วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สุลต่านสุไลมาน

สุลต่านสุไลมาน

โดย บาราย
6 เม.ย. 2557 05:00 น.
  • Share:

ราว พ.ศ.2147 รัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ ระหว่างฮอลันดา และโปรตุเกส กำลังล่าเมืองขึ้นแถวชวาและใกล้เคียง เมืองสาเลห์ หรือสเลมาน ถูกรุกรานอย่างหนัก ดะโต๊ะโมกอล ผู้นำพาครอบครัวและบริวารลงเรือสำเภา รอนแรมในทะเล จีนใต้ มาขึ้นชายฝั่งหาดเขาหัวแดง ใกล้เมืองสทิงพระ

ตั้งประชาคมมุสลิมอย่างสงบ โดยไม่มีการขัดแย้งกับชาวเมืองท้องถิ่น

วันเวลาผ่านไป ชุมชนเขาหัวแดง มีผู้คนอพยพมาอยู่มากขึ้น พัฒนาเป็นเมืองท่าปลอดภาษี มีเรือสำเภาแวะเข้ามาแลกเปลี่ยนสินค้าคับคั่ง

ในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม โปรดให้ดะโต๊ะโมกอล เป็นข้าหลวงใหญ่ของสยาม ตำแหน่งนี้สืบทอดมาถึงบุตรชายคนโต ชื่อสุไลมาน รับผิดชอบพื้นที่ตั้งแต่ตอนล่างของนครศรีธรรมราช มาจดเขตปัตตานี ครอบคลุมพื้นที่ครึ่งล่างของเมืองตรัง ปะเหลียน พัทลุง และสงขลา

ต่อมามีการยึดอำนาจในกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าทรงธรรมเสด็จสวรรคต พระเชษฐา-ธิราชพระราชโอรสองค์ใหญ่ ถูกเจ้าพระยากลาโหมจับสำเร็จโทษ แล้วตั้งพระอาทิตยวงศ์ พระอนุชาอายุ 9 ปี ขึ้นนั่งบัลลังก์ โดยเจ้าพระยากลาโหมเป็นผู้สำเร็จราชการ
การเมืองในราชสำนักพลิกผัน เจ้าเมืองปัตตานี ซึ่งเป็นประเทศราช เห็นเป็นจังหวะแข็งเมือง ส่งกองทัพเรือมาตีข้าหลวงใหญ่เขาหัวแดง ท่านสุไลมานป้องกันเมืองไว้ได้ แต่บ้านเมืองเสียหายมาก จึงมีการปรับปรุงกำลังพล ส่งผลให้ราชสำนักอยุธยาจับตามองด้วยความหวาดระแวง

การเมืองในอยุธยาเปลี่ยนแปลงอีก คราวนี้พระอาทิตยวงศ์ถูกจับสำเร็จโทษ เจ้าพระยากลาโหมขึ้นครองราชย์ เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ปราสาททอง ท่านสุไลมานจงรักภักดีพระเจ้าทรงธรรม จึงประกาศแข็งเมือง ตั้งรัฐสุลต่าน

สุลต่านสุไลมานได้ครองตำแหน่งพระราชาธิบดีแห่งพัทลุง ราชสำนักอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เรียกท่านว่า พระเจ้าสงขลา สิ้นพระชนม์ในอีก 26 ปีต่อมา

ถึงยุคสุลต่านมุสตาฟา ราชสำนักอยุธยา ส่งพระยารามเดโชเป็นแม่ทัพมาใช้กลยุทธ์จุดไฟเผาตีนเขาให้ระส่ำระสาย แล้วใช้กองเรือบุกโจมตีเวลากลางคืน สุลต่านมุสตาฟาแพ้ เป็นอันว่ารัฐสุลต่านสิ้นสุดลง กลับสู่สภาพหัวเมืองของกรุงศรี– อยุธยาอีกครั้ง

สิ้นราชวงศ์ปราสาททอง มาเป็นราชวงศ์บ้านพลูหลวง พระเพทราชาทรงปรับนโยบายไม่เป็นศัตรู มอบตำแหน่งเจ้าเมืองพัทลุงให้บุตรชายสุลต่านใต้...เป็นพระยาจักรี (ฮุสเซน)

เชื้อสายพระยาจักรี สืบทอดมาจนถึงสมัยธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ส่วนใหญ่ได้เป็นพระยาราชวังสัน มีอำนาจหน้าที่ด้านทัพเรือ

หนึ่งในจำนวนนั้น คือ พระยาราชวังสัน (หวัง) สมัยรัชกาลที่ 1 ตั้งบ้านเรือนอยู่ติดวัดหงษ์รัตนาราม คลองบางกอกใหญ่ ฝั่งธนบุรี พระยาราชวังสัน และคุณหญิงชู มีธิดา 3 คน หนึ่งในนั้นชื่อเพ็ง สมรสกับพระยานนทบุรี (จันท์) เจ้าเมืองนนทบุรี

คุณหญิงเพ็ง มีธิดาชื่อเรียม ได้ถวายตัวเข้ารับราชการฝ่ายใน เป็นพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระสนมเรียม เป็นเจ้าจอมมารดาของพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าทับ (กรมหลวงเจษฎาบดินทร์)

เมื่อสิ้นรัชกาลที่ 2 กรมหลวงเจษฎาบดินทร์ ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ด้วยความเห็นชอบของ “เอนกมหาชนนิกร สโมสรสมมติ” คือจากที่ประชุมของขุนนางผู้ใหญ่และพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 3 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

และในรัชกาลนี้เอง เจ้าจอมมารดาเรียม ก็ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระศรีสุลาไลย

ว.วินิจฉัยกุลเขียนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือสืบตำนานสานประวัติ (สำนักพิมพ์ทรีบีส์) ว่า แม้สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มิได้มีพระราชโอรสพระองค์ใด ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้า และมิได้ครองราชย์สืบต่อมา

แต่พระมหากษัตริย์ และพระบรม-วงศานุวงศ์ในพระราชวงศ์จักรี เริ่มแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มาถึงรัชกาลปัจจุบัน ล้วนสืบเชื้อสายจากสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ

ทั้งนี้ เพราะพระราชินีในรัชกาลที่ 4 สมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ เดิม หม่อมเจ้ารำเพย พระธิดาในพระองค์เจ้าศิริวงศ์ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 3 กับสมเด็จพระเทพศิรินทร์ จึงทรงเป็นพระนัดดา หรือหลานปู่ ในสมเด็จพระนั่งเกล้า

และทรงเป็นเหลนทวด ในสมเด็จพระศรีสุลาไลย

พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ ก็คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระบรมอัยยาธิราช ในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

เชื้อสายสุลต่านสุไลมาน จึงเกี่ยวข้องกับราชวงศ์จักรี ผ่านสมเด็จพระศรีสุลาไลย และสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยประการฉะนี้.

 

บาราย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้