Thairath Logo
กีฬา

“SWING” ถูกที่คัน พาสุขเพศที่สาม

โดย
8 เม.ย. 2557 05:16 น.
Share :

10 กว่าปีที่ผ่านมา ธุรกิจบริการสำหรับ “เพศที่สาม” เมืองพัทยาเติบโตและเฟื่องฟูขึ้น จนกลายเป็นชุมชนที่มีทั้งสาวประเภทสอง กะเทย เกย์ ชายรักชาย ทอม–ดี้ ฯลฯ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งชาวเพศที่สามจำนวนมากเท่าไร สารพันปัญหายิ่งขยายเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการติดเชื้อเอชไอวี, สิทธิในการรักษาโรคจากภาครัฐ, เงินชดเชยในฐานะผู้ป่วย รวมไปถึงปัญหาทางข้อกฎหมาย และสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งอาจถูกละเมิดได้ทุกเมื่อทั้งจากลูกค้าชาวต่างชาติและคนในท้องถิ่น


ปัญหานี้แพร่กระจายไปทุกระดับชั้นทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เข้ามาลวนลามในยามวิกาล เจ้าหน้าที่-อาสาสมัครช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านจับกุมชาวเกย์ และสาวขายบริการด้วยเหตุที่พกถุงยางอนามัย และรุนแรงถึงขั้นยัดเยียดข้อหาค้าประเวณีให้ ฯลฯ

เหล่านี้มาจากทัศนคติของคนในสังคมท้องถิ่นที่พวกเขาต้องอาศัยอยู่ร่วม และปัญหาจากการขาดความรู้ความเข้าใจในสิทธิข้อกฎหมายในแต่ละบุคคล

ปัญหาเหล่านี้ที่ผ่านมาอาจได้รับการแก้ไขมามากบ้างน้อยบ้าง แต่ไม่ตรงจุดเสียทีเดียว ซึ่งอาจเรียกได้ว่า “เกาไม่ถูกที่คัน” นี่คือที่มาทำให้มีคนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันเปิด “มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ” หรือ “SWING” (Service Workers in Group Foundation) ขึ้น เพื่อเป็นที่พึ่งพิงของชาวเพศที่สาม ภายใต้คำขวัญ “คุณค่าศักดิ์ศรีความเท่าเทียมในทางเลือกและโอกาสที่แตกต่าง”

มานพ อุทัยรัตน์ ผู้จัดการโครงการมูลนิธิ SWING

มานพ อุทัยรัตน์ ผู้จัดการโครงการมูลนิธิ SWING เล่าว่า ด้วยความที่อยากสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้อย่างชัดเจนและเข้าใจ จึงพยายามฝึกภาษาด้วยตัวเอง วันหนึ่งเห็นประกาศสอนภาษาอังกฤษฟรีของมูลนิธิสวิง จึงเข้าไปสมัครเรียนภาษา และได้เห็นว่ามูลนิธินี้เขาทำอะไรกันบ้าง จึงอาสาเข้าไปทำงาน

“ยิ่งทำงาน ก็ยิ่งผูกพัน และยิ่งเห็นปัญหาของเพื่อนชาวเพศที่สามมากขึ้น ทำให้ตัดสินใจย้ายมาอยู่พัทยาเพื่อทำงานที่มูลนิธิอย่างเต็มตัว โดยเริ่มจากประจำอยู่ในฝ่ายงานสร้างกิจกรรมที่เน้นให้ความรู้ด้านต่างๆแก่ชาวเกย์ สาวประเภทสอง และหญิงขายบริการ”

ทำงานไปเรื่อยๆ ได้คลุกคลีก็ยิ่งรู้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มคนเหล่านี้มากมาย มานพ บอกว่า ในพัทยามีเกย์ขายบริการราว 3,000 คน ไม่นับรวมที่ขายบริการผ่านอินเตอร์เน็ตอีกมาก เราพบว่าชาวเกย์ที่ขายบริการนั้นในปัจจุบันมีอายุเริ่มต้นน้อยกว่า 18 ปี และมีมากในกลุ่มที่จบมหาวิทยาลัยแล้วคือราว 20 ปีขึ้นไป และจะออกจากวงการเมื่ออายุประมาณ 27-28 ปี


ส่วนผู้หญิงจะมีมากกว่าโดยอาจจะมีตั้งแต่ 30 กว่า-40 ปี และมักจะเป็นซิงเกิลมัมหรือแม่ม่ายลูกติด ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่น่าสงสาร เพราะในระหว่างที่แม่ก็ออกไปขายบริการ เด็กจะรอแม่ที่ห้องหรืออาจออกไปอยู่ตามชายหาดและต้องเข้าสู่ระบบขายบริการในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ จากการสำรวจยังพบว่า ทั้งหญิงชายที่มาขายบริการนั้นมาจากภาคอีสานมากที่สุด รองลงมาเป็นภาคเหนือ ส่วนภาคใต้มีน้อยมาก

ประเด็นสะท้อนสังคม...กลุ่มคนขายบริการมีปัญหาสั่งสมมากกว่าคนอาชีพอื่น มานพในฐานะอาสาสมัครเข้าไปช่วยเหลือจึงวางตัวเหมือนเป็นทั้งเพื่อนพี่น้องให้กับผู้ที่ต้องการคำปรึกษาในทุกๆด้าน รวมไปถึงเรื่องสุขอนามัยที่คนกลุ่มนี้มีภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ รวมไปถึงการได้รับสิทธิทางกฎหมายต่างๆที่ควรจะได้

นอกจากนี้เขายังเป็น “ครู” ให้กับผู้ที่ต้องการวิชาความรู้ สอนภาษาต่างประเทศ อังกฤษ เยอรมัน เน้นเพื่อใช้สื่อสารกับคนต่างชาติ ผู้ซื้อบริการได้จริง เนื้อหาหลักสูตรไม่ได้เป็นวิชาการมากนักแต่ไม่ได้กำหนดเวลาเรียนหรือมีแบบเรียนเหมือนโรงเรียนทั่วไป หากปรับเปลี่ยนกันไปตามสถานการณ์ ตามความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก


“เราไม่ได้สอนไวยากรณ์เหมือนในโรงเรียน แต่จะสอนในสิ่งที่เขาสามารถนำไปใช้ได้จริง ยกตัวอย่างเช่น การพูดเพื่อเจรจาต่อรอง ที่ไม่ใช่แค่ราคาค่าตัว แต่หมายถึงการต่อรองในเรื่องการป้องกัน เช่น ให้แขกใส่ถุงยางอะไรอย่างนี้ หรืออาจเป็นการเพิ่มทักษะในการสื่อสารให้กับผู้ที่ต้องไปอยู่กับคนรักในประเทศอื่นได้อย่างราบรื่น ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของคนในชุมชนเกย์ หรืออาจจะมีการสอนอาชีพอื่นให้เป็นความรู้ติดตัวเมื่อเขาก้าวออกจากอาชีพนี้ไปแล้ว”

เรื่องของการเรียนการสอนข้างต้น สำนักงานการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) เคยมาดูกิจกรรมการสอนของมูลนิธิ แต่ยังไม่สามารถออกใบประกาศนียบัตรรับรองคุณวุฒิให้ผู้เรียนได้ เพราะด้วยการเรียนการสอนที่ไม่เป็นเวลา และเนื้อหาหลักสูตรไม่ได้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการ แต่เน้นการนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง ซึ่งทาง กศน.ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

สมาชิกที่แวะเวียนมาขอความรู้มีหลากหลาย บ้างก็มาขอคำปรึกษาด้านสุขภาพ และหมั่นมาตรวจเลือดอยู่เสมอ “เราจะรับเป็นที่ปรึกษาในการใช้ชีวิต ที่นี่เรามีห้องสำหรับตรวจเลือดให้สมาชิกทั้งชาวไทยและแรงงานสัญชาติอื่นๆ จากเดิมที่ไม่ค่อยมีใครกล้ามาขอคำปรึกษา แต่พอทุกคนรู้ว่าการมาที่นี่ทุกอย่างจะเป็นความลับ ทำให้มีคนมาใช้บริการจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ...เราจะเป็นพี่เลี้ยงดูแลเขาถึงวินาทีสุดท้าย”

นอกจากนั้นแล้ว ยังให้ความรู้ในเรื่องสิทธิของตนเองในฐานะพลเมืองไทย ที่ถือได้ว่าเป็นอีกปัญหาใหญ่ของชีวิตชาวเกย์และผู้ขายบริการ เพื่อช่วยเหลือไม่ให้โดนล่วงละเมิดทางเพศ ละเมิดสิทธิอื่นๆ รวมไปถึงสิทธิต่างๆในสังคมที่พวกเขาไม่รู้ว่าเขาก็มี เช่น การประกันสังคมหรือสิทธิในการรักษาตัวเมื่อติดเชื้อเอชไอวี

ในฐานะนักสร้างสรรค์กิจกรรม มานพยังพยายามหาวิธีการให้ความรู้ในรูปแบบใหม่ๆ ที่ทันสมัยให้กับกลุ่มเพื่อนชาวเกย์ ในสิ่งที่หมายถึงการพัฒนาสื่อความรู้ให้กว้างขวางและทันสมัยขึ้นไปอีก


มานพ เล่าว่า ในอดีตผมเคยเป็นดีเจในแคมฟรอก เวลาพูดคุยตอบปัญหาในห้องสนทนาของชาวเกย์ ผมก็พยายามให้ความรู้แบบเนียนๆ ไป เช่น วิธีการใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง และด้วยความที่ผมเรียนมาทางคอมพิวเตอร์ ในอนาคตหากมีงบประมาณก็อยากจะใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก ให้เกิดประโยชน์ในการให้ความรู้มากขึ้น กำลังคิดจะออกแบบสติกเกอร์บนหน้าจอสมาร์ทโฟนเพื่อกระตุ้นเตือน

ความพยายามนับ 10 ปี ส่งผลให้วันนี้มูลนิธิสวิงเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ จากพนักงานไม่กี่คน จนมีสมาชิกจิตอาสา 20 ชีวิต และยังมีเครือข่ายน้องๆในบาร์เกย์ที่ต่างมาร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมให้สังคมอย่างต่อเนื่อง

อาทิ พากันไปเก็บขยะที่ชายหาด อาสาช่วยงานโรงพยาบาล รณรงค์ความปลอดภัยเรื่องเพศ ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ ล้วนแต่ทำให้พวกเขาได้เห็นคุณค่าของตนเองมากยิ่งขึ้น

“เวลาไปทำกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ เราจะให้เขาใส่เครื่องแบบอาสาสมัครใส่เสื้อมีสัญลักษณ์ของมูลนิธิ เครื่องแบบเหล่านี้มีความหมาย บางคนได้ไปเรียนกับ กศน. เขาจะภูมิใจที่ได้ใส่เครื่องแบบเสื้อขาว กางเกงหรือกระโปรงดำ ต้องบอกว่า เครื่องแบบเหล่านี้คือความภูมิใจของพวกเขา เป็นความภูมิใจที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะมีได้ เพราะเวลาทำงานจริงพวกเขาอาจต้องใส่บิกินีเพียงตัวเดียว”

นับเป็นอีกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของแนวคิดสร้างสรรค์ด้านการศึกษาที่มุ่งแก้ปัญหาไปในแนว “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” หรือ “Lifelong Learning” ที่ไม่ต้องรอการจัดการจากภาครัฐ.

อ่านเพิ่มเติม...
สกู๊ปหน้า 1SWINGมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการเพศที่สามมานพ อุทัยรัตน์เชื้อเอชไอวีประกันสังคมLifelong Learning