วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทะลักถนนอักษะ นปช.รบแตกหัก

ทะลักถนนอักษะ นปช.รบแตกหัก

  • Share:

ทะลักถนนอักษะ นปช.รบแตกหัก

‘ตู่’ชูธงสู้‘อำมาตย์’รัฏฐาธิปัตย์เทพโวสนองราชโองการแต่งตั้งนายกฯม.7

มวลมหาชนคนเสื้อแดงมาตามนัด ระดมพลคึกคักพรึ่บเต็มถนนอักษะ “ตู่” ไหว้พระใหญ่เอาฤกษ์เอาชัย เผยใกล้ได้เห็นตัวแบ็กอัพ “เทือก” เต็มแก่ ลั่นพอกันที 82 ปีประชาธิปไตยเก๊ พร้อมรบแตกหัก ด้าน “กำนันเทพ” นัดถกแกนนำ กปปส. สั่งรอสัญญาณศาล รธน.ตัดสินสถานภาพ “ยิ่งลักษณ์” คือวันชี้ขาด เคลื่อนพลเข้ากรุงฯทันที รอสถาปนาตัวเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ประกาศแต่งตั้งนายกฯ ม.7 และ ครม.ด้วยตัวเอง ต่อขั้นบันไดสู่สภาประชาชน พร้อมเปิดประตูให้ ขรก.ทุกกระทรวงกลับเข้าทำงาน แต่ห้ามรับใช้ระบอบทักษิณ ตำรวจ-ทหาร สนธิกำลัง 120 กองร้อย ตรึงเข้มหวั่น 2 ม็อบปะทะ “วรพงษ์” โล่งอกต่างคนต่างอยู่ ด่านมั่นคงจับพกอาวุธได้อีก 10 ราย ชี้ลอบวางบึมรถยก สน.ดุสิต เป็นระเบิดแสวงเครื่อง สร้างสถานการณ์

หลังจากเร้ากระแสกันมาพักใหญ่ ล่าสุดมวลมหาชนคนเสื้อแดงมาตามนัด หลั่งไหลเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ที่ถนนอักษะจนเต็มพรึ่บ ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เรียกประชุมแกนนำจังหวัดทั่วประเทศ รอสัญญาณระดมพลครั้งสุดท้ายหลังศาลรัฐธรรมนูญฟันนายกฯตกเก้าอี้

2 มือมืดลอบวางบึมรถยก บช.น.

เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 5 เม.ย. พ.ต.ต.อัคนีรักษ์ อัครพิน พงส.ผนก.สน.ดุสิต รับแจ้งเหตุลอบวางระเบิดรถยกของตำรวจนครบาล ที่จอดอยู่ริมทางเท้าติดกับพิพิธภัณฑ์ตำรวจไทย ภายในวังปารุสกวัน ติดกองบัญชาการตำรวจนครบาล ใกล้แยกลานพระบรมรูปทรงม้า ถนนราชดำเนินนอก แขวงและเขตดุสิต กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพบรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีดำ-ขาว มีสัญลักษณ์ตราโล่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ดัดแปลงเป็นรถยก โดยด้านซ้ายทั้งแถบมีร่องรอยความเสียหายจากแรงอัดระเบิดแตกกระจาย แรงระเบิดยังทำให้กระจกชั้นที่ 2 พระตำหนักจิตรลดาที่อยู่ภายในรั้วพิพิธภัณฑ์ตำรวจไทยแตก 5-6 บาน สอบสวนเจ้าหน้าที่ทหารที่รักษาการณ์อยู่ฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ให้การว่ามีชายต้องสงสัย 2 คน ขี่ จยย.ทรงผู้หญิงจำรายละเอียดไม่ได้มาจอดใกล้รถ จากนั้นทั้งสองเดินลงไปวนมาแล้วพากันขี่หลบหนีมุ่งหน้าวัดเบญจมบพิตร ไม่นานก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น ตำรวจคาดน่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ป่วนเมือง ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณชุมนุมของกลุ่ม คปท.

อีโอดีชี้เป็นระเบิดแสวงเครื่อง

พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผกก.กลุ่มงานเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) เผยว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบที่เกิดเหตุไม่พบกระเดื่องระเบิด คาดว่าน่าจะเป็นระเบิดแสวงเครื่อง คนร้ายน่าจะใช้ดินระเบิดซีโฟร์หนักประมาณครึ่งปอนด์ หรือราว 500 กรัม หุ้มด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือห่อพลาสติก ต่อชนวนหน่วงเวลาระเบิดด้วยฝักแค และใช้วิธีจุดชนวนด้วยไฟแช็ก โดยอนุภาพรัศมีระเบิด 20 เมตร รัศมีทำลายล้างประมาณ 5 เมตร ส่วนกระจกชั้น 2 ตำหนักจิตรลดาแตก 5-6 บาน เป็นเพราะแรงอัดระเบิดสะท้อนตัวรถยก แรงอัดพุ่งเฉียงขึ้นไปทำให้กระจกแตกได้ โดยจะเก็บตัวอย่างเศษวัสดุระเบิดทั้งหมดไปวิเคราะห์และตรวจสอบอย่างละเอียดว่าตรงกับระเบิดเหตุการณ์ใดบ้าง

ด่านมั่นคงจับพกอาวุธอีก 10 ราย

พล.ต.ต.อนุชา รมยะนันทน์ ผบก.สท. ในฐานะรองโฆษก ตร. กล่าวสรุปผลการตั้งด่านความมั่นคงคืนวันที่ 4 เม.ย.ว่า จับกุมผู้ต้องหาได้ 10 คน ของกลางเป็นอาวุธปืน 3 กระบอก กระสุน 46 นัด อาวุธมีด 5 เล่ม ยาบ้า 3 เม็ด คนต่างด้าว 1 คน มีเหตุแทรกซ้อนคนร้ายลอบวางระเบิดรถยกของ สน.ดุสิต โดยเจ้าหน้าที่เก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด เจ้าหน้าที่ พิสูจน์หลักฐานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกันเร่งหาพยานหลักฐานเพื่อติดตามจับกุมคนร้าย โดยมี พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นผู้รับผิดชอบคดี

จับการ์ด นปช.พกปืน–กระสุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้พกอาวุธปืนขนาด 9 มม. พร้อมกระสุน 57 นัด และบัตรสื่อมวลชนระบุสังกัดสื่อไทยวอยส์ พร้อมบัตรการ์ด นปช. ที่บริเวณทางแยกจะเข้าพื้นที่พุทธมณฑลกับถนนอักษะ จึงควบคุมตัวไว้สอบสวนต่อไป

รอหมายจับ “อ่าว ไปป์บอมบ์”

พ.ต.อ.กัญชล อินทราราม ผกก.สน.มีนบุรี กล่าวถึงความคืบหน้าคดีเหตุระเบิดย่านมีนบุรีว่า ได้ขอออกหมายจับนายอ่าว อิสระส์ หรือบุคคลตามภาพถ่ายแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ รวมทั้งผู้ร่วมขบวนอีก 5 คน ต้องรอให้ศาลนัดไต่สวน และรวบรวมพยานหลักฐานก่อน คาดว่าจะสามารถออกหมายจับได้ในวันที่ 8 เม.ย.นี้ สำหรับการติดตามผู้ก่อเหตุที่เหลือ พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานแวดล้อมและพยานผู้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด 13 ปาก จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดมีผู้ต้องสงสัยอีก 10 คนที่เข้าข่าย จึงต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐาน และเรียกสอบสวนพยานเพิ่มเติมต่อไป

ปชป.จี้นายกฯลงมาเร่งสางคดี

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีไปป์บอมบ์ชี้ให้เห็นว่าเมื่อคนเสื้อแดงเคลื่อนไหว จะมีกระบวนการก่อเหตุและใช้ระเบิด และยังเป็นระเบิดลักษณะเดียวกันที่วางหน้าสำนักงานอัยการสูงสุด และศาล เป็นการคุกคามกลางเมืองหลวง จึงเกิดคำถามว่าเป็นเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยและคนในรัฐบาลหรือไม่ และขอให้กำลังใจตำรวจ ทหาร โดยเฉพาะ พล.ต.อ.เอก เพราะถือเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขความลับว่า ใครที่ทำร้ายประเทศเมื่อปี 2553 และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ต้องรับผิดชอบ หากไม่สั่งให้มีการสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อ จะขอกล่าวหาว่ารู้เห็นด้วยหรือไม่

ตรวจรถ “ทอมนกหวีด” พบหัวกระสุน

ส่วนความคืบหน้ากรณี น.ส.พัชนันท์ หลีล้วน สาวทอมที่เคยเป่านกหวีดใส่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ถูกคนร้าย 2 คนใช้อาวุธปืนยิงใส่แล้วใช้ไม้เบสบอลทุบรถ ขณะจอดอยู่ภายในวัดแคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์นั้น เมื่อเวลา 11.00 น. พ.ต.อ.ธนวรรธน์ อยู่คง รอง ผบก.ภ.จ.เพชรบูรณ์ พ.ต.ท.วัชรินทร์ อินทรประไพ พงส.สภ.เขาค้อ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน ร่วมตรวจรถปิกอัพโตโยต้าวีโก้ของ น.ส.ดุจเดือน ยาบัวภา แฟนสาว น.ส.พัชนันท์ โดยมีนายยุพราช บัวอินทร์ อดีต ส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมสังเกตการณ์ด้วย ตำรวจเก็บหัวกระสุนที่ยางรถได้อีก 1 หัว โดยนายยุพราชขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้ เพราะกระทำอุกอาจในเวลากลางวันต่อหน้าประชาชนนับร้อยในตลาดนัด
โดย น.ส.พัชนันท์กล่าวว่า ที่ผ่านมาถูกตำรวจนอกเครื่องแบบข่มขู่คุกคามมาตลอด จนต้องหลบไปอยู่ที่อื่น กระทั่งผ่านไป 3 เดือนจึงมาประกอบอาชีพตามปกติ ไม่คิดว่าการแสดงออกทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์แบบนี้จะทำให้ถูกหมายปองเอาชีวิต ตนเป็นห่วงครอบครัวที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เพราะหลังเกิดเหตุมีคนแปลกหน้าไปป้วนเปี้ยนที่บ้านของแม่และญาติ ทำให้ทุกคนหวาดผวารู้สึกไม่ปลอดภัย

“อดุลย์” สั่ง “วรพงษ์” คุมเชิง 2 ม็อบ

ที่ ศปก.ตร. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช. และ กปปส. โดย พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช.และ กปปส. พร้อมกำหนดแผนร่วมกับทหารในการตั้งด่านตรวจค้น สายตรวจร่วมในพื้นที่รอบการชุมนุมเพื่อป้องกันการเผชิญหน้า และมอบหมายให้ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. เร่งรัดตามคดีสำคัญในช่วงการชุมนุมเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ การรักษาความสงบเรียบร้อยต้องถือปฏิบัติภายใต้กรอบกฎหมายหลักสากล

“บิ๊กย้อย” ใช้ 120 กองร้อยคุม 2 ม็อบ

โดย พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา กล่าวว่าสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. และ กปปส.ตลอดทั้งวัน ยังเรียบร้อยดี ไม่ได้เคลื่อนออกไปไหน โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจดูแลการชุมนุมทั้งสองกลุ่ม รวม 120 กองร้อย ดูแลกลุ่ม นปช.จำนวน 3,000 นาย โดยตั้งจุดตรวจร่วม 19 จุด มี 1 จุดที่สามารถจับกุมบุคคลที่พกพาอาวุธ กระสุนและเสื้อเกราะได้ ก็ดำเนินการตามกฎหมาย แต่ปัญหาที่พบคือ การจราจรสำหรับการดูแลการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ในช่วงกลางคืน โดยจัดเจ้าหน้าที่ดูแลประชาชนที่ต้องสัญจรผ่านพื้นที่ชุมนุม รวมถึงการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย ทั้งนี้ ยอดจำนวนผู้ชุมนุมทั้งวันมีรายงานว่าไม่ถึงหลักแสน

“เฉลิม–ธาริต” หายจ้อยไม่เข้าวอร์รูม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันพบว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขานุการ ศอ.รส. และคณะทำงาน ไม่ได้เข้ามาร่วมวอร์รูมแต่อย่างใด มีเพียงนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะที่ปรึกษา ศอ.รส. และ พล.ต.อ.วรพงษ์ ที่เข้ามาเกาะติดสถานการณ์เท่านั้น

“ผู้การแดง” เฮี้ยบสั่งตรวจค้น

เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.พล.1 รอ. ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังทหาร ลงตรวจพื้นที่การชุมนุมร่วมกับ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. จากนั้น พล.ต.อภิรัชต์กล่าวว่า ตำรวจจัดกำลัง 19 กองร้อย ส่วนทหารจัดกำลังสนับสนุน 3 กองร้อย จากกรมทหารราบที่ 19 จ.กาญจนบุรี ดูแลความปลอดภัย และมีกองหนุนจากกองทัพเรืออีก 4 กองร้อยตั้งจุดบริการประชาชน 2 จุด และจุดตรวจความมั่นคง 6 จุด รวมทั้งชุดเคลื่อนที่เร็วเฉพาะกิจ และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) รวมทั้งจัดรถไฟส่องสว่างสนับสนุนการทำงานโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. กำชับให้ทหารเป็นกลางและดูแลความปลอดภัยทุกกลุ่ม โดยศอ.รส.ได้แต่งตั้งทหารเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน เพราะที่ชุมนุมอยู่ในเขต จ.นครปฐม อยู่นอกพื้นที่ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง จึงขอความร่วมมือประชาชนช่วยสอดส่องสิ่งผิดปกติบุคคลต้องสงสัยด้วย และขอให้ผู้ชุมนุมรักษาคำพูดชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธให้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ โดยเฝ้าระวังว่าจะมีกลุ่มคนต่างด้าวเข้าร่วมชุมนุมหรือไม่

กอ.รมน.ชี้ไร้เงื่อนไขรุนแรง

พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะรอง ผอ.รมน. ได้ย้ำให้ดูแลสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม กปปส.และ นปช. ให้เป็นไปตามกรอบของ ศอ.รส. และตามกฎหมาย ซึ่งยังไม่มีแนวโน้มเกิดเหตุรุนแรง เพราะการชุมนุมมีการจำกัดเวลา สถานที่ ไม่เคลื่อนออกนอกพื้นที่การชุมนุม จึงไม่มีเงื่อนไขใดที่จะเกิดเหตุ แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยกองทัพ บก และ กอ.รมน. มีศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การชุมนุมและความเคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง

“ปึ้ง” สั่ง “บิ๊กย้อย” ส่ง ฮ.ลาดตระเวน

ขณะที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) กล่าวว่า ได้กำชับ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ว่าหากเป็นไปได้อาจต้องใช้เฮลิคอปเตอร์บินตรวจสถานการณ์ เพราะใกล้เขตพระราชฐาน หากเกิดเหตุใดขึ้นจะได้ดูแลรักษาความปลอดภัยได้ทันท่วงที เรื่องมวลชนปะทะคงไม่มี แต่ห่วงเรื่องมือที่สามเข้ามาก่อเหตุ โดยนายกฯได้กำชับ ศอ.รส.ให้ดูแลทั้ง 2 ฝ่าย ในมาตรฐานเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งนายกฯจะวอร์รูมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

จี้ “กำนันสุเทพ” ยุติชุมนุม

นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่า ไม่กังวลที่นายสุเทพ จัดประชุมแกนนำ กปปส. เพื่อกดดันนายกฯ เพราะการเรียกร้องไม่อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ไร้รัฐธรรมนูญรองรับ สิ่งที่เรียกร้องจึงเป็นไปไม่ได้ จึงขอให้ทุกคนในประเทศหันหน้าหากันได้แล้ว หมดเวลาการชุมนุมที่จะยืดเยื้อแล้ว ผ่านมา 5 เดือนไม่ประสบความสำเร็จประเทศชาติไม่ได้อะไร ถ้ายุติการชุมนุมเศรษฐกิจจะฟื้นคืนมาและทันทีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศให้มีการเลือกตั้ง จะเป็นอีกแรงที่ผลักดันให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

โวย “เทือก–ปชป.” จ้องป้ายสีนายกฯ

ที่พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายสุเทพควรกลับบ้านด้วย 5 เหตุผล คือ 1.ชุมนุมไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่มีทางกดดันรัฐบาลได้ 2.นายสุเทพรู้จำนวนคนของ กปปส.สู้ นปช.ไม่ได้ 3.นายสุเทพหมดมุก พยายามเดินสายวางบิลตามหน่วยงาน น่าสมเพช 4.นายสุเทพหมดความชอบธรรมเป็นโมฆะบุรุษ 5.นายสุเทพสร้างความเสียหายจากการชุมนุมวันละ 10,000 ล้านบาท ขณะนี้ยอดความเสียหายเกินล้านล้านบาทแล้ว ส่วนกรณีคนร้ายยิงรถ น.ส.พัชรนันท์ หลีล้วน สาวทอมที่เป่านกหวีดไล่นายกฯนั้น พรรคเพื่อไทยขอประณามนายสุเทพและกระบวนการประชาธิปัตย์ ที่จับทุกเรื่องโยนใส่นายกฯ เพราะหากเป่านกหวีดใส่แล้วโดนทำร้าย คงมีคนสมควรโดนมากกว่าทอมอีกเยอะ

“องอาจ” ชี้หลังวันที่ 5 ส่อเมษาฯเดือด

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการชุมนุมของ กลุ่ม นปช.ว่า การชุมนุมวันที่ 5 เม.ย. จะเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อใดที่ ป.ป.ช.หรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยผลออกมากระทบต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แกนนำนปช.และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะมีส่วนสำคัญในการ ที่จะก่อเหตุใช้ความรุนแรง ที่ปลุกระดมให้มีความ เกลียดชังต่อ ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ สร้างเงื่อนไข ไม่รับคำตัดสิน หลังจากวันที่ 5 เม.ย.คาดว่าจะย่างเข้าสู่เดือนเมษาเดือดมากขึ้น จึงขึ้นอยู่กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์เองว่า หากมีจิตใต้สำนึกของความเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องหาทางระงับยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุปะทะหรือใช้ความรุนแรง เพราะเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว ก็ยากแก่การกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติได้

โฆษก ปชป.ปูดแกนนำแดงชักหัวคิว

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การชุมนุม 5 เม.ย. อาจจะเป็นเป้าหลอก เพราะอาจเกิดเหตุรุนแรงที่อื่นได้ การข่าวยืนยันว่านายใหญ่จ่ายค่าหัวให้กับแกนนำคนเสื้อแดงที่เกณฑ์คนมาร่วมชุมนุมให้วันละ 1,500 บาท แต่มีการหักค่าหัวคิว โดยไประดมเกณฑ์แรงงานต่างด้าวมาชุมนุมแทน โดยจ่ายค่าแรง 2 วัน ไม่เกิน 500 บาท แกนนำคงอ้วน เพราะนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ประกาศว่าต้องการแสดงจำนวนคนเสื้อแดงในพื้นที่ใหญ่ ครั้งนี้มา 5 แสน ครั้งต่อไปเพิ่มเป็น 5 ล้าน ซึ่งคิดว่าคงไม่ใช่หมายถึงจำนวนคน แต่หมายถึงเงินที่แกนนำเสื้อแดงระดับต่างๆจะนำไปแบ่งเพื่อหักหัวคิว จัดเท่าไหร่ก็รวยเท่านั้นหรือไม่ จึงขอให้เจ้าหน้าที่ที่ตั้งด่านสกัดตรวจบัตรประชาชนของผู้มาชุมนุมย่างเข้มงวด และขอให้สถานทูตประเทศเพื่อนบ้านเฝ้าระวัง เพราะหากต่างชาติเข้ามาชุมนุมแล้วสร้างความเสียหาย จะเกิดปัญหาบานปลายกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศได้ โดยนายจ้างต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย หากลูกจ้างต่างด้าวไปร่วมชุมนุม

“ออฟ” ท้า “ปึ้ง” รับอำนาจศาลโลก

นายชวนนท์กล่าวถึงกรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล จะนำคดีการสลายการชุมนุมเมื่อปี 53 ไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อเอาผิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายสุเทพ เทือก–สุบรรณ รองนายกฯสมัยนั้น ถือเป็นเรื่องน่าขัน เพราะคดีของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพอยู่ในขั้นตอนของศาลในประเทศ ซึ่งศาลอาญาระหว่างประเทศไม่สามารถก้าวล่วงได้ แต่ถ้านายสุรพงษ์แน่จริงก็ขอให้ประกาศยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศโดยเร็ว เพราะคนแรกที่จะไปศาลอาญาระหว่างประเทศ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กรณีการสังหาร 2,500 ศพ ที่ อ.ตากใบ และมัสยิดกรือเซะ พ.ต.ท.ทักษิณ จะได้มีที่อยู่อย่างถาวรเสียที

นปช.คึกชุมนุมใหญ่เสาร์ 5 เม.ย.

ขณะที่บรรยากาศการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ถนนอักษะ พุทธมณฑลสาย 3 บรรยากาศคึกคักตั้งแต่เช้า มวลชนเสื้อแดงเริ่มทยอยหลั่งไหลเข้าพื้นที่ชุมนุม เพื่อจับจองพื้นที่หน้าเวทีรอฟังการปราศรัยของแกนนำ นปช. โดยมีการปิดถนนอักษะตั้งแต่แยกตัดกับถนนพุทธมณฑลสาย 4 ไปถึงสะพานข้ามแยกคลองทวีวัฒนา ระยะทางยาวกว่า 1.5 กิโล–
เมตร โดยแกนนำได้เตรียมพื้นที่รองรับผู้ชุมนุมที่คาดว่าจะมาเป็นเรือนแสน พร้อมตั้งด่านตรวจเข้มผู้ที่จะผ่านเข้าออกอย่างเข้มงวดทั้งที่หัวและท้ายถนน ติดตั้งเต็นท์กว่า 200 หลังเป็นที่พักของมวลชนจังหวัดต่างๆ และเป็นสถานที่ประกอบอาหาร ทั้งสร้างห้องน้ำ ห้องอาบน้ำชั่วคราวจำนวนมาก อำนวยความสะดวกผู้ชุมนุม บริเวณที่เป็นป่าหญ้ารกร้างข้างทาง ก็มีการนำแผ่นเหล็กมาปิดกั้นไว้กันผู้ไม่หวังดีมาก่อความไม่สงบด้วย

นัดรวมพลก่อนเคลื่อนเข้ากรุง

ทั้งนี้ กลุ่ม นปช. จากจังหวัดต่างๆได้นัดรวมพลในพื้นที่จังหวัดรอบกรุงเทพฯตั้งแต่เช้า โดยกลุ่มนปช. 17 จังหวัด ภาคเหนือ นัดรวมพลที่สนามกีฬากลางจังหวัดนครสวรรค์ นปช.ภาคอีสาน รวมตัวที่ร้านอาหารบัวชม อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา นปช.ภาคตะวันออก รวมตัวที่ศูนย์การค้าเมกะบางนา และห้างอิมพีเรียล สำโรง จ.สมุทรปราการ นปช.ภาคใต้และตะวันออก รวมตัวที่โรงแรม ว.อุดร อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ขณะที่กลุ่ม นปช.ภาคกลาง 22 จังหวัด รวมตัวที่สมบัติบุรี ถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ก่อนเคลื่อนขบวนเข้ากรุงเทพฯ

เสื้อแดงทุกสายมุ่งสู่ถนนอักษะ

สำหรับเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ นปช. ตั้งอยู่กลางถนนอักษะ ใกล้สะพานข้ามคลองทวีวัฒนา หันหน้าพุทธมณฑลสาย 4 บนเวทีติดข้อความสัญลักษณ์การชุมนุมครั้งนี้ว่า “หยุดล้มล้างประชาธิปไตย เมื่อความอยุติธรรมเป็นกฎหมาย การต่อต้านจึงเป็นหน้าที่” ขณะที่ถนนโดยรอบ อาทิ ถนนบรมราชชนนี ถนนเพชรเกษม ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ถนนพุทธมณฑลสาย 3 และถนนเลียบคลองทวีวัฒนา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารสนธิกำลังตั้งด่านความมั่นคง ตรวจตรารถที่ผ่านเข้าออก ตลอดทั้งวันคนเสื้อแดงจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาชุมนุม ทำให้การจราจรโดยรอบติดขัดกลายเป็นอัมพาตทุกเส้น ซึ่งกลุ่ม นปช.ได้จัดเตรียมจักรยานยนต์รับจ้างไว้รับส่งคนเข้าพื้นที่ชุมนุมไว้ด้วย

“ตู่” ไหว้พระใหญ่ลั่นฆ้องเอาฤกษ์

เมื่อเวลา 09.30 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ได้ตรวจสอบความเรียบร้อยบริเวณรอบๆพื้นที่ โดยกล่าวว่า การชุมนุมวันนี้เป็นการนัดรวมพลซักซ้อมครั้งใหญ่เพื่อประเมินท่าทีก่อนจะนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้ง หลังเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีคนมาร่วมมากกว่านี้ การรักษาความปลอดภัยมีการ์ด นปช.ทั้งส่วนกลาง และการ์ดอาสาจากทุกจังหวัด กว่า 6,000 คน ร่วมกับตำรวจอีก 3,000 นายดูแลรอบพื้นที่ชุมนุม ที่เลือกถนนอักษะคือ ไม่ต้องการเผชิญหน้ากับกลุ่ม กปปส. ต่อมาเวลา 10.00 น. นายจตุพรเดินทางไปสักการะองค์พระศรีศากยะทศพลญาณ หรือองค์พระใหญ่ในพุทธมณฑลเพื่อขอพร ท่ามกลางการคุ้มกันอย่างแน่นหนาของการ์ด นปช. จากนั้นได้ประกอบพิธีพราหมณ์ บริเวณปะรำพิธีที่แยกถนนอักษะตัดกับถนนพุทธมณฑลสาย 4 โดยมีการลั่นฆ้อง 3 ครั้งเอาฤกษ์เอาชัยและจุดธูปเทียนบนบานให้การชุมนุมราบรื่น และผู้ชุมนุมปลอดภัยกลับบ้านทุกคน

ท้านับหัวเทียบคน 5 แสนกับ 6 ล้าน

นายจตุพรกล่าวอีกว่า ทันทีที่องค์กรอิสระลงดาบนายกฯ กลุ่ม กปปส.จะประกาศชัยชนะ และยุติการชุมนุม เหมือนสมัยที่พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากนั้นหนีไม่พ้นจากทำรัฐประหาร ดังนั้นคำว่าปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง จึงเป็นความเท็จ ความจริงต้องการได้อำนาจโดยไม่ต้องเลือกตั้งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ กปปส.ทำได้ตอนนี้คือ เสกคนหายไปไหนหมด การชุมนุมใหญ่ นปช.วันนี้อยากให้ทั้งนายสุเทพและนายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส.ศึกษาหลักคณิตศาสตร์ว่า 5 แสนคนของ นปช. ต่างกับ 6 ล้านคนของ กปปส.อย่างไร เหตุที่ทำให้คนเสื้อแดงหลั่งไหลกันมา เพราะเขาต้องการออกมาต่อสู้กับฝ่ายอำมาตยาธิปไตย และองค์กรอิสระที่ไม่มีความเป็นธรรม นายกฯที่มาจากกระบอกปืน จะทำให้ประเทศเสียหาย จึงออกมาสำแดงพลัง

ลั่นใกล้ได้เห็นตัวแบ็กอัพ “เทือก”

ประธาน นปช.กล่าวอีกว่า เดือน เม.ย.ได้ดูปฏิทินแล้ว เชื่อว่าเขาน่าจะจัดการเราวันที่ 18 เม.ย. แต่ความซาดิสต์ขององค์กรเหล่านี้ จะเร่งให้ได้ก่อนเทศกาลสงกรานต์ แต่จะเกิดอะไรขึ้นเราไม่สนใจ เราจะมารอในจุดที่เขาต้องการ คือวันที่มีการเปลี่ยน แปลงการปกครองโดยเอาทหารมายึด ดังนั้น มั่นใจคนเสื้อแดงไม่ว่าจะชุมนุมที่ไหนในประเทศก็สร้างความหวั่นไหวให้หัวใจอำมาตย์แน่ ส่วนในวันที่ 18 เม.ย. ที่คาดจะมีการเคลื่อนพลอีกครั้ง หากตนและณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ถูกถอนประกันเข้าห้องขังในวันนั้น ก็จะขอนำมวลชนอยู่ในเรือนจำ ส่วนคนอยู่ข้างนอกก็ให้สู้กันต่อไป เพราะเราไม่ได้สู้กับองค์กรอิสระ แต่เราจะสู้กับหัวหน้าของเขา คนที่อยู่หลังฉากนายสุเทพ ซึ่งจะเห็นตัวกันเร็วๆนี้ การต่อสู้ครั้งใหญ่จะมีขึ้นหลังสงกรานต์ หลังจากเราพ่ายแพ้ในเกมองค์กรอิสระ เราก็จะลากอำมาตย์มาแพ้ในเกมของประชาชนบ้าง วันนั้นเราจะสังคายนาประเทศนี้ใหม่

เย้ย “บิ๊กตู่” จุดเดือดต่ำถูกยั่วง่าย

นายจตุพรกล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เป็นคนไม่อดทนและ กปปส.รู้ทันจึงไปยั่วจะให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นทรราช ทั้งกล่าวหาว่าเป็นลูกจ้างชินวัตร ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์รู้ไว้นะว่า เจ้านายที่แท้จริงคือประชาชน ฝากถึง พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.พล.1 รอ. ด้วยว่าไม่มีใครที่เขากลัวคุณ โดยเฉพาะคนเสื้อแดง แม้แต่พ่อคุณเขายังไม่กลัว ที่เคยเจอกันครั้งหนึ่งที่สถานีดาวเทียมไทยคม เมื่อปี 53 ครั้งนั้นพวกคุณมาตัดสัญญาณสื่อสาร เมื่อตอนที่คนเสื้อแดงกลับไปแล้ว คุณควรนำหัวใจนักเลงของพ่อมาใช้ และครั้งนี้คนเสื้อแดงมาชุมนุมกันต่างจากสมัยปี 53 เพราะปี 57 เรามาด้วยความแค้นที่ถูกกระทำ และถูกความอยุติธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้งนี้เราจึงไม่ประมาทแม้แต่วินาทีเดียว

บันทึกภาพมุมสูงเทียบ กปปส.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่ถนนอักษะ เริ่มดุเดือดขึ้น เมื่อแกนนำ นปช.สลับกันขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีองค์กรอิสระ พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่ม กปปส. และฝ่ายอำมาต-ยาธิปไตยอย่างรุนแรง โดยมวลชนยังเดินทางเข้าสมทบในที่ชุมนุมถนนอักษะฝั่งทิศใต้อย่างต่อเนื่อง จนการจราจรถนนพุทธมณฑลสาย 4 เป็นอัมพาต โดยกลุ่ม นปช.ได้ตั้งจอโปรเจกเตอร์พร้อมลำโพงหลายสิบจุดเพื่อถ่ายทอดการชุมนุมไปถึงถนนพุทธมณฑลสาย 4 พร้อมประกาศให้นำรถทุกชนิดออกนอกพื้นที่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่ชุมนุมและบันทึกภาพมุมสูงวัดจำนวนคนกับกลุ่ม กปปส. โดยแจ้งว่าถนนอักษะมีพื้นที่ทั้งสิ้น 1.4 แสนตารางเมตร หักออก 2 หมื่นตารางเมตร เป็นคลองที่ขวางกลางถนน เหลือพื้นที่จริงให้มวลชนอยู่ 1.2 แสนตารางเมตร ซึ่งมวลชนเสื้อแดงจะเข้ามาชุมนุมเต็มพื้นที่

ลั่นพอกันที 82 ปีพร้อมแตกหัก

กระทั่งเวลา 16.58 น. นายจตุพร นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. และแกนนำขึ้นเวทีประกาศชักชวนมวลชนที่อยู่รอบนอกพื้นที่ชุมนุมให้เข้ามาในพื้นที่ให้เต็ม เพราะยังมีพื้นที่ว่างอยู่จำนวนมาก โดยนายณัฐวุฒิกล่าวว่า ทราบว่า ศอ.รส.ติดตามสถาน-การณ์การชุมนุมได้จัดเฮลิคอปเตอร์สังเกตการณ์ทั้งสองเวที โดยเริ่มบินไปดูเวทีที่สวนลุมฯและจะวนมาดูเวทีที่ถนนอักษะว่ามีกี่แสนคน จึงขอให้คนเสื้อแดงออกจากร่มไม้มาแสดงตัว สื่อมวลชนที่ถ่ายบนเฮลิคอปเตอร์จะได้เห็น ว่าคนเสื้อแดงมีเท่าไร พร้อมให้เริ่มเปิดเพลงสัญลักษณ์ของคนเสื้อแดง คือเพลงลั่นกลองรบ รวมพลังคนเสื้อแดงเพื่อปลุกเร้ามวลชน ก่อนที่นายจตุพรจะประกาศขอให้คนเสื้อแดงส่งเสียงพร้อมกันให้อำมาตย์ได้ยินว่า ถ้ายึดอำนาจเมื่อไร นายกฯเถื่อนมาตอนไหน เจอคนเสื้อแดงทันที เราพร้อมแตกหัก 82 ปี พอกันทีสำหรับความไม่เป็นประชาธิปไตย จากนั้นได้ให้มวลชนชูบัตรประชาชนเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เกณฑ์แรงงานต่างด้าวมาชุมนุม เพื่อให้สื่อมวลชนบันทึกภาพมุมสูง

กปปส.คึกประชุมแกนนำทั่ว ปท.

ขณะที่บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) สวนลุมพินี เมื่อเวลา 10.00 น. แกนนำ กปปส. จากจังหวัดต่างๆได้ร่วมประชุมใหญ่แกนนำทั่วประเทศ ครั้งที่ 1 ภายในเต็นท์โดมใหญ่ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. พร้อมพุทธะอิสระ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ผู้ประสานงานกองทัพธรรม และนายอุทัย ยอดมณี ผู้สานงานกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ เสนาธิการร่วมของกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ร่วมประชุมด้วย

“สุเทพ” อ้อน กอดคอสู้จนปฏิรูปได้

ต่อมาเวลา 10.20 น. นายสุเทพขึ้นเวทีเปิดการประชุมพร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ “ปฏิวัติประชาชน ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ว่า เราตัดสินใจถูกแล้วที่ลุกขึ้นขจัดระบอบทักษิณให้หมดไปจากแผ่นดินไทย จึงซาบซึ้งใจประชาชนที่ลุกขึ้นต่อสู้ร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง กล้าหาญอดทนเสียสละ ซึ่งการต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ครั้งประวัติศาสตร์ของชาติไทย เพราะโลกต้องจารึกตลอดไปว่าเป็นการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมหาประชาชนและเอาชนะทรราชได้ ซึ่งขอให้ภาคภูมิใจว่าเกิดมาชาติหนึ่งได้รับโอกาสพิเศษ ไม่มีคนในยุคอื่นสมัยอื่นที่ลุกขึ้นต่อสู้แบบพวกเรา และขอให้ต่อสู้อย่างแน่วแน่ ไม่มีผลประโยชน์พรรคการเมือง หรือนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง สู้เพื่อชาติแผ่นดินจริงๆ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นเราต้องกอดคอเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้ให้ชนะให้ได้ ด้วยมือของประชาชนให้สำเร็จ

กำหนดยุทธศาสตร์ต่อสู้ยกสุดท้าย

จากนั้นเวลา 14.30 น. นายสุเทพสรุปผลการประชุมแกนนำ กปปส.ทั่วประเทศและต่างประเทศว่า มีเครือข่ายร่วมประชุมกว่า 1,800 เครือข่าย มีข้อสรุปว่า 1.ให้ทุกเครือข่ายรวบรวมกำลังพลให้พร้อม เมื่อถึงวันเผด็จศึกให้แต่ละเครือข่ายนับจำนวนผู้จะมาร่วมชุมนุมว่ากี่คน เชื่อว่าการเดินทางมาครั้งนี้เราต้องสู้ติดต่อกันอย่างน้อย 15 วัน นอกจากนี้ขอให้แต่ละเครือข่ายเตรียมคนไว้สำรอง เพื่อสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นมาชุมนุมที่ กทม. 2.ให้แต่ละเครือข่ายวางแผนเดินทางให้เหมาะสม ต้องให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย 3.แต่ละจังหวัดถ้ามีหลายเครือข่ายขอให้ยุบรวมเป็นเครือข่ายเดียว เพื่อให้มีประสิทธิภาพและอยู่ในกรอบการต่อสู้ 4.ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปให้ถือว่าการต่อสู้ถึงยกสุดท้ายแล้ว ทุกเครือข่ายต้องเตรียมพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ ได้ยินเสียงนกหวีดเมื่อไรพร้อมเดินทางทันที
a รอประกาศอำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์”
นายสุเทพกล่าวว่า วันเผด็จศึกของเราคือ วันที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ กรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ โยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนสี เลขาธิการ สมช. หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การดำเนินการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ขัดรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องพ้นจากตำแหน่ง รวมถึง ครม.จะต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย ดังนั้นทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยขอให้ล้อหมุนทันที โดยไม่ต้องฟังสัญญาณนกหวีดจากตน การเดินทางมาครั้งนี้เราจะยึดอำนาจประเทศไทย เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนชาวไทย ดังนั้นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย รัฐบาลจะไม่สามารถกอดอำนาจไว้อีกต่อไป เราจะประกาศว่าอำนาจ อธิปไตยกลับมาเป็นของประชาชน และถือเป็นวันที่เราจะประกาศความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ได้อย่างเหมาะสม

ขั้นบันไดสู่สภา ปชช.–นายกฯ ม.7

นายสุเทพกล่าวอีกว่า เมื่อเป็นรัฏฐาธิปัตย์จะสั่งยึดทรัพย์คนตระกูลชินวัตร และห้ามคนในตระกูลชินวัตร รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องออกนอกประเทศและให้มารายงานตัวกับประชาชน จะออกคำสั่งแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เป็นของประชาชน จากนั้นจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อให้ได้รัฐบาลของประชาชน โดยตนจะเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง จากนั้นจะตั้งสภานิติบัญญัติที่เป็นสภาของประชาชน และจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ตามที่ได้ระบุไว้ก่อนที่จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยต่อไป ขอยืมคำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ที่ว่า “ออกมาคราวนี้จะไม่กลับแน่นอน” ออกมาคราวนี้สิ่งที่เราจะได้รับมี 2 อย่างคือ 1.ทำชัยชนะกลับไป และ 2.กลับ ไปสารภาพกับคนที่บ้านว่าเราแพ้ ไม่มีเสมอแน่นอน และเรียกร้องให้ข้าราชการมายืนเคียงข้างประชาชน แต่ถ้าไม่เอาด้วยกับประชาชน ตนจะเดินไปมอบตัว

ดีเดย์ขยับเปิดประตูทุกกระทรวง

จากนั้นนายสุเทพขึ้นเวทีอีกครั้ง เพื่อขอมติมวลมหาประชาชนในการเปิดทุกกระทรวงยกเว้นทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย โดยมีเงื่อนไขว่าต้องหยุดรับใช้ระบอบทักษิณ และทำงานเพื่อบริการประชาชนเท่านั้น เราจะนำป้ายไปติดไว้หน้ากระทรวงโดยเขียนข้อความว่า ให้ความร่วมมือปฏิรูปประเทศกับมวลมหาประชาชน ห้ามมีใครทำลายป้ายดังกล่าวเด็ดขาด โดยมติดังกล่าวจะเริ่มต้นในวันที่ 8 เม.ย.เป็นต้นไป

ล่าชื่อชง ก.ม.ช่วยเกษตรกร

ขณะที่เวที กปปส.ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 09.00 น. พุทธอิสระนำมวลชนขึ้นรถบัส รถปิกอัพ หลายสิบคัน ออกเดินทางจากเวที กปปส. แจ้งวัฒนะ ไปบริเวณหน้าห้างสยามพารากอน ตั้งขบวนเดินเท้า นำแบบฟอร์มเชิญชวนพี่น้องผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทุกท่าน ร่วมเข้าชื่อจำนวน 2 ล้านรายชื่อ ให้ได้ก่อนสิ้นเดือน เม.ย. เพื่อนำไปเสนอกฎหมาย 3 ฉบับคือ ร่าง พ.ร.บ.สภาชาวนาและเกษตรกรแห่งประเทศไทย ร่าง พ.ร.บ.สภาศีลธรรม คุณธรรมแห่งชาติ และร่าง พ.ร.บ.สภาการจัดการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ออกแจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วไปร่วมลงชื่อ ตลอดเส้นทางผ่านจากสี่แยกราชประสงค์ แยกเพลินจิต เลี้ยวซ้ายเข้าถนนวิทยุ เข้าสวนลุมพินี ซึ่งพุทธอิสระได้ฉันภัตราหารเพลที่สวนลุมพินี มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. พร้อมด้วยแกนนำร่วมถวายอาหารเพล หลังฉันเพลเสร็จ พุทธอิสระได้ขึ้นปราศัยบนเวที กปปส.สวนลุมพินี ว่า ขอให้ใช้ความสามัคคีจัดการกับรัฐบาล อีกไม่นานการต่อสู้จะบรรลุเป้าหมาย

“ตู่” ตอก“เทือก” ใช้อำนาจใดเป็นรัฏฐาธิปัตย์

ต่อมาเวลา 20.00 น. นายจตุพรขึ้นกล่าวบนเวทีปราศรัยว่า นายสุเทพประกาศว่าวันที่ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ป.ป.ช.ชี้มูลนายกฯจนต้องออกจากตำแหน่ง จะขอโปรดเกล้าฯขอพระราชทานนายกฯเอง ถามว่าจะใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตราใด สถานปนาตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ถ้าจะเป็นคงได้แค่สุขาหรือส้วมเท่านั้น คนที่เป็นฆาตกรเป็นกบฏไม่มีสิทธิที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถ้าสุเทพต้องการได้อำนาจให้ข้ามศพคนเสื้อแดงไปก่อน หลังสงกรานต์เจอกับคนเสื้อแดงแน่นอน มันใส่ร้ายว่าเราขนต่างด้าวมาชุมนุม มันโกหกแต่อำมาตย์เชื่อ คู่ต่อสู้ของเรามันไม่ใช่องค์กรอิสระหรือสุเทพ แต่เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังต่างหาก ถามว่าเราจะสู้อย่างไร บนกระดานของเครือข่ายอำมาตย์ นายกฯไม่มีวันรอด แต่จะได้หัวใจของประชาชน จะยิ่งใหญ่ตลอดไปในใจของเรา ที่สุเทพยกหางตัวเองบังอาจจะกราบบังคมทูลเสนอนายกฯตามมาตรา 7 หูไม่ดีหรือที่พระองค์ท่านประกาศว่ามาตรา 7 ไม่เป็นประชาธิปไตย

ลั่นคำขอปฏิวัติ ปชช.ในวันที่ล้ม ปชต.

นายจตุพรกล่าวว่า ตนเชื่อว่ามาตรา 7 ไม่มีทางสำเร็จสุดท้ายจะไปจบที่ทหารยึดอำนาจ ขอให้ ผบ.ทบ. รู้ว่า เราต่างคนต่างอยู่ ขอประกาศให้คิดให้ดีว่าถ้ายึดอำนาจแล้ว จะสู้พลังของ นปช.แดงทั้งแผ่นดินและประชาชนไทยที่จะลุกมาต่อสู้ ครั้งนี้จะเอาทหาร เอารถถังมาเต็มก็ไม่สามารถชนะพลังของประชาชนเด็ดขาด เพราะทุกคนจะออกมาต่อสู้ร่วมกันแน่นอน ขอให้รู้ว่าอำมาตย์ไม่มีสิทธิที่จะทำเช่นนี้เด็ดขาด และไม่มีโอกาสชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแน่ ยืนยันว่าเราจะสู้จนกว่าได้ชัยชนะและเราไม่ยอมจำนนต่อมันแน่นอน องค์กรอิสระถ้ายังเป็นเช่นนี้ ขอไม่มีเสียดีกว่า เมื่อสุเทพกล้าใช้คำว่าปฏิวัติประชาชน ตนจะให้เห็นการปฏิวัติประชาชน ทำวันไหนก็วันที่เขาล้มประชาธิปไตย “คุณเอาชีวิตผมได้แต่เอาประชาธิปไตยไปจากประเทศนี้ไม่ได้ ถ้านายกฯไม่ได้มาจากการเลือกตั้งประเทศนี้ก็ไม่ต้องมี อยู่กันไปแบบนี้ ที่ ผบ.พล.1 มาขู่ผม เอาชีวิตผมไปได้ แต่เอาประชาธิปไตยไปไม่ได้ ขอประกาศต่อสู้จนชีวิตจะหาไม่ ไม่ชนะไม่เลิก ตายเป็นตาย ดูว่าจะฆ่าเราหมดหรือไม่ เที่ยวสงกรานต์ให้เบิกบาน หลังสงกรานต์สู้สุดชีวิต ถ้าตนต้องตายพี่น้องสู้ต่อให้เต็มแผ่นดิน”

ลอบยิงทหาร 2 นายใกล้ม็อบ คปท.

เมื่อเวลา 21.30 น. มีเหตุคนร้ายยิงใส่ทหารสายตรวจจักรยานยนต์นอกเครื่องแบบ ในซอยลิขิต ถนนราชดำเนินนอก แขวงและเขตดุสิต กทม. ทำให้ จ.ส.อ.ไชยยันต์ เล็กพงษ์ อายุ 35 ปี และ ส.ต.ประเสริฐ จันทร์ศรี อายุ 23 ปี ทหารทั้ง 2 สังกัด ร.29 พัน 2 รอ. ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่หลังทะลุหน้าอกทั้งคู่ เพื่อนทหารชุดลาดตระเวนด้วยกันจึงรีบนำส่ง รพ.รามาธิบดี อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว สอบสวนทราบว่าทหารชุดลาดตระเวน ทั้งหมด 6 นาย ใช้รถ จยย. 3 คัน วิ่งตรวจความเรียบร้อย เมื่อขี่เข้ามาในซอยลิขิตได้ถูกคนร้ายยิงปืนเข้าใส่หลายนัด และยังมีมือดีปาประทัดยักษ์ลงบนถนนพิษณุโลก หน้า ร.ร.ราชวินิตมัธยม ใกล้ที่ชุมนุม คปท. แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้