วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยังไม่พบ 'ไวรัสอีโบลา' ในไทย ห่วงคนเดินทางไปประเทศเสี่ยง

กระทรวงสาธารณสุข เผยไทยยังไม่พบผู้ป่วย "ไวรัสอีโบลา" ชี้ประเทศเรามีความเสี่ยงต่ำ แต่ไม่ประมาทสั่งเฝ้าระวังป้องกัน 3 มาตรการ แนะประชาชนที่เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง หากมีไข้สูง ปวดหัวรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และช่องท้องรุนแรงหลังเดินทางกลับ ขอให้สงสัยและรีบมาพบแพทย์เป็นการด่วน...

ตามที่มีรายงานข่าวพบ "เชื้อไวรัสอีโบลา" ระบาดในประเทศสาธารณรัฐกินี องค์การอนามัยโลก สรุปยอดผู้ป่วย ณ วันที่ 27 มีนาคม 2557 ยืนยันพบผู้ป่วย 106 ราย เสียชีวิต 66 ราย คิดเป็นอัตราตายร้อยละ 64 ปัจจุบันโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีรักษา โดยเชื้อไวรัสอีโบลา สามารถแพร่ระบาดได้จากการสัมผัสเลือด อุจจาระ หรือเหงื่อของผู้ป่วยโดยตรง หรือมีเพศสัมพันธ์ หรือสัมผัสศพผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ โดยไม่มีการป้องกัน

ในส่วนของประเทศไทย นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ที่ผ่านมา ไทยยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola) และแม้ว่าไทยจะมีความเสี่ยงต่อโรคนี้ต่ำก็ตาม แต่ก็ไม่ประมาท กระทรวงฯ ได้จัดระบบเฝ้าระวังและป้องกันโรคนี้ 3 มาตรการหลัก ได้แก่ 

1. ให้สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ติดตามสถานการณ์ความคืบหน้าจากองค์การอนามัยโลก ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เฝ้าระวังผู้ป่วยโดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือคนไทยที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค เนื่องจากโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและไม่มียารักษาโรคเฉพาะ จึงต้องอาศัยระบบการเฝ้าระวังและการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว ซึ่งไทยมีความเข้มแข็งในเรื่องนี้เป็นอย่างดี หากพบผู้ป่วยมีอาการอยู่ในข่ายสงสัยให้รายงานทันที 

2. ให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตรียมความพร้อมในการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ

และ 3. มาตรการดูแลรักษาหากมีผู้ป่วยที่มีอาการในข่ายสงสัย โดยใช้มาตรฐานเดียวกับการดูแลผู้ป่วยโรคติดต่อที่มีอันตรายสูง เช่น ไข้หวัดนก โรคซาร์ส ซึ่งโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศมีความพร้อมอยู่แล้ว

ด้าน นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคอีโบลา เป็นกลุ่มโรคไข้เลือดออกชนิดหนึ่ง เป็นโรคติดเชื้อจากไวรัสชนิดเฉียบพลันรุนแรงที่มีอัตราป่วยตายสูง อัตราการแพร่ระบาดสูงและเร็ว มีอัตราตายค่อนข้างสูงคือร้อยละ 50-90 เชื้อมีระยะฟักตัว 2-21 วัน อาการของผู้ป่วยคือมีไข้สูงทันที อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ และปวดศีรษะมาก ตามด้วยอาการเจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย และมีผื่นนูนแดงขึ้นตามตัว ในรายที่รุนแรง หรือในบางรายที่เสียชีวิตจะมีอาการเลือดออกง่าย โดยมักเกิดร่วมกับภาวะตับถูกทำลาย ไตวาย มีอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง และช็อก อวัยวะหลายระบบเสื่อมหน้าที่ ขณะนี้องค์การอนามัยโลก ยังไม่มีคำแนะนำห้ามเดินทางเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง อย่างไรก็ดี ผู้ที่เดินทางกลับจากพื้นที่ที่มีการระบาดโรคชนิดนี้ หากมีอาการป่วยคล้ายอาการที่กล่าวมา ขอให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทางให้แพทย์ทราบด้วย เพื่อให้การดูแลป้องกันการเสียชีวิต

นายแพทย์โสภณ กล่าวต่อว่า เชื้อไวรัสอีโบลา ติดต่อกันได้จากการสัมผัสเลือด อุจจาระ หรือเหงื่อของผู้ป่วยโดยตรง หรือมีเพศสัมพันธ์ หรือสัมผัสศพผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ โดยไม่มีการป้องกัน ดังนั้น การป้องกันโรคอีโบลา ผู้ติดเชื้อโรคนี้ต้องงดมีเพศสัมพันธ์หลังการเจ็บป่วยเป็นเวลา 3 เดือน หรือจนกระทั่งตรวจไม่พบไวรัสในน้ำอสุจิ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ โทร. 0-2590-3159, 3538 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422                                                                                

ทั้งนี้ เชื้อไวรัสอีโบลาเริ่มพบครั้งแรกที่ประเทศซูดาน เมื่อ พ.ศ.2519 และมีรายงานผู้ป่วยในประเทศยูกันดา เมื่อ พ.ศ. 2543 จำนวน 425 ราย เสียชีวิต 224 ราย นับเป็นการระบาดที่ใหญ่ที่สุดของโรคอีโบลา ต่อมาใน พ.ศ.2544 มีรายงานผู้ป่วยในประเทศกาบอง และประเทศสาธารณรัฐคองโก จนถึงธันวาคม พ.ศ.2552 มีรายงานผู้ป่วยอีโบลาทั้งสิ้น 1,850 ราย เสียชีวิต 1,200 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 64 ต่อมาในปี 2553 มีรายงานการติดเชื้ออีโบลาสายพันธุ์เรสตัน ในสุกรในประเทศฟิลิปปินส์ ร่วมกับมีผู้ป่วย 6 ราย ซึ่งเป็นพนักงานในโรงฆ่าสัตว์ที่สัมผัสกับสุกร จึงเป็นครั้งแรกที่เริ่มมีการสงสัยการแพร่เชื้อจากสุกรมายังมนุษย์ แต่ยังไม่มีการพิสูจน์ความเชื่อนี้แต่อย่างใด.

 

 

 

 

 

 

กระทรวงสาธารณสุข เผยไทยยังไม่พบผู้ป่วย "ไวรัสอีโบลา" ชี้ประเทศเรามีความเสี่ยงต่ำ แต่ไม่ประมาทสั่งเฝ้าระวังป้องกัน 3 มาตรการ แนะประชาชนที่เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง... 2 เม.ย. 2557 11:06 ไทยรัฐ