วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อยู่อย่างพรหม

เทพเจ้าใหญ่ในศาสนาพราหมณ์ มีสามองค์ พระวิษณุ ผู้สร้าง พระศิวะ ผู้ทำลาย สององค์นี้ดุร้ายมีฤทธิ์เดชมาก องค์ที่สาม พระพรหม ถือว่าเป็นผู้สร้างโลก และเป็นผู้กำหนดชะตาของมนุษย์ ที่เรียกว่าพรหมลิขิต

ศาสนาพุทธเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความเชื่อเรื่องพระพรหมยังมาแรง พระพุทธเจ้าจึงพลิกแพลงให้พระพรหมคือผู้ได้รูปฌาน และอรูปฌานไปเกิดเป็นเทพอยู่บนสวรรค์ชั้นสูงสุด...ชั้นพรหม

พรหมในสวรรค์ชั้นพรหม ปราศจากกาม ไม่ข้องแวะกับกาม ไม่มีความใคร่ในกามารมณ์

ที่ลึกซึ้งแยบคายยิ่งไปกว่า...พระพุทธเจ้าสอนว่า พระพรหมก็คือมนุษย์ที่ตั้งมั่นประพฤติมั่นอยู่ในธรรม 4 ประการ ที่เรียกว่าพรหมวิหารธรรม

คนธรรมดา มีอคติ มีกิเลส ตัณหา สารพัด...จะเป็นพรหมไปได้อย่างไร

มนุษย์อยู่อย่างพรหมได้ ถ้าประพฤติ ธรรมสี่ข้อ ต่อไปนี้

1.เมตตา คือความรัก ความปรารถนาดี ต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข

2.กรุณา คือความหวั่นใจ ความสงสาร คิดจะช่วยให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์

3.มุทิตา คือความพลอยยินดี ความดีใจด้วย ที่ผู้อื่นได้ดี ได้รับความสำเร็จ

4.อุเบกขา คือ ความวางใจเป็นกลาง ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เมื่อเห็นคนอื่นได้รับความวิบัติ

พรหมวิหาร คือธรรมหลักประจำใจผู้ใหญ่ เป็นธรรมที่กระตุ้นให้เกิดการสงเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น

ทั้ง 4 ข้อ ฟังเหมือนว่ามนุษย์จะทำได้บ้างบางข้อ บางเวลา แต่ความจริง มนุษย์ทำได้ทั้งสี่ข้อ

เมื่อเป็นพ่อแม่ ไม่ว่าลูกจะตกอยู่ในสถานการณ์ใด พ่อแม่ทุกคนใช้พรหมวิหารธรรม...จึงมีคำยกย่องว่า บิดามารดาเป็นพระพรหมของบุตร

สามข้อแรก...เมตตา กรุณา มุทิตา...พ่อแม่ทำได้โดยอัตโนมัติ แต่มาถึงข้อสี่เมื่อลูกเคราะห์ร้าย...พ่อแม่ช่วยอะไรไม่ได้ การใช้อุเบกขาคือการวางเฉย ทำได้ยากมาก

สถานการณ์ก็บอกชัดเจน ช่วยอะไรไม่ได้ เดือดร้อนทุรนทุราย เพิ่มความทุกข์ไปเปล่าๆ

หากรู้จักฝึกใจให้วางเฉย...ปล่อยให้กรรมเป็นตัวกระทำ เป็นตัวกำหนดเอง...หรือฝึกใจให้ปล่อยวาง...วางลงเสียบ้าง นี่ก็คือวิธีหนึ่ง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

หรือหากเป็นสถานการณ์ ที่เลวร้ายไปกว่า สั่งไม่ได้ ห้ามไม่ได้ ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ กระบวนการสอนอีกขั้น พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักใช้ พรหมทัณฑ์

พรหมทัณฑ์ในความหมายเดิมคือไม้พระพรหม เป็นศาสตรากายสิทธิ์ชนิดหนึ่ง

พุทธศาสนานำมาสอนว่า หมายถึงการลงโทษอย่างสูง เป็นวิธีลงโทษภิกษุผู้ดื้อด้าน แข็งกระด้าง มีทิฐิมานะสูง ไม่ยอมลงใคร

ใครว่ากล่าวตักเตือนไม่ได้

พระสงฆ์จะประชุมพร้อมใจกัน...ไม่พูดจา ไม่ว่ากล่าว ไม่ร่วมกินร่วมนอน ปล่อยให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวตามลำพัง เพื่อให้ภิกษุรูปนั้นเข็ดหลาบและสำนึกตัว

ตามพุทธประวัติ เมื่อใกล้ปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สงฆ์ลงพรหมทัณฑ์ แก่พระฉันนะ

พระฉันนะถือตัวว่าใกล้ชิด ในวันเสด็จออกผนวช ก็ติดตามขี่ม้ามาด้วย จึงถือตัวและหัวดื้อ ไม่ยอมลงใครนอกจากพระพุทธเจ้า

ทั้งอุเบกขา ทั้ง พรหมทัณฑ์ ผลบั้นปลาย ก็ต้องการให้คนเป้าหมาย สำนึกตน เป็นคนดี

สถานการณ์บ้านเมือง เฉพาะหน้า...ปล่อยใจให้ตามไปข้างใดข้างหนึ่ง...เมื่อไม่ได้ดังใจ ก็ทุกข์ เมื่อหาทางออกไม่ได้ ก็ยิ่งทุกข์มากขึ้น

ฝึกวางอุเบกขา แล้วยัง “ปล่อยวาง” ไม่ได้ ก็ลองเปลี่ยนมาใช้ “พรหมทัณฑ์” ถึงเวลาเลือกตั้ง กาช่องไม่เลือกใคร...ให้สองฝ่ายสำนึกตัว ผมว่าน่าจะเป็นการสอนธรรมะ ที่ดีวิธีหนึ่ง.

 

กิเลน ประลองเชิง

6 เม.ย. 2557 09:36 ไทยรัฐ