วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ต้องอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน

ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีเมื่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจง กรณีที่ถูก นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวหาว่า ไม่ให้ความเป็นธรรม เร่งรัดคดี ใช้เวลาไต่สวนแจ้งข้อกล่าวหาในเวลาเพียง 21 วัน   และ กล่าวหาว่า ป.ป.ช.เป็นคู่กรณีเสียเอง จากกรณีที่ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหา นายกฯยิ่งลักษณ์ ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

การชี้แจงชัดเจนอย่างนี้ ประชาชนจะได้รู้ความจริง ป.ป.ช.มีสองมาตรฐานหรือไม่

ความจริง นักการเมืองและข้าราชการทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการตัวเล็กๆตัวใหญ่ๆ รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ล้วนต้องอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน  ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเล็กหรือกฎหมายใหญ่ เพียงแต่ในเมืองไทย ไม่ค่อยมีนักการเมือง รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในความผิดต่างๆเหมือนประเทศที่เจริญแล้ว การดำเนินคดีกับรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่

มาดูข้อเท็จจริงกันครับ ป.ป.ช.แก้ข้อกล่าวหาของนายกรัฐมนตรีว่าอย่างไร

ประเด็น ป.ป.ช.เร่งรีบแจ้งข้อกล่าวหารวดเร็วภายในเวลาเพียง 21 วัน ป.ป.ช.ชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง แต่ ป.ป.ช.ใช้เวลาในการไต่สวนข้อเท็จจริง จนกระทั่งให้ นายกฯยิ่งลักษณ์ มารับทราบข้อกล่าวหา ใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ปี 10 เดือน (ประมาณ 665 วัน) ไม่ใช่ 21 วัน

เริ่มตั้งแต่อนุกรรมการไต่สวนกรณีกล่าวหา นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์ เกี่ยวกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าว  การไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ได้กำหนดให้มี นโยบายโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว ก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของประเทศ จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ จะปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

คณะอนุกรรมการไต่สวน จึงรายงานให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา และมีมติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะเป็นองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยนำไปรวมกับกรณีร้องขอให้ถอดถอน นายกฯยิ่งลักษณ์ ออกจากตำแหน่งนายกฯ เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวทั้งหมดนี้ใช้เวลา 1 ปี 10 เดือน ไม่ใช่แค่ 21 วัน

ประเด็นที่ นายกฯยิ่งลักษณ์ กล่าวหา ป.ป.ช.ว่า ป.ป.ช.เข้ามาเป็นผู้กล่าวหาในคดีนี้ ทำให้กลายเป็นคู่กรณีกับผู้ถูกกล่าวหาเสียเอง แทนที่จะเป็นคนกลางที่อำนวยความยุติธรรม

ป.ป.ช.ชี้แจงว่า ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 66 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีเหตุอันควรสงสัย หรือมีผู้กล่าวหา ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่นๆร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยเร็ว โดยไม่มีการยกเว้นเรื่องหนึ่งเรื่องใดทั้งสิ้น

ดังนั้น เมื่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงว่า มีเหตุอันควรสงสัยว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ ได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามข้อ 1. จึงต้องดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงถือว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ ได้รับความยุติธรรมภายใต้กฎหมายดังกล่าว เท่าเทียมกับผู้ถูกกล่าวหาทุกราย

ก็ถือเป็นคำชี้แจงที่รับฟังได้ และหวังว่า ป.ป.ช. จะ เร่งดำเนินคดีทุจริต คดีทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทุกคดี ให้มีความรวดเร็ว เพราะยิ่งทำคดีช้าประเทศยิ่งเสียหายมาก

ก่อนจบบทความนี้มีข่าวว่า นายกฯยิ่งลักษณ์  ได้เดินทางไปชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ด้วยตัวเองตามกำหนดเวลาแล้ว ก็ต้องรอฟังผลต่อไป จะออกหัวหรือออกก้อย.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

2 เม.ย. 2557 09:24 3 เม.ย. 2557 05:09 ไทยรัฐ


advertisement