วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


เรือพาหนะลอยลำผ่านกาลเวลา

เรือพาหนะของโลก จากพาหนะแห่งโลกโบราณและเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มีเรือหลากหลายประเภทที่มีชื่อก้องโลก ยังมีชื่อจดจารไว้ทั้งแง่บวกและลบ หลายท่านน่าจะมีชื่ออยู่ในใจ หากเป็นเรือรบยุคก่อนก็จะนึกถึงเรือยาโมโต้ของแดนปลาดิบ หรือเรือเดินสมุทรคงไม่พ้นไททานิก สัปดาห์นี้ไทยรัฐซันเดย์ สเปเชี่ยลโดยทีมงานต่วย’ตูน จึงขอนำเสนอเรือที่ยังคงอยู่ในใจของ พวกเรือบ้าง

เริ่มต้นที่เรือแห่งโลกยุคโบราณ กองเรือของเจิ้งเหอนั้นยังตราตรึงเสมอมา จัดเป็นกองเรือโลกยุคโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกมีมา ตลอดการเดินทาง 7 ครั้งที่เจิ้งเหอออกท้องทะเลในรอบ 28 ปี แต่ละครั้งมีเรือร่วมขบวนกว่า 300 ลำ เรือใหญ่สุดนั้นมีความยาว 127 เมตร และกว้างราว 50 เมตร เรือขนาดมหึมากับลูกเรือเกือบสามหมื่นคน ทหาร ทูต นายช่างฝีมือด้านต่างๆ หมอ นักบวชในหลายศาสนา สินค้า ผ้าไหมแพรพรรณ เครื่องปั้นดินเผา บรรทุกเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าจากดินแดนที่พวกเขาไปถึง เจิ้งเหอพากองเรือนี้ไปในทุกน่านน้ำของเอเชีย ไล่เลาะเกาะแก่งสำคัญ อ้อมผ่านทางใต้ของแหลมมลายู ไปไกลถึงเมืองชายฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา

ฟังดูเหมือนง่ายในยุคที่เรานั่งเครื่องบินปรู๊ดเดียว ทว่าขณะนั้นโลกต้องตกตะลึง เรือของเจิ้งเหอประกอบขึ้นจากไม้ เทคโนโลยีชั้นสูงยังไม่เกิดขึ้น อาศัยแรงลม คลื่นจากท้องทะเลพัดไป เปี่ยมไปด้วยทักษะที่ยอดเยี่ยม มีความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ เชี่ยวชาญท้องทะเลอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

ในแผนที่ที่เจิ้งเหอได้ทำไว้ตลอดการเดินทางทุกครั้งนั้น เขาใส่ใจต่อรายละเอียด ระบุชื่อเมืองท่าต่างๆไว้ถึง 300 กว่าแห่ง ที่ตั้งเมือง สภาพเกาะแก่งต่างๆ รวมถึงพืชพรรณหรือสินค้าของถิ่นนั้นๆ กระแสน้ำและร่องน้ำในแต่ละที่ ความละเอียดอ่อนเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อนักสำรวจโลกชื่อดังในยุคต่อมา และนำมาซึ่งการค้นพบแผ่นดินใหม่ๆอีกมากมาย ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อราว 600 ปีก่อน จะมีมนุษย์สร้างเรือและเดินทางได้ไกลถึงเพียงนั้น เรือของเจิ้งเหอควรเป็นหนึ่งในเรือที่เรายังประทับใจ

จากเรือยุคโบราณมาถึงเรือผี มีหลายครั้งและหลายร้อยสำนักยกให้ ฟลายอิ้ง ดัชแมนเป็นเรือผีในตำนาน แต่ในที่นี้เราจะพูดถึงเรือปีศาจที่ชื่อว่า เบย์ชิโม่ หรือที่ชาวเอสกิโมตั้งชื่อให้ว่า เรือปีศาจแห่งอาร์กติค

เรือเบย์ชิโม่ มีภารกิจหลักคือการเดินทางขนส่งสินค้าไปกลับระหว่างแคนาดากับอลาสกา บริษัทฮัดสันส์เบย์เป็นผู้ดำเนินการ มีท่าเรือกระจาย แถบบริเวณ นั้น 8 แห่ง เพื่อนำเชื้อเพลิง อาหาร และสิ่งจำเป็นสู่อลาสกา และขนสินค้าอย่างขนสัตว์กลับมา ตลอดเส้นทาง 3,000 กว่ากิโลเมตรที่ยาวนาน ท่าม กลางมหาสมุทรอันหนาวเย็น และในวันหนึ่งเรือเบย์ชิโม่ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย

ปี 1931 หลังจากออกจากเมืองแวนคูเวอร์ เรือมุ่งไปตามเส้นทางเก่าที่เป็นมา ฤดูหนาวในปีนั้นรุนแรงกว่าปกติ กัปตันพร้อมลูกเรือ 36 คน ต้องสูญเสียหางเสือเรือจากการตะลุยน้ำแข็ง พอเมื่อตัดสินใจรอให้น้ำแข็งแตกตัว วิทยุสื่อสารกลับใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้าง หลังจากนั้นสามเดือน เรือค้างเติ่งกลางพื้นน้ำแข็งสุดลูกหูลูกตา ส่งความช่วยเหลือไปยังสถานีของบริษัทที่ไกลออกไป 700 กิโลเมตร บริษัทฮัดสันส์เบย์นำเครื่องบินเล็กมาหย่อนเสบียงไว้ให้ แล้วจากไปพร้อมกับลูกเรือส่วนหนึ่ง อีกส่วนต้องรอจนกลับภาวะปกติเพื่อนำเรือกลับ

เมื่อน้ำแข็งเริ่มแตกตัว พวกเขาก็พบกับพายุหิมะที่รุนแรง วิสัยการมองเห็นเพียงหนึ่งเมตรครึ่ง เลวร้ายขนาดนั้น หลังจากนั้นก้อนน้ำแข็งก็ดันพวกเขาไปสู่แห่งหนใดไม่มีใครทราบ จนเมื่อครั้งแรกที่พบนั้นอยู่ไกลห่างชายฝั่งเมืองพอยท์บาร์โรว์ 28 ไมล์ มีรอยรั่วด้านข้าง และคาดว่ามันจะจมลงทันทีที่ท้องทะเลคืนภาวะปกติ

แต่เปล่าเลย หกเดือนต่อมามีนักสำรวจแจ้งกลับไปยังบริษัทฮัดสันส์เบย์ว่า ได้พบเจ้าเรือเบย์ชิโม่ใกล้เกาะแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของแคนาดา เมื่อเขาขึ้นสำรวจบนเรือ ไม่พบเงาใครสักคน พบเพียงข้าวของสินค้า เขาไม่มีเครื่องมือที่จะซ่อมแซมมัน จึงปล่อยไว้ที่เดิม

ปีถัดมา ชาวเอสกิโมเห็นมันลอยลำไม่ไกลจากที่นักสำรวจพบ แต่เมื่อพวกเขาขึ้นไปสำรวจเรือก็เกิดพายุหิมะรุนแรง พวกเขาติดค้างในเรือนาน 10 วัน โดยไม่มีอาหาร

ยังคงมีคนพบเห็นเรือเบย์ชิโม่เรื่อยตามเส้นทางที่มันเคยเดินเรือ จนกระทั่ง ในปี 1969 เรือบรรทุกน้ำมันแมนฮัตตันของสหรัฐฯพบมันขณะกำลังเลื่อนหลุดจากผืนน้ำแข็งในอลาสกา นั่นหมายถึง 38 ปีหลังจากที่มันเดินเรือเที่ยวสุดท้าย... แม้ว่าเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อย่างเรื่องกระแสน้ำใต้มหาสมุทรจะพอทำให้เห็นเค้าลาง แต่ระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 38 ปี ในม่านหมอกของหิมะ จึงยังคงชวนให้เรื่องเล่านี้อยู่เรื่อยมา

ลำต่อมา เป็นเรือห้องสมุดที่เคยใหญ่ที่สุดในโลก เหมือนไม่มีอะไรที่ควรจดจำ ทว่าที่มาและภารกิจที่กระทำนั้น เราจึงยกให้เป็นอีกหนึ่งลำในดวงใจ

เรือ Doulos ดูโลส ภาษากรีกแปลว่า “ผู้รับใช้” ถูกต่อขึ้นในปี 1914 เมื่อเริ่มแรกนั้นถูกใช้ขนถ่ายหัวหอมเดินทางจากนิวยอร์กไปเท็กซัส เปลี่ยนชื่อมาสามสี่ครั้ง เรือดูโลสได้รับการบันทึกจากหนังสือกินเนสส์บุ๊กว่าเป็นเรือโดยสารทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีอายุน้อยกว่าเรือไททานิกเพียง 2 ปีเท่านั้น เรือเดินทางไปรอบโลก บนเรือนั้นเต็มไปด้วยอาสาสมัครจากประเทศต่างๆ มีการจัดนิทรรศการบนเรือ พร้อมหนังสือให้เลือกกว่า 500,000 เล่ม เดินทางไปแล้วกว่า 500 เมือง ในร้อยกว่าประเทศนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี 1977 นี้ รวมถึงเมืองไทยเราด้วย ภารกิจหลักของเรือคือการช่วยเหลือสังคมและผู้ด้อยโอกาสในประเทศต่างๆในทุกที่ที่แวะเยี่ยมเยือน ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคหนังสือ ยารักษาโรค ตลอดจนเครื่องอุปโภคบริโภคให้ผู้ขาดแคลน และยังช่วยกันซ่อมสร้างโรงเรียน โบสถ์ อีกด้วย

หน้าที่ของเรือถูกปรับเปลี่ยนไปบ้างหลังการลงทะเลครั้งแรก ใน สงครามโลกทั้งสองครั้ง โดยครั้งที่ 1 ถูกจัดให้เป็นเรือสนับสนุน และในครั้งที่ 2 มีหน้าที่เป็นเรือยามตรวจการณ์ ด้วยอายุที่มากของเรือนี่เองจึงได้รับฉายาว่า ‘หญิงชราแห่งท้องมหาสมุทร’

ปัจจุบันเรือปลดระวางแล้วเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ก่อนหน้านั้นก็มีเรือลำอื่นทำหน้าที่คล้ายกัน และขณะนี้ก็มีห้องสมุดลอยน้ำขนาดยักษ์ลำใหม่มาแทนที่ แต่ถึงอย่างไร ตลอดเวลา 30 ปีเศษที่ทำพันธกิจทั่วโลก ชื่อดูโลสก็ได้ถูกจารึกไปแล้วในความทรงจำของผู้คน ในฐานะผู้รับใช้พลเมืองโลกด้วยห้องสมุดลอยน้ำ

เรือยิ่งใหญ่โลกโบราณก็แล้ว เรือผีในตำนานก็แล้ว เรือเพื่อการเรียนรู้ก็แล้ว ขอปิดท้ายด้วยเรือแห่งความเชื่อด้านศาสนา และเป็นตำนานตลอดกาลอย่างเรือโนอาห์

วารสาร The New Eden ลงรายงานชิ้นหนึ่งเป็นที่ฮือฮา โดยเฉพาะชาวคริสต์ได้หันมาให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ลงปากคำของนักบินชาวรัสเซีย เขาเล่าว่าขณะที่เขาได้บินผ่านยอดเขาอารารัตในตุรกี ก็ได้เห็นเรือใหญ่ลำหนึ่งบนยอดเขานี้เป็นการย้ำความเชื่อดั้งเดิมเรื่องเรือแห่งพระเจ้าที่โนอาห์เป็นผู้สร้าง

จนกระทั่งปี 1917 รัสเซียได้ส่งทหารไป 150 นาย ไปดูตามที่เคยได้รับการบอกเล่า เพื่อนำรายงานกลับไปทูลพระเจ้าซาร์ ทว่า หลังการปฏิวัติบอลเซลวิค หลักฐานและเอกสารต่างๆก็สาบสูญไป

เรือโนอาห์ถูกสร้างขึ้นตามคำบัญชาของพระเจ้า ทรงเห็นแล้วว่าโลกมนุษย์นั้นมีสิ่งชั่วร้ายเกิดขึ้นมาก พระองค์จึงบัญชาให้โนอาห์ต่อเรือขึ้นด้วยไม้สน ยาว 150 เมตร กว้าง 25 เมตร สูง 15 เมตร มีสามชั้น ท้องเรือนั้นบรรจุสัตว์ทุกชนิดไปอย่างละคู่ ลำเรือมีอาหารเพียงพอ นอกจากนี้ยังรวมถึงภรรยาของเขาและบุตรอีกสามคน

การล้างโลกดำเนินไปด้วยฝนอันหนักหน่วงยาวนาน 40 วันติดต่อกัน น้ำท่วมโลกยาวนาน 150 วัน ตามเรื่องราวที่ปรากฏในพระธรรมปฐมกาลนั้น เรือของโนอาร์ไปติดค้างที่ยอดเขาอารารัตซึ่งอยู่ในประเทศตุรกีปัจจุบัน เมื่อกลับภาวะปกติ จึงเท่ากับเป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของเหล่ามวลมนุษยชาติ พระเจ้ายังทรงมีพันธสัญญาแก่โนอาห์ว่า “จะไม่ทำลายบรรดามนุษย์และสัตว์โดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป...เราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาของเรา...”

คนจำนวนมากเชื่อว่าเรือโนอาห์มีจริง จึงพยายามค้นคว้าและออกสืบเรื่องราวหาพยานหลักฐานเพื่อมายืนยันความเชื่อตน นักโบราณคดีบุกตะลุยขึ้นไปตรวจสอบบนยอดเขาอารารัต นำเศษซากไม้ที่พบมาวิเคราะห์ทางกระบวนการวิทยาศาสตร์ ไม้ชิ้นนั้นมีอายุย้อนกลับไปถึง 4,800 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ในพระคัมภีร์ระบุถึงเหตุการณ์น้ำท่วม

ด้วยเหตุที่เรือโนอาห์เกี่ยวพันกับศาสนาหลักของโลก ความโกลาหลและการแอบอ้างรายวันจึงมีออกมาให้เราเห็นเรื่อยมา ว่าที่แห่งโน้นต่างหากที่เป็นจุดที่เรือจอดค้างขณะน้ำท่วมโลก บ้างก็ว่าพบร่องรอยของตัวเรือ เมื่อเร็วๆนี้เองก็มีการพบแผ่นดินเหนียวสลักด้วยอักษรรูปลิ่มในอิรัก ความยาว 60 บรรทัด ถอดออกอ่านก็ได้ความท่อนหนึ่งบรรยายรูปทรงตัวเรือว่าเป็นทรงกลมซะงั้น

บอกแล้วเรื่องยิ่งเก่ายิ่งหาความแน่นอนไม่ได้ หลักฐานปรากฏเรื่อย เรือโนอาห์ยังคงได้รับการพูดถึง รวมทั้งการค้นหาอีกต่อไป

และเร็วๆนี้ เรื่องราวของโนอาห์และเรือแห่งศรัทธาของเขา จะมาสร้าง ความตื่นตะลึงบนจอเงิน กับภาพยนตร์ “โนอาห์ มหาวิบัติวันล้างโลก” หนังฟอร์มยักษ์ ที่จะทำให้เราได้เห็นการสร้างเรือซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันทั่วโลกมานานนับพันปี พร้อมทั้งภารกิจจากบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าในการรวบรวมสรรพสัตว์นานาชนิดบนผืนโลกขึ้นไปไว้บนเรือ เพื่อรักษาเผ่า พันธุ์ของพวกมันไว้ นี่นับเป็นอภิมหาภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ผู้คนทั่วโลกจะต้องเฝ้าจับตา.

 

โดย :นฤพนธ์ สุดสวาท 

ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน

5 เม.ย. 2557 13:11 6 เม.ย. 2557 05:46 ไทยรัฐ