วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สังคมที่ไม่มีใครให้นับถืออีกแล้ว

ผู้บริหารและนักการศึกษาของท้องถิ่นทั่วประเทศมีกว่าห้าหมื่น ขณะนี้มีการนำทรัพยากรมนุษย์ทางด้านการศึกษาของท้องถิ่นเหล่านั้น มาเรียนเพิ่มเติมเป็นรุ่นๆ รุ่นละ 90 คน อย่างเช่นจันทร์วันนี้ 09.00-12.00 น. ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ พูด “การจัดการศึกษาสู่ประชาคมอาเซียน” รับใช้ท่านเหล่านี้ที่สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น จ.ปทุมธานี

9 มีนาคม พ.ศ.2557 ลูกชายคนโตของ “ครอบครัวศรพรหม”

ยิงนายภานุวัตรผู้เป็นพ่อ นางเยาวลักษณ์ผู้เป็นแม่ และน้องชายคนเล็ก ตายยกครัว ในหมู่บ้านเมลาวิลล์ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยยิงเข้าขมับซ้ายทะลุขมับขวาในเวลาที่ทั้ง 3 คนนอนหลับ สาเหตุเพราะครอบครัวกดดันเรื่องการเรียน รวมทั้งพ่อและแม่ไม่ยอมซื้อรถยนต์ให้ตามสัญญาหลังจากที่ตนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

2 เมษายน พ.ศ.2557 ลูกชายคนเล็กของ “ครอบครัวหอมชง” ร่วมกับเพื่อนยิง พ.อ.วิชัย ผู้เป็นพ่อ นางวนิดา ครูโรงเรียนราชวินิตประถมบางแค ผู้เป็นแม่ และ ร.ต.ท.ธรรมณัฐ พนักงานสอบสวน สน.ตลิ่งชัน ผู้เป็นพี่ชาย ตายยกครัว โดยยิงเข้าที่ศีรษะ ใบหน้า และบ่า สาเหตุเพราะติดเกม ต้องหยุดพักการเรียน ประกอบกับบิดา มารดามีที่ดินและห้องให้เช่าจำนวนมาก

ผมกลับมาบริหารสำนักงานแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ที่มีสัญชาติเยอรมัน เกาหลีใต้ เวียดนาม จีน และไทย เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จบการศึกษามาทางเศรษฐศาสตร์สำหรับประเทศตลาดใหม่ ในห้วง 4-5 ปีที่ผ่านมา พวกเราได้รับคำแนะนำให้เดินทางไปทำโครงการในประเทศต่างๆ หลายทวีป บั้นปลายท้ายที่สุด ก็ไหลมารวมกัน ตั้งฐานทำงานที่กรุงเทพมหานครนี่แหละครับ

เพื่อนร่วมงานต่างชาติของผมต่างแปลกใจกับข่าวอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในเมืองไทย เพราะเกิดบ่อยและถี่เกินมาตรฐานของประเทศธรรมดาทั่วไปในสากล จะเป็นรองก็แต่แค่สาธารณรัฐเอลซัลวาดอร์ในทวีปอเมริกาเหนือ ที่สถิติในแต่ละปี มีการฆ่ากันตายหลายพัน เฉพาะเดือนมกราคม-มีนาคม พ.ศ.2557 ที่เอลซัลวาดอร์มีคนถูกฆ่าตายไปแล้ว 794 คน แต่ก็แค่คนจากครอบครัวอื่นเข้ามาฆ่าตาย ยังไม่ใช่ลูกหลานฆ่าพ่อแม่พี่น้องของตนตายยกครัวแบบในประเทศไทย

สนทนากับผู้ใหญ่หลายท่าน ผมก็ได้ข้อสังเกตว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2548 ที่มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเป็นต้นมา ไทยเป็นสังคมที่มีความรุนแรงและอาฆาตมาดร้ายเพิ่มขึ้นเดิม การพูดจาปราศรัยทางการเมืองไม่มีความรุนแรงและหยาบคาย แต่การชุมนุมในระยะหลัง มีสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายออกจากปาก

ผู้ปราศรัยมาเลื้อยเพ่นพ่านเต็มเวที การด่าพ่อล่อแม่ก็มีให้ได้ยินทุกนัด มีคนจำนวนหนึ่งนำเยาวชนคนตัวเล็กๆ ไปร่วมการชุมนุม ฯลฯ ตั้งแต่การชุมนุมเหล่านั้นเป็นต้นมา ไทยก็กลายเป็นประเทศแข็งกระด้าง ก้าวร้าว หยาบคาย โหดร้าย ฯลฯ

สังคมไทยสมัยก่อนมีที่ยึดมั่นคงแข็งแรง ทว่าเดี๋ยวนี้ คนไทยหมดที่พึ่งไปแล้วครับ แม้แต่ศาสนาที่เคยเป็นภูผาหินขนาดใหญ่ที่สุดที่ประชาชนใช้พักพิงใจ วันนี้ก็มีคนกังขา ตั้งแต่การชุมนุมในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2556 เป็นต้นมา บางคน บางชุมชนถึงกับเลิกออกมาตักบาตรหน้าบ้านตอนเช้า หลายหมู่บ้านไม่มีพระออกมาบิณฑบาตแล้ว แม้แต่สัญลักษณ์สำคัญของประเทศอย่างธงชาติ ก็มีคนบางกลุ่มเริ่มไม่พอใจ เพราะมีคนนำธงชาติที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชาติ มาเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งพรรคแบ่งพวกไปแล้วเช่นกัน

แต่ก่อนง่อนชะไร เยาวชนไทยยึดครูในสถาบันการศึกษาเป็นผู้ที่ตนเคารพนับถือ แต่ปัจจุบันทุกวันนี้ไม่ใช่แล้วครับ ตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยบางแห่ง มีจดหมายและอีเมล์ร้องเรียน+บัตรสนเท่ห์ ว่านักศึกษาคนนั้นไปนอนค้างอ้างแรมกับอาจารย์ อาจารย์คนนี้มีนักศึกษาเป็นกิ๊ก เมื่อก่อนอาชีพแพทย์และพยาบาลก็ยังเป็นที่พึ่งทางใจของคนทั่วไป แต่วันนี้ก็ไม่ใช่แล้วเช่นกัน สังคมแตกแยกขนาดผู้คนในหลายจังหวัดรวมหัวไปปลดป้ายแบ่งฝ่ายการเมืองในโรงพยาบาล ที่เห็นเป็นภาพชัดเจนก็คือ ประชาชนคนบางกลุ่มไปรุมด่าบุคลากรทางการแพทย์อยู่หน้าโรงพยาบาล

เยาวชนในหลายประเทศถูกอบรมบ่มนิสัยให้ดูแลพ่อแม่ ในยามที่ท่านเฒ่าชะแรแก่ชรา บางสังคมลูกหลานเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย แต่สังคมไทยเริ่มเพี้ยนหนักเข้าไปทุกวัน เพี้ยนถึงขนาดฆ่าพ่อแม่พี่น้องของตนเองตายยกครัวกันแล้ว

หลายคนบอกให้ช่วยกันรักษาเยียวยาสังคมโดยการฟังคำแนะนำของคนที่เราเคารพ ก็เลยมีคนสวนว่า ในสังคมนี้ยังมีใครดีพอที่ผู้คนทั่วไป

จะเชื่อฟังเคารพได้อีกเล่า? มันพังไปทั้งระบบแล้ว แต่เพราะความพังเกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เกิดขึ้นบ่อยๆ จนเราคุ้นชินและไม่รู้สึกอะไรมาก

แต่สำหรับคนที่มาจากประเทศชาติบ้านเมืองอื่น...

อย่างเพื่อนร่วมงานต่างชาติของผมเหล่านี้

ต่างตระหนกตกใจกับสังคมไทย ที่มีความโหดเหี้ยม เลวร้าย และแบ่งฝ่ายทำลายล้างกัน อย่างไม่มีวันสิ้นสุด.

 

คุณนิติ นวรัตน์

6 เม.ย. 2557 09:24 7 เม.ย. 2557 06:24 ไทยรัฐ