วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บทเรียนจากการใช้ “อำนาจ”

โดย สายล่อฟ้า

มติเอกฉันท์ของศาลรัฐธรรมนูญในการรับคำร้องที่วุฒิสมาชิกยื่นให้วินิจฉัยกรณีที่นายกฯได้มีคำสั่งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ศาลปกครองสูงสุดให้คืนตำแหน่งเลขาธิการ สมช.ว่าขัดรัฐธรรมนูญ ม.266 หรือไม่ และให้นายกฯมาชี้แจงภายใน 15 วัน

สาระสำคัญก็คือห้ามก้าวก่ายแทรกแซงแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อประโยชน์ของตนเองของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ประเด็นตรงนี้ไม่ใช่เป็นการโยกย้ายนายถวิลเพียงตำแหน่งเดียวที่อ้างเพื่อความเหมาะสมได้ แต่ปรากฏว่าเป็นการโยกย้ายตั้งแต่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี จาก ผบ.ตร.ไปเป็นเลขาธิการ สมช.และให้นายถวิลไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ

เพื่อให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป็น ผบ.ตร.

พูดง่ายๆ ว่าการย้ายนายถวิลนั้นเพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ไม่ใช่ย้ายแบบปกติทั่วไป แต่เข้าข่ายเป็นการก้าวก่าย แทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ผู้อื่นหรือพรรคการเมืองไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

ถือเป็นข้อหาหนักหนาสากรรจ์

ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะเมื่อศาลรับคำร้องแล้ว การพิจารณาเรื่องนี้ไม่ต้องใช้เวลานานนัก เนื่องจากคำสั่งศาลปกครองนั้นชัดเจนอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญก็จะส่งผลต่อนายกฯโดยตรง

คือต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีไม่ต้องมีการถอดถอน

เมื่อนายกฯต้องพ้นจากตำแหน่งก็เท่ากับว่า ครม.ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะด้วย เพราะการโยกย้ายแต่งตั้งจะต้องผ่านความเห็นของ ครม.ด้วย ถือว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน

หากเป็นไปอย่างนั้นก็เท่ากับว่ารัฐบาลรักษาการก็ต้องพ้นจากตำแหน่งซึ่งจะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองอันจะต้องมีกระบวนการสรรหา “นายกฯคนกลาง” เพื่อตั้งรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศจนกว่าจะจัดเลือกตั้งเพื่อให้ได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศตามปกติ

ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะมีการวินิจฉัยคดีความต่างๆออกมาเป็นระยะนับแต่ชี้มูลความผิดนายนิคม ไชยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ตามมาด้วยการชี้มูลความผิดนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร

ซึ่งจะต้องเข้าสู่ขั้นตอนการถอดถอนจากวุฒิสภา

และอีกคดีคือ ป.ป.ช.ได้พิจารณาเกี่ยวกับการทุจริตรับจำนำข้าวและนายกฯ ตั้งข้อกล่าวหานี้ว่าเพิกเฉยปล่อยให้มีการทุจริตรับจำนำข้าวจนทำให้รัฐเสียหายหลายแสนล้านบาท  แต่ยังอยู่ในขั้นตอนที่ให้นายกฯมาชี้แจงข้อกล่าวหา

นายกฯได้เดินทางไปชี้แจงด้วยตนเองพร้อมกับยื่นเอกสารชี้แจงว่า ต้องการให้ ป.ป.ช.พิจารณาด้วยความเป็นธรรม อย่าสองมาตรฐานและได้ขอให้เพิ่มพยานอีก 11 คน รวมถึงเอกสารเพิ่มเติมอีกชุดหนึ่ง

ป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วให้พยานเข้าชี้แจงเพิ่มเติมได้เพียง 3 คน

นั่นเท่ากับการผ่อนปรนให้นายกฯและทอดระยะเวลาออกไปอีกระยะหนึ่งก่อนที่จะมีการชี้มูลความผิดซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย หากมีความผิดก็ต้องเข้ากระบวนการถอดถอนต่อไป

แน่นอนว่าในสภาพการเมืองที่เห็นและเป็นอยู่นั้นการที่ศาลและองค์กรอิสระได้พิจารณาคดีความต่างๆออกมาอย่างต่อเนื่องนั้นย่อมทำให้ฝ่ายรัฐบาลเห็นว่าเป็นความพยายามของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล

เพื่อ “ล้มรัฐบาล” อย่างเป็นขบวนการ

แต่ในข้อกฎหมายนั้นเป็นหน้าที่ของศาลและองค์กรอิสระที่พิจารณาด้วยข้อเท็จจริงที่ยึดโยงกับกฎหมายที่เป็นเหตุเป็นผล

นั่นก็เป็นเพราะว่าเวลาทำไม่คิด คิดแต่ว่ามีเสียงข้างมากจะทำอะไรก็ได้.

"สายล่อฟ้า"

3 เม.ย. 2557 12:27 ไทยรัฐ