วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แพ้ทางกฎหมาย โหมไฟกฎหมู่

ปลายอำนาจ “ยิ่งลักษณ์” ภายใต้คมดาบตุลาการ

กฎอัยการศึก

ตามความหมายในสารานุกรมเสรี “วิกิพีเดีย” เป็นกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นไว้สำหรับประกาศใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง

เช่น ในกรณีเกิดสงคราม การจลาจล

โดยในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจหน้าที่เหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ์การระงับปราบปรามหรือการรักษาความสงบเรียบร้อย และศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาบางอย่างที่ประกาศระบุไว้แทนศาลพลเรือน

พูดง่ายๆทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ

ที่ยกกฎอัยการศึกขึ้นมาจั่วหัวกัน นั่นก็เพราะสถานการณ์ไหลมาถึงจุดที่มีการพูดถึงกฎหมายพิเศษกันแล้ว

เมื่อมีการตั้งคำถามกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ถึงการประเมินสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะเกิดการเผชิญหน้า

อาจถึงขั้นต้องประกาศกฎอัยการศึกเพื่อควบคุมสถานการณ์ม็อบชนม็อบหรือไม่

และยิ่งเป็นอะไรที่สอดคล้องต่อเนื่องกันกับปรากฏการณ์ที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด เรียกประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ

มากันหมดทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ รวมถึง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ตบเท้าเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ตามสถานการณ์ที่เห็นได้เลยว่า กองทัพให้ความสำคัญกับการตั้งรับสถานการณ์ร้อน

ล้อโปรแกรมที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดง นปช.ประกาศนัดชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 5 เมษายน วันเดียวกับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ก็นัดประชุมแกนนำม็อบ “กำนัน” เพื่อวางแผนเผด็จศึกรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

สะท้อน “การข่าวเชิงลึก” น่าจะไม่ธรรมดา

โดยปรากฏการณ์จึงทำให้ “ทีมการเมืองไทยรัฐ” ต้องจับตาการขยับของท็อปบูตไม่กะพริบ

ที่แน่ๆโดยรูปการณ์ความเคลื่อนไหวของเกมมวลชนที่จะพัฒนาไปสู่ความรุนแรงมันก็มีเค้าอยู่

จาก “ปมหัวเชื้อ” ที่จ่อชนวนคาไว้

กับเงื่อนไขการตัดสินตามเหลี่ยมกฎหมายขององค์กรอิสระที่ต้อนนายกฯยิ่งลักษณ์และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้าไปอยู่ในมุมอับ

ใกล้ “พับฐาน” อำนาจรัฐจ่อหลุดมือเข้าไปทุกที

โดยจุดพลิกผันโฟกัสไปที่คดีละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อนุญาตให้สอบเพิ่มพยานอีกแค่ 3 ปาก จากที่ทีมทนายของนายกฯยิ่งลักษณ์ขอไป 11 คน

น่าจะสุดหนทางยื้อกันได้เท่านี้

แต่อย่างไรก็ดี หากโดน ป.ป.ช.ฟันว่าผิดจริง เบื้องต้นนายกฯยิ่งลักษณ์ก็แค่พักการปฏิบัติหน้าที่ โดยกระบวนการต่อไปก็ต้องเข้าสู่กระบวนการถอดถอนในที่ประชุมวุฒิสภา

และล่าสุดก็เพิ่งเลือกตั้ง ส.ว.จาก 77 จังหวัด ที่เต็มไปด้วยขุมข่ายของพรรคการเมือง ตามท้องเรื่องน่าจะมีผลต่อตัวเลขถอดถอนที่ต้องใช้เสียง 3 ใน 5 หรือ 90 เสียงจาก ส.ว. 150 คน

ผลสุดท้ายก็ไม่แน่ว่าจะล้างบาง “ยิ่งลักษณ์” ได้

เอาเป็นว่า ปลายทางคดีจำนำข้าวต้องว่ากันอีกยาว ยังไม่ได้บทสรุปในเวลาอันใกล้

แต่ที่ลัดคิวมาเลยก็คือปมโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากเก้าอี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ศาลปกครองตัดสินว่ากระบวนการโยกย้ายมิชอบด้วยกฎหมาย

ตามจังหวะที่ศาลรัฐธรรมนูญลงมติด้วยคะแนนเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 รับพิจารณาคำร้องที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ยื่นเรื่องให้ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา

ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯและ รมว.กลาโหม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 268 หรือไม่ จากกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้คืนตำแหน่งเลขาธิการ สมช.แก่นายถวิล

โดยให้เวลา “ยิ่งลักษณ์” ชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน

ซึ่งตามเงื่อนไข ถ้าศาลรัฐธรรมนูญฟันธงตามคำร้องของนายไพบูลย์ นายกฯยิ่งลักษณ์และ ครม. ต้องมีปัญหากับสถานะรักษาการทันที

นี่ต่างหาก เส้นทาง “ตัดตรง” ในการเคลียร์ “ยิ่งลักษณ์” ออกจากอำนาจ

และก็เป็นอะไรที่คาดการณ์ตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้าม ทั้งนายไพบูลย์ก็มั่นใจศาลรัฐธรรมนูญจะฟันนายกฯยิ่งลักษณ์

เปิดทางกระบวนการตั้งนายกรัฐมนตรี มาตรา 7

สอดรับกับนายสุเทพที่ปราศรัยบนเวที กปปส. มั่นใจ “ยิ่งลักษณ์” น่าจะปิดฉากในเวลาอันใกล้

ขณะที่พรรคเพื่อไทยและแนวร่วมคนเสื้อแดง นปช.ก็เก็งกันว่า งานนี้นายกฯยิ่งลักษณ์มีโอกาสรอดยากมาก แนวโน้มสูงที่จะซ้ำรอยกรณีของอดีตนายกฯสมัคร สุนทร-เวช ที่โดนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ตกจากเก้าอี้ จากคดีทำกับข้าวโชว์ทางทีวี

ไม่ใช่แค่กระแสในเมืองไทย แม้แต่การวิเคราะห์ของสำนักข่าวใหญ่ระดับโลกอย่างรอยเตอร์ ก็ย้อนเทียบข้อมูลที่ผ่านมา 8 ปี

ศาลรัฐธรรมนูญไม่เคยปรานีตระกูล “ชินวัตร”

ทุกฝ่าย “แทงหวย” แนวโน้มคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญน่าจะไม่เป็นผลดีกับพรรคเพื่อไทย

สถานภาพของนายกฯยิ่งลักษณ์ร่อแร่เต็มที

และจริงๆเลยก็เก็งกันไว้อยู่แล้ว สำหรับเครือข่ายของฝ่ายอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ประเมินได้จากการขยับจังหวะเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง นปช.

ที่เดินเกมกระตุกพลังล้อกับกระบวนการพิจารณาขององค์กรอิสระ

ขู่กันเป็นนัย พร้อมอาละวาดทันทีถ้าตัดสินแบบมุ่งให้โทษเฉพาะนายกฯยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย เป็นไปในทางให้คุณกับม็อบ กปปส.และฝ่ายต้านรัฐบาล

ปรับยุทธศาสตร์เพิ่มอำนาจต่อรองกันใหม่ แทนอำนาจรัฐที่ใกล้หลุดมือ

แพ้ทางกฎหมาย ก็โหมไฟกฎหมู่สู้กันเลย

“ทีมการเมืองไทยรัฐ” ประเมินสถานการณ์นานกว่า 5 เดือนเข้าไปแล้ว ที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ต้องอยู่ในท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งการชุมนุมทางการเมืองที่ไม่จบไม่สิ้น

ประเทศขาดช่วง รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินไม่เต็มไม้เต็มมือ

ปัญหาก็คือทุกอย่างตกอยู่ในภาวะชะงักงันหมด

นักลงทุนหดหาย ความเชื่อมั่นถดถอย กระเทือนถึงภาวะเศรษฐกิจ ที่ภาคธุรกิจเริ่มพูดถึงคำว่า “อยู่ไม่ได้” ถ้าวิกฤติการเมืองยังไม่จบภายในระยะเวลาอันใกล้

มีหวังได้หายนะกันทั้งประเทศ

ทุกฝ่ายหวังให้เกิด “จุดเปลี่ยน” เกมอำนาจขึงพืดเสียที

แต่ตามรูปการณ์ก็อย่างที่เห็นกัน อาการดึงดันยังคงไม่ลดละแต่อย่างใด

ต่างฝ่ายต่างมองกฎหมายเป็นแค่เครื่องมือทางการเมือง

ฝ่ายที่ถือหางกระบวนการตัดสินขององค์กรอิสระ อย่างกลุ่ม กปปส. พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่ม 40 ส.ว. ก็โหมประโคมกระแสเลยว่า เป็นเพราะนายกฯยิ่งลักษณ์ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกระทำผิดจริง มีพฤติการณ์เลวร้ายถึงโดนองค์กรอิสระจัดการตามกระบวนยุติธรรม

ถ้าบริสุทธิ์จริงทำไมถึงปฏิเสธกฎหมาย

ตีปี๊บเชียร์ให้องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. เร่งลงดาบ “ยิ่งลักษณ์” ในเร็ววัน

มุ่งหักด่าน เปิดทางนายกฯมาตรา 7

ขณะที่ฝ่ายที่กำลังโดนตัดสินให้ผิด รัฐบาลพรรคเพื่อไทย แนวร่วมเสื้อแดงก็โวยวายแนวร่วมฝ่ายต่อต้านใช้องค์กรอิสระเป็นเครื่องมือทำลายล้างคู่แข่งทางการเมือง

ตามท้องเรื่อง “ยุติธรรมสองมาตรฐาน”

ประจานยุทธศาสตร์สมรู้ร่วมคิดกันทั้งองค์กรอิสระ ม็อบ กปปส. พรรคประชาธิปัตย์ ขุมข่ายอำมาตย์ ใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.ล้มกระดาน “ยิ่งลักษณ์”

เคลียร์เส้นทางตั้งนายกรัฐมนตรีมาตรา 7

แห่กระแสไปกันคนละทาง สร้างความเชื่อให้แนวร่วมไปกันคนละทิศ ผิดถูกว่ากันตามความพอใจ

เชียร์ใครก็เทความเชื่อฝ่ายนั้น

ที่สำคัญ ต่างฝ่ายต่างมีมวลชนพร้อมจะเดินยุทธศาสตร์ตามความเชื่อของฝ่ายตัวเอง

ฝั่งแนวร่วมเสื้อแดง นปช.ก็ประกาศเป็นกองกำลังคุ้มครองนายกฯยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย

ไม่ให้โดนองค์กรอิสระหักดิบง่ายๆ

ขณะที่ฝ่ายมวลชน กปปส.ก็แสดงตัวเป็นกองกำลังอารักขาองค์กรอิสระ ประกาศพร้อมคุ้มกันศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. เต็มที่

ขอให้ลุยฟันนายกฯยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย

โดยเงื่อนไขสถานการณ์ไหลมาถึงปลายทางอำนาจ “ยิ่งลักษณ์” ภายใต้คมกฎหมายขององค์กรอิสระ ลุ้นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญจ่อตัดสินคดีโยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี”

นี่คือจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

ปิดฉาก “ยิ่งลักษณ์” แต่จะเป็นจุดเริ่มของสงครามหรือไม่

ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็อย่างที่จ่าฝูงกองทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ย้ำแล้วย้ำอีกหลายครั้ง ทหารไม่อยากใช้ยาแรงในการควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง

อยากให้คู่ขัดแย้งทางการเมืองไปเจรจาแก้ปัญหากันเองภายใต้กฎหมาย

ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับกฎหมายที่เป็นกติกาการอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ให้เกิดความวุ่นวาย แต่หากคนในสังคมไม่ยอมรับข้อยุติในทางกฎหมาย

ก็ต้องกลับไปสู่ยุคเถื่อนที่ใช้กำลังตัดสินกัน

คนถือดุลอำนาจกองทัพ ออกมากระตุกเตือน เบรกเงื่อนไขไม่ให้สถานการณ์ไหลไปสู่ฉากแลกเลือด

ม็อบปะทะม็อบ ไทยชนไทย

เพราะอ่านสถานการณ์ข้ามช็อต เห็นกันอยู่ว่าจะเกิดอะไร หากทุกฝ่ายยังยึดธงตัวเองเป็นที่ตั้ง

เว้นแต่มวลชนทั้งสองข้างต้องการให้เป็นเช่นนั้น.

 

“ทีมการเมือง”

5 เม.ย. 2557 13:23 ไทยรัฐ