วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิธีดูแลสุขภาพผิวตัวเองง่ายๆ ในช่วงฤดูฝน

เมื่อพูดถึงฤดูฝน หลายท่านคงมีความรู้สึกแตกต่างกัน บางท่านอาจคิดถึงบรรยากาศชุ่มฉ่ำเย็นสบาย แต่คงมีอีกหลายท่านที่คิดถึงความเปียกชื้นไม่สบายตัวในยามเปียกฝน ฤดูฝนในประเทศไทยมักจะมีอากาศร้อนสลับกับเย็น รวมถึงความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้น เป็นผลให้เกิดปัญหาทางสุขภาพหลายอย่างตามมา เช่น ไข้หวัด หรืออาการภูมิแพ้ ดังนั้น เราจึงควรเตรียมตัวเพื่อพร้อมรับกับปัญหาสุขภาพต่างๆ เหล่านี้

ปัญหาด้านผิวหนังและผิวพรรณ ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยในฤดูฝน สำหรับคุณผู้หญิงปัญหาสุขภาพผิว ถือเป็นปัญหาใหญ่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ หลายท่านอาจรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องดูแลผิวพรรณเป็นพิเศษในฤดูฝน แต่จริงๆ แล้วฤดูนี้มีหลายสิ่งที่ทำร้ายผิวสวย เช่น น้ำฝน ซึ่งมีฝุ่นละออง สารเคมี รวมถึงเชื้อโรคและสิ่งสกปรกมากมาย หากเราสัมผัสน้ำฝนสิ่งที่ปนเปื้อนย่อมเป็นอันตรายต่อผิวเราได้

นอกจากนี้ เมื่อผิวหนังเปียกชื้นจะทำให้ความสามารถในการป้องกันเชื้อโรคและการปรับตัวต่อปัจจัยกระทบภายนอกต่างๆ น้อยลง ทำให้ง่ายต่อการเกิดปัญหาทางด้านผิวหนัง เช่น สิว โรคเชื้อรา โรคน้ำกัดเท้า ผื่นผิวหนังอักเสบ ฉะนั้น คุณผู้หญิงจึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดกับเราอยู่เสมอ ซึ่งวันนี้มีวิธีการดูแลสุขภาพผิวตัวเองอย่างง่ายๆ ในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เส้นผม หนังศีรษะ จนจรดปลายเท้ามาฝาก 

เริ่มจากการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ หากคุณผู้หญิงผมเปียกจากการตากฝน การเช็ดผม หรือปล่อยให้แห้งเองนั้นยังไม่เพียงพอ ขอแนะนำให้สระผมเลยจะดีกว่า เนื่องจากในน้ำฝนอาจมีเชื้อไวรัสปนเปื้อนมาด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุที่มักทำให้เราเป็นหวัด การสระผมจะล้างเชื้อไวรัสออกจากเส้นผม หลังจากนั้นควรเช็ดผม หรือไดร์ให้แห้งทุกครั้ง และไม่ควรนอนขณะที่ผมยังเปียก เพราะอาจทำให้หนังศีรษะมีความชื้นและเกิดก่อให้เกิดเชื้อราได้ ข้อสังเกตว่า คุณผู้หญิงอาจมีเชื้อราบนศีรษะ คือ มีสะเก็ดแห้งๆ บนหนังศีรษะและมีอาการคันศีรษะ เส้นผมบริเวณนั้นหักออกเหลือเป็นตอสั้นๆ ติดหนังศีรษะ บางคนอาจมีอาการอักเสบรุนแรงจนถึงเป็นก้อนคล้ายฝี ถ้านำผมบริเวณนั้นไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบว่ามีเชื้อรา ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวก็ควรไปพบแพทย์ทันที

ผิวพรรณ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณผู้หญิงต้องสนใจ ถึงแม้ว่าในฤดูฝนการดูแลรักษาผิวจะง่ายกว่าในฤดูอื่นๆ แต่ปัญหาที่พบบ่อย คือ การเป็นสิวเพิ่มขึ้น เพราะความชื้นสูงในอากาศจะทำให้เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของสิวเจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับเมื่อผิวหน้าสัมผัสน้ำฝนที่มีเชื้อโรค ฝุ่นละออง หรือสารเคมี ก็ยิ่งทำให้เกิดสิวได้ง่าย การดูแลผิวหน้าจึงควรเริ่มจากการทำความสะอาดผิวหน้า โดยทำเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกิน หลีกเลี่ยงการขัด หรือถูหน้าอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อคืนความชุ่มชื่นให้แก่ผิว หากมีสิวห้ามกดหรือแกะโดยเด็ดขาด เพราะทำให้เกิดรอยแดง หรือดำ รวมถึงแผลเป็นจากสิวได้

นอกจากนี้ หากผิวหน้าเปียกน้ำฝนก็ควรล้างออกด้วยน้ำสะอาดโดยเร็ว ไม่ควรขยี้ตาในขณะที่ใบหน้าหรือมือเปียกฝน เพราะน้ำฝนมีสิ่งปนเปื้อนมากมาย อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ดวงตาได้ หากเสื้อผ้าที่สวมใส่เปียกฝนก็ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เพราะเสื้อผ้าที่เปียกฝนอาจก่อให้เกิดเชื้อราที่ผิวหนังได้ สำหรับเสื้อผ้าที่เปียกชื้นนานๆ ควรนำไปผึ่งแดดร้อนจัดๆ หรือรีดด้วยเตารีด จะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าได้ และควรอาบน้ำเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกหลังจากที่เปียกฝน

ลักษณะผื่นที่คุณผู้หญิงควรสังเกต ได้แก่ วงด่างสีขาว หรือสีเนื้อ ในบางคนอาจขึ้นเป็นวงสีน้ำตาลร่วมกับมีขุยสีขาวเล็กๆ ซึ่งมักเกิดบนผิวหนังหน้าอกและลำตัว อาจมีอาการคันร่วมด้วยได้ ซึ่งนอกจากดูไม่สวยงามแล้วยังทำให้เสียบุคลิก ผื่นชนิดนี้เป็นลักษณะของโรคเกลื้อน แม้ในยามปกติจะไม่ก่อโรคร้ายแรง แต่หากอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมก็อาจมีปริมาณมากและเรื้อรังกว่าที่คิด สำหรับคนที่มีน้ำหนักมาก หรือภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน อาจเกิดผื่นสีแดงขึ้นตามบริเวณข้อพับ เช่น รักแร้ ขาหนีบ หรือใต้ราวนม และอาจมีอาการคันมาก ซึ่งสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อยีสต์ในกลุ่มแคนดิดา หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการรักษาต่อไป

อีกสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงฤดูฝน คือ การมีน้ำท่วมขัง ทำให้ต้องเดินย่ำน้ำชื้นแฉะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหากปล่อยให้เท้าเปียกนานๆ อาจพบว่าผิวตามซอกนิ้วเท้าลอกเป็นขุยขาวๆ เปื่อยยุ่ย หรืออาจถึงขั้นเป็นแผล มีน้ำเหลืองแฉะ ซึ่งเรียกว่าโรคน้ำกัดเท้า บางครั้งอาจมีการติดเชื้อราที่เท้า โดยมีแหล่งเชื้อราจะมาจากสิ่งแวดล้อม เช่น หิน ดิน ทราย รวมทั้งในสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว  หากไม่รักษาผื่นที่เท้า อาจลามไปที่ลำตัวส่วนอื่นได้ สิ่งที่ต้องสังเกตอีกอย่าง คือ กลิ่นเท้า เวลาถอดรองเท้า หากมีกลิ่นเหม็นโชย และเมื่อก้มดูฝ่าเท้าจะเห็นเป็นรูพรุนเล็กๆ นั่นคือ อาการของโรคเท้าเหม็น ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง มักพบในคุณผู้หญิงที่ใส่ถุงเท้าที่ทำจากใยสังเคราะห์หนาๆ ซึ่งมักจะแห้งยากในหน้าฝน

นอกจากนี้ ในน้ำขังตามพื้นถนนอาจมีพยาธิบางชนิด ซึ่งสามารถชอนไชสู่ผิวหนังได้โดยตรง หรืออาจได้รับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคฉี่หนูเข้าไปตามรอยแผลเล็กๆ ที่เท้า ซึ่งเป็นโรคที่มีความรุนแรง ข้อแนะนำเบื้องต้น คือ หากหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรย่ำน้ำที่ท่วมขัง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรทำความสะอาดเท้าด้วยการฟอกสบู่ ล้างออกด้วยน้ำสะอาด และเช็ดให้แห้ง อย่าปล่อยให้เท้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน หากมีแป้งฝุ่นให้ทาบางๆ ตามซอกเท้าและฝ่าเท้า เมื่อถุงเท้าและรองเท้าเปียกฝน ควรถอดออกทันทีและทำให้แห้งโดยเร็วที่สุด สำหรับรองเท้าที่เปียกน้ำนั้นแนะนำให้ไปตากแดดให้แห้ง หากคุณผู้หญิงสงสัยว่าจะเป็นโรคที่เท้าดังกล่าวก็ควรไปปรึกษาแพทย์ทันที

จะเห็นได้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของปัญหาผิวพรรณในฤดูฝนมาจากน้ำฝนที่มีการปนเปื้อน หรือการปล่อยให้ผิวหนังอับชื้นเป็นเวลานาน ดังนั้น การป้องกันที่สำคัญอันดับแรก คือ หลีกเลี่ยงการตากฝน แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อกลับถึงบ้านควรรีบถอดเสื้อผ้าที่เปียก แล้วอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย หลังจากนั้นจึงเช็ดตัวให้แห้ง การโรยแป้งฝุ่นสามารถช่วยลดความชื้นและการเสียดสีได้ นอกจากนี้ การเลือกเสื้อผ้าและถุงเท้าควรเลือกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้ายที่ไม่หนาเพื่อให้ระบายอากาศได้ดี 

การได้เป็นเจ้าของผิวพรรณที่นวลเนียนสดใส ล้วนเป็นยอดปรารถนาของผู้หญิงทุกคน หวังว่าข้อมูลเหล่านี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้อ่าน และสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเตรียมรับมือกับทุกฤดูฝน ไม่ว่าจะเป็นฤดูฝนนี้หรือฤดูฝนไหน

นพ.พูลเกียรติ สุชนวณิช

หน่วยโรคผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี


เมื่อพูดถึงฤดูฝน หลายท่านคงมีความรู้สึกแตกต่างกัน บางท่านอาจคิดถึงบรรยากาศชุ่มฉ่ำเย็นสบาย แต่คงมีอีกหลายท่านที่คิดถึงความเปียกชื้นไม่สบายตัวในยามเปียกฝน... 7 เม.ย. 2557 15:15 7 เม.ย. 2557 17:10 ไทยรัฐ