วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บ้านเมืองวุ่นไม่จบ ชัยเกษมเตือน

ถ้าหาก‘ศาลรธน.’ ไปรับรองกปปส. ปชป.68ป-โวลั่น พาชาติพ้นวิกฤติ

“เพื่อไทย” นัด 8 เม.ย. ระดม ส.ส. ถกรับมือศาล รธน.-ป.ป.ช.เชือด “เด้งถวิล-จำนำข้าว” เขี่ย “ปู” พ้นอำนาจ ไล่บี้ กกต.เลิกเตะถ่วงเรียกฝ่ายมั่นคง-รัฐบาล-พรรคการเมืองร่วมโต๊ะหารือจัด ลต. ท้า ปชป.ยุติบอยคอตเรียกคืนศรัทธา ทีมกฎหมาย พท.ย้ำ “ยิ่งลักษณ์” สิ้นสภาพแล้ว หลังยุบสภาฯ ขู่ศาล รธน.ฟันซ้ำขัด รธน. “พีรพันธุ์” เตือน อย่ามั่วจินตนาการนอกกรอบ เปิดช่องดันนายกฯ ม.7 ยกคำพิพากษาศาล ปค.สูงสุด ชี้แค่ใช้ดุลพินิจไม่ถูก สั่งแก้ไข ไม่ได้ฟันธงผิด ม.268 ปชป.ฉลองใหญ่ครบรอบ 68 ปี “อภิสิทธิ์” โวลั่นพาชาติพ้นวิกฤติแนะ 3 ข้อผ่าทางตัน เคารพ ก.ม.-เจรจา-เดินหน้าปฏิรูป

กรณีศาลรัฐธรรมนูญใกล้จะตัดสินคำร้องวินิจฉัยสถานภาพการปฏิบัติหน้าที่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จากกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมิชอบ ขณะที่พรรคเพื่อไทยโต้แย้งว่าศาลรัฐธรรมนูญสุ่มเสี่ยงจะกระทำขัดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สามารถวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์พ้นสภาพนายกฯซ้ำได้อีก เนื่องจากสิ้นสภาพไปแล้วตั้งแต่มีการยุบสภาฯ

พท.นัด ส.ส.ถกรับมือศาล รธน.–ป.ป.ช.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 เม.ย. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า พรรคเพื่อไทยจะเรียกประชุมสมาชิกพรรคในวันที่ 8 เม.ย. เพื่อทำความเข้าใจกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ถูกตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวพร้อมหารือกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมิชอบ เพื่อให้สมาชิกพรรคนำข้อมูลที่ถูกต้องทั้งสองกรณีไปชี้แจงให้ประชาชนในพื้นที่ทราบ ไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

ถล่ม กกต.หยุดสมคบคิดยื้อ ลต.

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ส่วนที่ 53 พรรคการเมือง เรียกร้อง กกต. เชิญตัวแทนรัฐบาลและพรรคการเมืองหารือร่วมกับฝ่ายความมั่นคงในวันที่ 8 เม.ย. เพื่อหาแนวทางจัดการเลือกตั้ง ขอให้ กกต.กกต.เร่งเชิญตัวแทนรัฐบาล พรรคการเมือง มาร่วมประชุมกับฝ่ายความมั่นคงพร้อมกัน แทนจะหารือกับ ผบ.เหล่าทัพและฝ่ายความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ซึ่งน่าจะสูญเปล่า เพราะฝ่ายความมั่นคงไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องโดยเป็นเพียงผู้สนับสนุน ถ้า กกต.ไม่เชิญตัวแทนรัฐบาล พรรคการเมืองมาหารือแสดงว่าต้องการเตะถ่วง ยื้อการเลือกตั้งออกไปหรือไม่ เพื่อให้สอดคล้องกับทฤษฎีสมคบคิดล้มรัฐบาล ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งได้เสนอแนวทางปฏิรูป 7 ข้อ แต่ตนขอเสนอข้อ 8 ให้ทำเพียงข้อเดียวคือ การไม่บอยคอตการเลือกตั้ง เพื่อเรียกศรัทธาคืนจากประชาชนมากกว่าใช้แนวทางการเมืองข้างถนนร่วมกับกลุ่ม กปปส.ถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ลงเลือกตั้งก็ควรลาออกไป เพื่อรับผิดชอบที่ไม่รักษาระบอบประชาธิปไตย

ซัด “วิชา” อคติจ้องขย้ำรัฐบาล

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ส่วนกรณีนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ระบุ ป.ป.ช.จะให้ความเป็นธรรมแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ในการไต่สวนโครงการจำนำข้าวว่า แปลกใจที่นายวิชาไปกล่าวปาฐกถาโครงการจำนำข้าวว่า ต้มชาวนา มีข้าวหายจากโกดัง 2 ล้านตัน แสดงว่ามีอคติและมีนัยการเมืองซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ การบอกว่า ป.ป.ช.เคยทำหนังสือเตือนไปยังรัฐบาลเรื่องโครงการรับจำนำข้าว ได้ไปตรวจสอบข้อมูลพบว่า ป.ป.ช.ทำหนังสือเตือนไปทั้ง 2 รัฐบาลให้ระวังโครงการรับจำนำข้าว และโครงการประกันราคา แต่นายวิชาพูดความจริงครึ่งเดียวว่า ทำหนังสือเตือนเฉพาะจำนำข้าว ไม่พูดถึงการประกันราคาสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ ป.ป.ช.สอบมาหลายปี แต่ไม่มีความคืบหน้า แสดงว่าเลือกปฏิบัติและมีอคติกับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ ขอท้านายวิชาให้จ้างสำนักวิจัยที่เชื่อถือได้ ไปสำรวจความเห็นชาวนาว่าชอบโครงการจำนำข้าวหรือประกันราคาข้าวมากกว่ากัน

ย้ำ “ปู” สิ้นสภาพแล้วหมดสิทธิฟันซ้ำ

ด้านนายพิชิต ชื่นบาน ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของกลุ่ม ส.ว.ให้วินิจฉัยสถานะความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ สิ้นสุดลงกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช.โดยมิชอบว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 180 ระบุว่า ครม.ทั้งคณะจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อยุบสภา ดังนั้น เมื่อ พ.ร.ฎ.ยุบสภาฯ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.56 ถือว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงสิ้นสุดไปแล้ว ไม่มีกรณีที่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณารับคำร้องของกลุ่ม ส.ว.มาวินิจฉัยให้ซ้ำซ้อน จะเป็นคำวินิจฉัยที่ขัดต่อบท บัญญัติรัฐธรรมนูญเสียเอง อันจะทำให้คำวินิจฉัยนี้ตกเป็นเครื่องมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขาดหลักการความเป็นสากลเรื่องหลักนิติธรรม เทียบเคียงได้กับกรณีศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยจำหน่ายคดีการร้องให้สิ้นสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากยุบสภาไปแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีดังกล่าวต่อไป

ขู่ศาล รธน.ระวังตกเป็นเหยื่อ

ขณะที่นายพีรพันธุ์ พาลุสุข รมว.วิทยาศาสตร์ฯ และทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ โยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช. มิชอบว่า ขอเตือนไปถึงศาลรัฐธรรมนูญระวังจะถูกใช้ เป็นเครื่องมือ เชื่อว่านายกฯคงทำคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ขอให้ดูตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 กำหนดชัดเจนว่า นายกฯ และ ครม.จะกระทำการใดที่บัญญัติไว้ในมาตรา 266 ไม่ได้ ที่ห้าม ส.ส. ส.ว. เข้าไปก้าวก่าย แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย เพื่อผลประโยชน์ตนเองหรือของผู้อื่น เว้นแต่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินที่ได้ แถลงไว้ต่อรัฐสภา และกรณีโยกย้ายนายถวิลศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยไว้ว่านายกฯ ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เพียงแต่ดุลพินิจในการใช้ไม่ถูก จึงสั่งให้แก้ไข ไม่ได้บอกว่านายกฯ เข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง ซึ่งรัฐบาล ก็แก้ไขไปแล้ว ขอถามว่านายกฯ เข้าไปแทรกแซง ก้าวก่ายตรงไหน

สับอย่ามโนดันมั่วนายกฯ ม.7

นายพีรพันธุ์กล่าวว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคดีนี้ไว้แล้ว ขอให้กลับไปอ่านมาตรา 268 ให้ดี อย่าได้จินตนาการออกนอกกรอบคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ขณะนี้เป็นห่วงสถานการณ์การเมืองมีการวางแผนพยายามเอานายกฯ ออกจากตำแหน่งให้ได้ แม้นายกฯ พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว จะพ้นซ้ำสองไม่ได้ สมมตินายกฯ ผิดก็เป็นความผิดเฉพาะตัว เท่าที่ได้ฟังมาจะให้ชี้ว่านายกฯ ผิด และ ครม.ทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย เพื่อเกิดช่องนำไปสู่นายกฯ มาตรา 7 ประกอบมาตรา 3 โดยจะมีคนส่ง เรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดให้วุฒิสภาทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสรรหานายกฯ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามนี้ ทำให้นึกถึงพระราชดำรัสของในหลวง เมื่อวันที่ 25 เม.ย.49 ความว่าคำว่านายกฯ พระราชทานไม่มี อย่ามั่ว ชัดเจน ขอเตือนศาลรัฐธรรมนูญว่าจะกล้ามั่วหรือหากศาลรัฐธรรมนูญชี้ให้เป็นไปตามแผนดังกล่าวจะยิ่งไปกันใหญ่ พระองค์จะผูกพันโดยคำวินิจของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อถึง
ขั้นนี้เชื่อว่าประชาชนจะเหลืออด หมดความอดทน ถึงเวลานั้นไม่อยากจินตนาการว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ลั่นถึงเวลาจองกฐินปฏิรูป

“มีคนในวงการตุลาการที่เป็นผู้ใหญ่หลายคนที่เคารพนับถือบอกว่า ถ้าทำกันอย่างอย่างนี้ องค์กรแรกที่ควรถูกปฏิรูปคือ องค์กรกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่เสื่อมลงทุกวันๆ วัน สุดท้ายจะนำไปสู่ผู้คนลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหากันเอง ความรุนแรงจะตามมา ไม่อยากให้เกิดความรุนแรงขึ้นเหมือนในหลายๆประเทศ แต่อยากให้การเปลี่ยนแปลงของประเทศเกิดโดยสันติ” นายพีรพันธุ์กล่าว

เฉ่งยับก่อความวุ่นวายไม่รู้จบ

ด้านนายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องวินิจฉัยการสิ้นสถานะนายกฯของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช. โดยมิชอบว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 268 มีไว้ป้องกันไม่ให้ ส.ส.-ส.ว.ก้าวก่ายแทรกแซงข้าราชการ แต่นายกฯถือเป็นผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจตามกฎหมาย ถ้าอ่านกฎหมายให้ครบ วรรคท้ายมาตรา 268 บอกว่า “เว้นแต่จะเป็นการใช้อำนาจหน้าที่บริหารราชการตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา หรือตามที่กฎหมายบัญญัติ” ซึ่งชัดเจนว่านายกฯหรือ ครม.ใช้อำนาจตามที่กฎหมายรองรับว่าให้กระทำได้อยู่แล้ว เรื่องนี้หากศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาแทรกแซงอาจเป็นการก้าวก่ายอำนาจฝ่ายบริหาร ทำให้รัฐบาลชุดต่อไปทำงานยาก ขณะที่มาตรฐานการตัดสินคดีของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รับฟ้องคดี กปปส. แม้ กปปส.มุ่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง หวังเป็นรัฐฏาธิปัตย์ จนศาลอาญาออกหมายจับแกนนำฐานกบฏ ศาลรัฐธรรมนูญกลับไม่พูดถึง หากศาลรัฐธรรมนูญไปรับรองการกระทำของกปปส. จะทำให้เกิดความวุ่นวายไม่จบ บ้านเมืองจะเดินต่ออย่างไร

อุ้ม “ปู” นั่งเก้าอี้ต่อแม้ถูกชี้ผิด

นายชัยเกษมกล่าวว่า ส่วนการให้ ส.ว.ทำหน้าที่แทน ส.ส. ในการถอดถอนและแต่งตั้งนายกฯคนกลาง ไม่สามารถทำได้ เพราะมีการเลือกตั้ง ส.ว.ชุดใหม่ไปเมื่อวันที่ 30 มี.ค. แม้ยังไม่ประกาศผลก็ตาม แต่ถ้าประกาศผลแล้ว การเริ่มต้นนับการดำรงตำแหน่งของ ส.ว. จะเริ่มวันที่ 30 มี.ค. เป็นวันแรก ดังนั้น เมื่อเริ่มนับการทำงานของ ส.ว.ชุดใหม่ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. แต่ ส.ว.ชุดก่อนดันไปทำหน้าที่ถอดถอนแต่งตั้งไว้ ก็หมายความว่าในช่วงเวลานั้น มีวุฒิสภา 2 คณะหรืออย่างไร ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้ ครม.ชุดปัจจุบันต้องรักษาการต่อไปถึงแม้จะมีการชี้มูลถอดถอนนายกฯ เพราะมาตรา 181 ระบุว่า ครม.ที่พ้นตำแหน่ง ต้องอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไปจนกว่า ครม.ชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ หมายความว่าไม่ว่านายกฯจะลาออก หรือ ครม.สิ้นสุดเพราะความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯสิ้นสุดลง จะไม่เกิดสุญญากาศ เพราะรัฐธรรมนูญบังคับให้อยู่ในตำแหน่งไปจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่มารับหน้าที่ ดังนั้น นายกฯยังต้องอยู่ เพราะมาตรา 181 ให้อยู่รักษาการจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ นี่คือข้อบังคับตามรัฐธรรมนูญ

ปชป.คึกรวมพลครบรอบ 68 ปี

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 07.45 น. พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดงานวันครบรอบการก่อตั้งพรรค 68 ปี ภายใต้ชื่องาน “รวมพลคนประชาธิปัตย์ ย่างเข้าสู่ปีที่ 69 ของการก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์” โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค อดีตส.ส. ส.ก. สข. และสมาชิกพรรคร่วมงานคับคั่ง โดยมีการประกอบพิธีทางศาสนาทั้งอิสลาม พิธีพราหมณ์สักการะองค์พระแม่ธรณีบีบมวยผม ถวายภัตราหารเพล ถวายสังฆทาน พิธีบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ก่อตั้งพรรค มีบุคคลสำคัญเข้าร่วมแสดงความยินดีอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นตัวแทนนำช่อดอกไม้ของนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนามามอบให้ รวมทั้งนายวิทยา แก้วภราดัย ตัวแทนแกนนำ กปปส. ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบจาก สน.บางซื่อ และ บก.น.2 รวมทั้งการ์ดอาสาสมัครรักษาความปลอดภัย กระจายดูแลพื้นที่โดยรอบ

ออกอี–แมกกาซีน 7 ทศวรรษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดตัววารสารออนไลน์ หรืออีแมกกาซีนฉบับปฐมฤกษ์ เมษายน 2557 มี 3 ฉบับ ในหัวข้อ “7 ทศวรรษ ประชาธิปัตย์ “ฉบับแรกภาพหน้าปกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้เรื่อง “ทางออกการเมืองไทย” เนื้อหากล่าวถึงแนวทางปฏิรูปประเทศไทย 7 ด้าน ฉบับที่ 2 ภาพหน้าปกนายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค เรื่อง “ผู้แทนประเทศไทย” ส่วนฉบับที่ 3 ภาพหน้าปกวัดอรุณราชวราราม

“มาร์ค” อาสากู้วิกฤติศรัทธาการเมือง

นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวขอบคุณ ส.ส.และอดีต ส.ส.ของพรรคที่ร่วมสร้างพรรคย่างเข้าปีที่ 69 ในสถานการณ์บ้านเมืองที่ประชาชนต่างกังวลว่า การต่อสู้ทางการเมืองจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง ตลอด 68 ปีพรรคผ่านทุกสถานการณ์ทั้งวิกฤติการเมือง เศรษฐกิจและสังคม และมีส่วนร่วมกอบกู้วิกฤติประเทศ มั่นใจว่าวิกฤติครั้งนี้พรรคจะมีส่วนร่วมกอบกู้ได้อีกครั้งหนึ่ง เพราะยึดมั่นอุดมการณ์ในการก่อตั้งพรรคตั้งแต่ปี 2499 ทำงานการเมืองเพื่อรักษาประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ปัญหาขณะนี้เกิดวิกฤติศรัทธาของประชาชนต่อการเมือง การทุจริตคอร์รัปชัน ทรยศความไว้วางใจประชาชน จนเสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการประชาธิปไตย ไม่น่าแปลกใจที่ประชาชน 14 ล้านคนจาก 44 ล้านคน ไม่รวม 5 ล้านคนที่ใช้สิทธิไม่ได้ ที่ตัดสินใจไปเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.57 หรือล่าสุดการเลือกตั้ง ส.ว. มีคนไปใช้สิทธิแค่ 16 ล้านคนจากผู้มีสิทธิ 49 ล้านคน

แนะปฏิรูป–เจรจา–เคารพ ก.ม.

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ขอให้ผู้มีอำนาจต้องตระหนักและทำความเข้าใจกับความไม่พอใจของประชาชน ต้องเปิดพื้นที่แสวงหาคำตอบให้ประชาชนและสังคมว่า การกอบกู้วิกฤติศรัทธาด้วยการเริ่มต้นกระบวนการปฏิรูปจะทำอย่างไร จะกลับเข้าสู่กระบวนการการเมืองปกติ คือการเลือกตั้งได้อย่างไร ตนมองไม่เห็นทางอื่นที่จะนำบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ ถ้าจะเอาชนะด้วยการเอามวลชนปะทะจนเกิดความรุนแรง ปัญหาก็ไม่จบฝ่ายแพ้ก็ไม่ยอมรับ หรือการคลี่คลายโดยกระบวนการทางกฎหมาย ก็ให้คำตอบได้ทีละเรื่อง ไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด เช่น คดีทุจริตโครงการจำนำข้าว การชี้มูลของ ป.ป.ช.จะได้คำตอบแค่ว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เหมือนการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช.มิชอบ จะทำให้นายกฯ พ้นสภาพความเป็นนายกฯหรือไม่ จึงต้องเจรจาร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิรูปที่ชัดเจน หากทำได้ทั้ง 3 ประการคือ การปฏิรูป การเจรจาการเมืองและขบวนการทางกฎหมายร่วมกันจะคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมืองได้

ลั่นพร้อมลง ลต.หากเป็นธรรม

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ขอให้ความมั่นใจกับสมาชิกและประชาชนว่า พรรคจะประคองให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ โดยปฏิรูปทุกด้านตั้งแต่การทุจริต การเลือกตั้ง การบริหาร การกระจายอำนาจ กระบวนการยุติธรรม การศึกษาและสื่อสารมวลชน โดยมองไปถึงอนาคตประเทศ ขอให้ทุกคนดำเนินการด้วยความอดทน มุ่งมั่น ตั้งใจ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมืองหรือปัญหาอื่น ตนและผู้บริหารพรรคได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความรู้ความสามารถมาร่วมทำงาน และเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งตลอดเวลา เมื่อการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเป็นธรรมและเรียบร้อย พรรคก็พร้อมจะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง จึงขอให้ทุกคนร่วมสืบสานอุดมการณ์ของพรรคเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติต่อไป

“ชวน” ฉะ รบ.ลุอำนาจทำลายตัวเอง

จากนั้นนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ ส.ส.อาวุโสสูงสุด กล่าวตอนหนึ่งว่า พรรคผ่านการล้มลุกคลุกคลานทั้งแพ้และชนะเลือกตั้ง แต่อุดมการณ์ไม่เปลี่ยนคือการยึดระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึดธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์ สุจริต ต่อต้านการคอร์รัปชัน ในอดีตเห็นว่าทหารเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยจากปัญหาปฏิวัติ แต่ในปัจจุบันมีปัญหาธุรกิจการเมืองเข้ามาแทน คนไทยต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้คนที่โกงทั้งโคตร เราไม่คิดว่าเขาจะซื้อได้ทุกอย่างทั้ง ส.ส. ส.ว. องค์กรอิสระ สื่อ จนถึงซื้อพรรคการเมือง ปัจจุบันการเมืองขาดคุณธรรม ซึ่งปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นอย่าคิดว่าศาลหรือองค์กรอิสระอยู่ฝ่ายใด แต่เกิดจากพฤติกรรมของ รัฐบาลลุแก่อำนาจทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย โดยไม่สนใจคำเตือนในสภาฯ จนในที่สุดก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งประเด็นที่มา ส.ว.และมาตรา 190 ขัดรัฐธรรมนูญ

ปลุก ขรก.ทบทวนหน้าที่

นายชวนกล่าวว่า ในทุกวงการมีทั้งดีและไม่ดีเสมอ จึงต้องให้คนดีขึ้นมาปกครองเพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย อย่าให้คนไม่ดีเข้ามามีอำนาจ ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และขอให้ข้าราชการทุกฝ่ายทบทวนตัวเองว่าได้ทำหน้าที่แล้วหรือยัง ปัจจุบันมีการเลือกปฏิบัติ เช่น คดีคุกคามคนของพรรคถึง 22 คดีกลับไม่มีการดำเนินการใดๆ จึงขอให้ตำรวจดีๆ ลุกขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย นักการเมืองมีไปมีมา แต่ข้าราชการประจำต้องเป็นหลัก

“อนุทิน” ทำบุญ 5 ปีภูมิใจไทย

ขณะที่เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจ-ไทย ได้จัดงานทำบุญเลี้ยงพระเนื่องในโอกาสตั้งพรรคภูมิใจไทยครบ 5 ปี และก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน มีกรรมการบริหาร อดีต ส.ส. และสมาชิกพรรค เข้าร่วมงานคึกคัก เป็นที่น่าสังเกตว่า นายบุญจง วงศ์-ไตรรัตน์ อดีต รมช.มหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ อดีต รมว.คมนาคม และนายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร อดีต รมช.คมนาคม ไม่ได้มาร่วมงานด้วยแต่อย่างใด ขณะที่นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็ไม่ได้มาร่วมงานเช่นกัน โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายเกียรติ สิทธีอมร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์มามอบดอกไม้แสดงความยินดี ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนาส่งนายนิกร จำนง แกนนำพรรคมาร่วมยินดี

หนุนเลือกตั้งทางออกชาติ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 พรรคยังยึดมั่นระบอบประชาธิปไตย เชื่อมั่นว่า ประเทศก้าวข้ามวิกฤติได้ คือให้ประชาชนเจ้าของประเทศตัดสินใจว่าต้องการอะไร ดังนั้น ฝากไปถึง กกต.และรัฐบาล อย่าปล่อยให้เวลาเนิ่นนานออกไป ควรให้ประชาชนกำหนดทิศทางของบ้านเมือง ด้วยการจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วดีกว่า เมื่อถามว่าท่าทีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ที่ได้ประกาศจะเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาลใหม่ นายอนุทินกล่าวว่า อาจทำให้ระบบเสียหายในระยะยาว ถ้ากลุ่มหนึ่งประกาศตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์ได้ อีกกลุ่มหนึ่งก็ประกาศบ้าง กลายเป็นงูกินหางไม่จบไม่สิ้น การเคารพเสียงประชาชนจะเป็นทางออกของประเทศที่ดีที่สุด

ปธ.กกต.หวังกองทัพช่วยให้ราบรื่น

ช่วงเย็น นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวถึงกรณีที่ กกต.ทำหนังสือเชิญผู้นำกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงมาหารือ เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ได้เมื่อใด ในวันที่ 8 เม.ย.ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าทางกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงแห่งใดที่ กกต.ทำหนังสือเชิญไปตอบรับเข้าร่วมหารือกับ กกต.แล้วบ้าง แต่หากได้มีการพูดคุยกับผู้นำเหล่าทัพ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับ กกต.ในการนำข้อหารือไปประเมินสถานการณ์ก่อนจะจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งใหม่ ขณะนี้ กกต.ยังไม่ได้กำหนดกรอบว่าจะพูดคุยถึงแนวทางใดบ้าง แต่คงเป็นการสะท้อนปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งวันที่ 26 ม.ค. และวันที่ 2 ก.พ. ให้กองทัพและหน่วยงานความมั่นคงได้รับทราบ และขอความร่วมมือให้มาช่วยจัดการเลือกตั้งให้ประสบความสำเร็จ
ปชช.ขอเป็นธรรมตรวจสอบ “ปู”

ขณะที่สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สอบถามความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,434 คน ระหว่างวันที่ 1-5 เม.ย. โดยสอบถามในหัวข้อ “ประชาชนคิดอย่างไร? ที่นายกฯยิ่งลักษณ์ โดนตรวจสอบและชี้มูลความผิดในประเด็นต่างๆทางการเมืองขณะนี้” พบว่าร้อยละ 44.60 อยากให้เป็นการตรวจสอบที่มีความเที่ยงตรง เป็นธรรมอย่างแท้จริง ไม่ 2 มาตรฐาน ร้อยละ 34.53 เป็นสถานการณ์ที่กดดัน อยากให้ฝ่ายที่ตรวจสอบและนายกฯ ออกมาสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน และร้อยละ 20.87 อยากรู้ข้อเท็จจริง อยากรู้ว่าผลการตรวจสอบจะเป็นอย่างไร ผิดจริงหรือไม่

“ยงยุทธ” ส่งพี่สาวชิงนายก อบจ.

วันเดียวกัน นางบุศริณธญ์ ติยะไพรัช วรพัฒนานันน์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พี่สาวนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองไม่มีความแน่นอน จากเหตุการณ์ความวุ่นวายที่มีม็อบกปปส.ออกมาชุมนุมกว่า 5 เดือน และหลังจากนี้ยังไม่รู้จะเป็นอย่างไรต่อ จึงตัดสินใจมาเล่นการเมืองสนามเล็ก ลงสมัครนายก อบจ.เชียงราย โดยจะเดินทางไปสมัครในวันที่ 8 เม.ย. ทั้งนี้เพื่อต้องการสานต่อนโยบาย และสิ่งดีๆที่นางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช อดีตนายก อบจ.คนเดิมทำไว้ วันนี้คิดว่าจะทำการเมืองท้องถิ่นให้เข้มแข็งก่อนดีกว่า มั่นใจว่าจากประสบการณ์ที่เคยเป็นทั้ง ส.ส. ส.ว. นายก อบจ.และ ส.จ.จะสามารถ เชื่อมการทำงานการเมืองระดับชาติกับระดับท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน ว่าที่ ส.ว.หลายคนได้รับเลือกตั้งตอนนี้ ล้วนเคยเป็นอดีต ส.ว.รุ่นเดียวกับตนมาก่อน

7 เม.ย. 2557 05:46 ไทยรัฐ