเมือง หาทางโจมตีรัฐบาลยกโครงการต่างๆขึ้นมา และบอกว่าจะเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจ พูดให้เป็นที่ไขว้เขว แต่ผมอยู่กับความจริง และสถาบันการเงินต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ก็ล้วนเป็นสถาบันการเงินต่างประเทศขนาดใหญ่ ที่มีการประกอบการโดยตรงและโดยอ้อมในประเทศไทยทั้งสิ้น ผมต้องใช้วาระนี้ในการชี้แจงว่าเรายังแข็งแรงดีอยู่ ความขัดแย้งทางการเมืองมันรุนแรงจริง มีความพิเศษจริง ก็ขอให้จับตาดูไปแม้ว่าจะไม่มีคำตอบในช่วงหลายวันหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนข้างหน้า เรายังพอมีเวลาให้ความแข็งแรงของเราช่วยประคับประคองซึ่งอาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ดีก็ได้ เราไม่เหมือนบางประเทศที่อ่อนแอแล้วก็มีเหตุซ้ำจนเสียหาย”

นายกิตติรัตน์ยังกล่าวถึงการเป็นพยานบุคคลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในคดีรับจำนำข้าวของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะนัดให้ไปชี้แจงวันที่ 11 เม.ย.นี้ว่า กำหนดการประชุมเวิลด์แบงก์และไอเอ็มเอฟ เป็นกำหนดการตายตัวและกำหนดไว้นานแล้ว ในฐานะเป็น รมว.คลัง ปีนี้มีหน้าที่ที่จะเป็นผู้ที่กล่าวสุนทรพจน์แทนในนามกลุ่มอาเซียนด้วย และมีหน้าที่ทำความเข้าใจเรื่องสถานการณ์ในประเทศ รวมทั้งต้องหารือในกฎหมายแฟตก้า (FATCA) ที่สหรัฐฯ ต้องการให้มีผลเดือน ก.ค.นี้ การที่ต้องเจรจากับสหรัฐฯแทนสถาบันการเงินทุกแห่งในประเทศซึ่งได้รับกรอบอนุมัติแล้วจากสภา และหากการเจรจามีข้อยุติก็ต้องส่งให้สภารับผิดชอบ ซึ่งไม่คิดว่าจะทำได้ในเดือน ก.ค. ต้องไปหารือกับระดับนโยบายของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นว่าถ้าหากประเทศไทยมีความล่าช้า จะขอผ่อนปรนกับส่วนที่เป็นสถาบันการเงินของไทย ไม่เช่นนั้นจะเป็นความเสียหายร้ายแรงต่อภาคธุรกิจและต่อประเทศ ดังนั้น หน้าที่นี้เป็นหน้าที่ที่เตรียมการไว้ว่าต้องไป

ส่วนเรื่องเป็นพยานบุคคลยังไม่ได้รับหนังสือจาก ป.ป.ช. ซึ่งหน้าที่ทางราชการก็ต้องทำ ส่วนเรื่องให้ข้อมูลก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่างไรก็ตามวันที่ 8 เม.ย.นี้ คงต้องเดินทางไปก่อน ถ้ามีความจำเป็น ป.ป.ช.จะเรียกกลับก็ต้องกลับ แต่ถ้าต้องกลับหมายความว่าจะทำอีกหน้าที่หนึ่งไม่ได้ อย่างไรก็ตามจะทำหนังสือแจ้งทั้งนายกรัฐมนตรีที่ทราบแล้วเพราะเป็นผู้อนุมัติให้เดินทางไป และจะทำหนังสือแจ้งไปยัง ป.ป.ช. ด้วย

นายกิตติรัตน์ยังกล่าวว่า ไม่หนักใจที่จะเข้าชี้แจงต่อ ป.ป.ช.เรื่องรับจำนำข้าวในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรง ส่วนจะใช้พยานกี่คนก็เป็นเรื่องของ ป.ป.ช. ว่าอยากฟังใครแค่ไหนอย่างไรหรือไม่ ที่จะให้กระบวนการนี้ได้รับการยอมรับว่า มีความยุติธรรมสูง วันนี้คิดว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกกล่าวหา
หรือใช้คำสั้นๆว่าเป็นจำเลย คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็เป็นจำเลยเหมือนกัน จำเลยในสายตาของประชาชน คำว่าจำเลยในสายตาประชาชน หาก ป.ป.ช.จะทำให้ตัวเองเป็นโจทก์ เท่านั้นก็มีวิธีที่ให้คนเขาเชื่อถือได้ “แนวทางการชี้แจงนั้น ถ้าพูดถึงเรื่องการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว การให้บริการรถเมล์ก็ขาดทุน หรือว่าช่วยชาวนาแบบเอาเงินให้เขาเลยในทางบัญชีไม่เรียกขาดทุน เขาเรียกแจก เขาใช้เงินของหลวงใช่ไหม การใช้เงินนั้นใครเป็นคนตัดสินใจเรื่องความคุ้มค่าและความแข็งแรงที่จะแจกแค่ไหน ครม.ก็พิจารณาโครงการนี้และรัฐบาลก็เสนอนโยบายนี้ต่อรัฐสภาแล้ว ถามว่าเคยรู้สึกไหมว่ามันใช้เงินมาก ตอบว่ารู้และเคยเสนอให้ลดราคาจำนำข้าวด้วย และมีผู้คนออกมาคัดค้าน รวมทั้งคนที่ไหปลาร้าหักด้วยว่าอย่าไปลด ให้จ่ายเต็มที่ และบอกว่าให้ไปหาวิธีอุดช่องโหว่การรั่วไหล”

นายกิตติรัตน์กล่าวว่า แนวทางการหาเงินจ่ายค่าข้าวที่ค้างอยู่ไม่ได้นิ่งดูดาย ในส่วนของกระทรวงการคลังก็ดำเนินการอยู่ ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องฝ่ายตรงข้ามอยากจะต่อต้านคัดค้านก็ให้ต่อต้านไป เพราะถ้าตนไม่พยายามทำก็มีความผิดรัฐ-ธรรมนูญมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เหมือนกัน เพราะมติ ครม.ระบุให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการ “ความพยายามที่จะกู้เงินแต่ละครั้งทำด้วยความจริงใจหวังว่าจะกู้ได้จริงๆ จากกู้ไม่ได้เลยเป็นเกือบกู้ได้ ผมคิดว่าคงเห็นแล้วว่าเราไม่ได้ละเลย แล้วใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกีดขวางการกู้ก็อยู่ในบันทึกหลักฐาน วันหนึ่งหากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ โจทก์อาจกลายเป็นจำเลย จำเลยอาจกลายเป็นโจทก์ ซึ่งหมายถึงผมด้วย ผมทำตามมติ ครม. ตามการตีความของสำนักงานกฤษฎีกา ส่วนไหนที่ทำไม่ได้เพราะมีกฎหมายจำกัดหน้าที่อยู่ ก็ใช้วิธีสอบถามและชักชวนให้เกิดการสนทนาในสถาบันการเงิน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟตก้าเป็นกฎหมายที่กำหนดให้สถาบันการเงินต่างชาติ ต้องรายงานข้อมูลบัญชีของลูกค้าที่เป็นชาวสหรัฐฯ ที่มีรายการในสถาบันการเงินในประเทศนั้นๆให้แก่กรมสรรพากรในสหรัฐฯ ซึ่งหากสถาบันการเงินใดไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่รายงานจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 30% ของรายได้ทั้งหมดที่มีแหล่งรายได้จากสหรัฐฯ.

“กิตติรัตน์” เดินสายร่วมประชุมเวิลด์แบงก์-ไอเอ็มเอฟ เตรียมชี้แจงนานาชาติฐานะประเทศไทยยังแกร่ง ยันหาก ป.ป.ช. เรียกตัวกลับให้ชี้แจงจำนำข้าวพร้อมกลับทันที เปรย ป.ป.ช. ก็เป็นจำเลยในสายตาประชาชน 8 เม.ย. 2557 04:45 8 เม.ย. 2557 04:47 ไทยรัฐ