วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

  • Share:

“การพัฒนาคนให้เป็นกำลังของชาติที่มีประสิทธิภาพเป็นเรื่องควรทำวิธีการสร้างคนให้ดีที่สุดคือการให้การศึกษา...ในแวดวงชีวิตของฉันแต่ไหนแต่ไรมามีอยู่สองประการคือวงการวิชาการแวดวงของครูบาอาจารย์ผู้รู้ในสาขาวิชาต่างๆทั้งในสายศิลปวัฒนธรรมและเทคโนโลยีกับอีกวงการคือเรื่องของการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้างานที่เห็นพ่อแม่ทำมาตลอดตั้งแต่รู้ความคือการทำให้ผืนแผ่นดินและทุกคนในแผ่นดินมีความเจริญรุ่งเรืองเน้นหนักในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสผู้ที่มีความทุกข์ยากเราคลุกคลีอยู่กับคนที่ลำบากยากแค้นหาทางบรรเทาความเดือดร้อนของคน...การเรียนรู้จักบุคคลต่างๆสรรพวิทยาที่ได้พบให้เวลาเป็นพันเป็นหมื่นปีก็ยังไม่พอจะเรียนรู้ได้ทันชีวิตเราคงไม่ถึงร้อยปีทุกๆวันที่ผ่านมาก็มีความตื่นตาตื่นใจที่อยากไขว่-คว้าแสวงหาข้าพเจ้าจึงพยายามทำความเข้าใจกับเรื่องราวต่างๆที่ได้พบเห็นได้ยินคำบอกเล่าอ่านจากหนังสือ...” พระราชดำรัสดังกล่าวใน  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีสะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงความเป็นเจ้าฟ้านักพัฒนาและนักการศึกษาตลอดชีวิตที่ทรงอุทิศพระองค์อย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อแสวงหาความรู้และนำวิชาความรู้ทั้งหลายมาบำเพ็ญพระองค์ให้เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง

ตั้งแต่ทรงพระเยาว์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีทรงสัมผัสและซึมซับภาพการทรงงานหนักเพื่ออาณาประชาราษฎร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถโดยขณะที่มีพระชนมายุ 6 เดือนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเพิ่งเริ่มต้นพระราชภารกิจสำคัญคือการเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรอย่างเป็นทางการทั่วประเทศโดยเริ่มจากการเสด็จฯเยือน 13 จังหวัดในภาคอีสานเป็นเวลา 20 วันตามด้วยการเสด็จฯไปยังภาคเหนือ 10 จังหวัดและภาคใต้ 13 จังหวัด

เมื่อทรงเจริญพระชนมายุสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีก็ทรงใฝ่พระทัยในการทรงงานต่างๆสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถนอกจากจะทรงเป็นราชเลขานุการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงแบ่งเบาพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั่วทุกด้านทั้งด้านการเกษตรชลประทานการศึกษาและการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจหลายประการอันเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งมูลนิธิสายใจไทยช่วยเหลือทหารตำรวจและพลเรือนที่บาดเจ็บพิการจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติการริเริ่มโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันของนักเรียนในชนบทห่างไกลและให้การอุปการะการศึกษาแก่นักเรียนนักศึกษาที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

การติดอาวุธทางปัญญานำทางไปสู่การพัฒนาคนเพื่อเป็นกำลังของชาติถือเป็นพระราชภารกิจหลักที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีทรงมุ่งเน้นเป็นอย่างยิ่งเพราะทรงตระหนักดีว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาย่อมจะต้องแสวงหาความรู้และการศึกษาทุกรูปแบบเพื่อให้ได้มาซึ่ง “ปัญญา” ที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาที่เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ทรงเปรียบปัญญาเป็นดุจแสงสว่างว่า...“ตามหลักวิทยาศาสตร์คนและสัตว์จะมองเห็นสิ่งต่างๆได้นั้นต้องมีแสงสว่างเช่นถ้าเรานำเอาขวดใบหนึ่งไปตั้งไว้ในห้องมิดชิดแสงสว่างลอดเข้ามาไม่ได้แม้เราจะรู้ว่ามีขวดอยู่ในห้องก็จริงแต่เราก็ไม่สามารถมองเห็นขวดได้เนื่องด้วยแสงสว่างจากนอกห้องไม่สามารถลอดเข้ามาในห้องแต่ “ปัญญา” นั้นไม่ว่าจะอยู่ที่ใดเวลาใดย่อมสามารถส่องนำทางแก่มนุษย์ได้แสงธรรมดาจากดวงอาทิตย์ดวงไฟหรือแหล่งกำเนิดอื่นๆก็ตามไม่อาจทำให้บุคคลที่สายตาพิการมองเห็นได้แต่แสงแห่งปัญญาอาจทำให้ทุกคนมองเห็นได้...”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีทรงตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาทุกรูปแบบมิได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียนโดยมีสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงเป็น “ครู” พระองค์แรกทรงสอนให้อ่านวรรณคดีไทยและหนังสือภาษาอังกฤษทรงจดและทรงท่องคำศัพท์ทรงเปียโนทรงสวดมนต์และทรงอ่านหนังสือพุทธศาสนาทรงเล่าไว้ในบทพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งว่า...“เวลาไหนที่พอจะมีเวลาไม่มีพระราชกิจสมเด็จแม่ทรงใช้เวลาไปในการอบรมพวกเราเสมอการอบรมทรงมีมาตรการหลายอย่างที่ได้ผล... สมเด็จแม่ทรงสอนให้รู้จักอดทนและภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติที่ด้อยโอกาสและมีความละอายใจถ้าไม่สามารถปฏิบัติตามหน้าที่ได้”

 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีทรงสนพระทัยที่จะส่งเสริมและพัฒนาให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้ใหญ่และตั้งแต่ผู้ไม่รู้หนังสือไปจนถึงผู้เรียนจบปริญญาให้ใส่ใจแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องแม้แต่พระองค์เองก็มิเคยหยุดนิ่งที่จะแสวงหาความรู้ใหม่ๆมาเติมปัญญา

“ท่านผู้หญิงอังกาบบุณยัษฐิติ” อาจารย์ใหญ่โรงเรียนจิตรลดาถ่ายทอดความประทับใจที่มีต่อ “เจ้าฟ้านักพัฒนา” ผู้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาคนเพื่อพัฒนาชาติว่าทรงสนพระทัยในเรื่องพัฒนาการศึกษาเป็นอย่างมากโดยทรงเล็งเห็นว่ารากฐานการศึกษาที่ดีต้องเริ่มตั้งแต่เล็กๆทรงอยากให้ประชาชนทุกคนมีความรู้โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดารและโรงเรียนตามชายแดนเพราะทรงเชื่อมั่นว่าถ้าคนมีความรู้ที่ดีประเทศชาติก็จะพัฒนาหลักสำคัญของการศึกษาที่ทรงเน้นย้ำคือความใกล้ชิดครูกับนักเรียนต้องใกล้ชิดกันครูมีหน้าที่ต้องดูแลนักเรียนทุกอย่างไม่ใช่ออกจากห้องเรียนแล้วจบกันแม้พระราชกรณียกิจจะรัดตัวแต่ทุกครั้งที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯพระองค์จะทรงแนะนำว่าควรเสริมวิชาใดให้นักเรียนจิตรลดาปัจจุบันโรงเรียนจิตรลดาเปิดสอนตั้งแต่อนุบาลจนถึงอนุปริญญาพระองค์ก็ทรงแนะนำให้ขยายการเรียนการสอนไปถึงระดับปริญญาตรีโดยจะเปิดวิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดาในเดือนส.ค.นี้สอนหลักสูตรต่างๆทั้งการตลาด, คอมพิวเตอร์ธุรกิจและสายอุตสาหกรรมสิ่งที่พระองค์ทรงให้ความสนพระทัยไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาแต่ยังรวมถึงทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนทรงใช้เวลาทุกนาทีอุทิศพระองค์ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ

ความเป็นปราชญ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเกิดจากทรงใฝ่แสวงหาความรู้ตลอดเวลาทรงสนพระทัยศึกษาหาความรู้หลากหลายด้านโดยมีพื้นฐานจากพระนิสัยที่โปรดการอ่านเป็นชีวิตจิตใจทรงรอบรู้ในศิลปวิทยาการมากมายโดยเฉพาะด้านวรรณคดีทั้งไทยและต่างประเทศนอกจากจะทรงศึกษาวรรณคดีอย่างแตกฉานลึกซึ้งแล้วยังทรงเป็นนักประพันธ์และกวีที่มีบทพระราชนิพนธ์มากมายกว่า 135 เรื่องทั้งสารคดีและบันเทิงคดีร้อยแก้วและร้อยกรองบทความและงานวิจัยโดยจากบทพระราชนิพนธ์สั้นขณะทรงพระเยาว์ได้พัฒนาเป็นบทพระราชนิพนธ์เรื่องยาวที่หลากหลายทั้งด้านเนื้อหาและรูปแบบซึ่งล้วนแล้วแต่ทรงคุณค่าเป็นที่ประจักษ์ในแวดวงวรรณกรรมทรงเริ่มหัดแต่งโคลงกลอนตั้งแต่ทรงศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และมีพระราชนิพนธ์พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกขณะพระชนมายุเพียง 12 พรรษา

ในฐานะพระสหายคณะอักษรศาสตร์จุฬาฯรุ่น 41 ซึ่งถวายงานรับใช้ด้านการพิสูจน์อักษรบทพระราชนิพนธ์หลากหลายประเภทมาอย่างต่อเนื่อง “รศ.ศุภรัตน์เลิศพาณิชย์กุล” และ “ผศ.ดร. สุกัญญาบำรุงสุข” บอกเล่าถึงพระอัจฉริยภาพของ “เจ้าฟ้านักประพันธ์” ว่านอกจากจะทรงมีพระปรีชาสามารถมากในด้านภาษาพระองค์ยังทรงเป็นนักการศึกษาตลอดชีวิตคือแสวงหาความรู้ใหม่ๆมาเติมปัญญาอยู่เสมอทำให้ทรงมีความรอบรู้ทั่วทุกด้านสิ่งต่างๆที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นล้วนมาจากประสบการณ์จริงที่ไปพบเจอมาทรงมีพร้อมทั้งความเป็นนักอักษรศาสตร์นักการศึกษาและนักวิชาการไม่ว่าจะทรงพระราชนิพนธ์ผลงานประเภทใดก็จะทรงค้นคว้าหาข้อมูลอย่างเจาะลึกละเอียดลออพระองค์ทรงงานเพื่อประชาชนและเด็กยากไร้ในถิ่นทุรกันดารขณะเดียวกันก็ทรงให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาคนให้มีโอกาสทางการศึกษาและโภชนาการอย่างเท่าเทียมกัน

ในความพยายามที่จะช่วยพัฒนาประเทศชาติและสังคมไทยพระองค์มิได้ทรงคิดแล้วสั่งการให้หน่วยงานราชการหรือเอกชนดำเนินการเท่านั้นแต่ยังทรงพิจารณาถึงปัญหาแสวงหาแนวทางเพื่อดำเนินการและทรงลงมือแก้ปัญหาด้วยพระองค์เองผ่านการจัดตั้งโครงการส่วนพระองค์มากมายที่ทรงริเริ่มขึ้นเป็นโครงการนำร่องเพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาในอนาคตเช่นโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันทรงเห็นว่าประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำแต่ยังมีคนอดอาหารและบริโภคไม่ถูกหลักโภชนาการอีกมากโดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดารตามแนวชายแดนจึงจัดทำโครงการขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กๆที่ขาดแคลนอาหารตามโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในกลุ่มเป้าหมายหลักโดยส่งเสริมควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพของประชาชนให้มีอาชีพอิสระผ่านการจัดตั้งโรงเรียนผู้ใหญ่พระตำหนักสวนกุหลาบหรือวิทยาลัยในวังเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวอย่างสุจริต

การพัฒนาประชาชนให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยลำแข้งตัวเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงโดยมีการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญนับเป็นอีกหนึ่งพระราชภารกิจที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีทรงอุทิศพระองค์เพื่อตามรอยเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า...“ในท้องที่ห่างไกลการคมนาคมนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นให้ประชาชนสามารถยืนอยู่ได้เองโดยพึ่งปัจจัยภายนอกน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องข้าวทุกๆคนต้องกินข้าวเราต้องทำทุกวิถีทางให้เกษตรกรมีข้าวพอกินและมีงานอาชีพในการผลิตสิ่งต่างๆที่แน่ใจว่าจะขายได้เพื่อให้ได้เงินมาซื้อของจำเป็นที่เราผลิตเองไม่ได้นอกจากนั้นจะต้องให้ประชาชนมีสุภาพอนามัยดีช่วยรักษาพยาบาลอุปการะผู้เจ็บป่วยต้องช่วยให้มีโอกาสได้เข้ารับการศึกษามีความรู้อย่างน้อยให้อ่านออกเขียนได้สามารถอ่านเอก-สารของทางราชการเพื่อรับความรู้ทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ...การรู้หนัง-สือเป็นความจำเป็นสำหรับทุกชาติที่กำลังพัฒนาตลอดจนเป็นกิจกรรมที่ต้องร่วมมือกันส่งเสริมให้บรรลุผลให้ได้ถ้าปราศจากพื้นฐานการรู้หนังสือของประชาชนในประเทศแล้วความพยายามในการดำเนินการพัฒนาคงไร้ผลการรู้หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการที่จะนำไปสู่จุดมุ่งหมายอันสูงสุด...”

ในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายนศกนี้ขอน้อมเกล้าฯถวายพระพรให้ทรงพระเกษมสำราญและทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

 

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

 

ทีมข่าวหน้าสตรี

 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้