วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'นิด้า'เปิดเวทีถกประเด็นพัฒนาองค์ความรู้ไทยเตรียมรับอาเซียน

นิด้าเปิดเวทีเสวนา เตรียมพร้อมศักยภาพ 'พัฒนบริหารศาสตร์'สู่ประชาคมอาเซียนในโอกาสครบรอบ 48 ปี เปิดพื้นที่อภิปราย 12 สาขาวิชา ระดมความคิดเห็นเพื่อการพาประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างมั่นคง...

เวทีเสวนาในโอกาสครบรอบ 48 ปี สถาปนาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มีการเปิดเวทีแสดงความคิดเห็นและปาฐกถาพิเศษเรื่อง "พัฒนบริหารศาสตร์ในบริบทอาเซียน''

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร กล่าวแสดงความคิดเห็นในปาฐกถาพิเศษว่า ความไร้พรมแดนของโลกในปัจจุบัน โลกโลกาภิวัตน์มีบทบาทกับทุกคนอย่างมาก ที่สำคัญการก่อเกิดของโลกไซเบอร์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ดังนั้น การปรับตัวบริหารนโยบายทั้งเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะสังคมในที่นี้ ทั้งการศึกษาและสาธารณสุข ต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างมาก ส่วนนี้เป็นสาเหตุของการรวมกลุ่มกัน เพื่อสามารถสร้างการต่อรองแข่งขันในตลาดโลก การรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนที่เกิดขึ้นต้องการให้เกิดความเข้มแข็งเพื่อการแข่งขันทั้งกับจีน ยุโรป เพื่อประโยชน์ในส่วนของเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ฯลฯ 

เป้าหมายเดิมของประเทศที่เพิื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในได้เปลี่ยนไปสู่เป้าหมายเพื่อสร้างการแข่งขันทั้งในประชาคมของตัวเองและในเวทีีการลงทุนของโลก ทำให้เกิดการจำกัดบางส่วนของนโยบายประเทศ เดิมเคยใช้ระบบภาษีอากรของประเทศ เพื่อเป็นเครื่องช่วยในการกระจายรายได้ แต่เมื่อโลกาภิวัตน์เข้ามีอิทธิพล นโยบายภาษีไม่สามารถเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการขับเคลื่อนระบบอีกต่อไป เมื่อภาษีทำหน้าที่อย่างเดียว คือ หารายได้ให้รัฐ เป้าหมายในประเด็นช่องว่างคนรวยคนจนอาจต้องยกเลิกไป เปลี่ยนเป็นการลดช่องว่างการบริโภคหรือคุณภาพชีวิต โดยสังเกตได้ว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีการพูดถึงคุณภาพชีวิต ความเท่าเทียมของภาวะความเป็นอยู่ ดังนั้นเป้าหมายที่เข้ามาจะใช้รายจ่ายการบริโภคของประชากรเป็นเครื่องมือ รัฐจะเพิ่มการใช้จ่ายการลงทุนเพิ่ม อาทิ การลงทุน Infra structure ในระบบขนส่งมวลชน การคมนาคมขนาดใหญ่ การสื่อสาร เป็นเรื่องของรายจ่ายทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่กดดันให้เกิดการปรับตัว แก้ไขบริบทต่างๆ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเองถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวตามโลกาภิวัตน์ โดยการเป็นเอกชนทำให้เกิดประสิทธิภาพที่สูงขึ้น เพิ่มโอกาสการแข่งขันมากยิ่งขึ้นต่อไป ถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องมองเห็นปัญหา และหาทางปรับตัวเพื่อตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีเวทีอภิปรายจากนักวิชาการในประเด็น พัฒนบริหารศาสตร์ในบริบทอาเซียนต่อเนื่อง โดย ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ เป็นผู้ดำเนินการอภิปรายในประเด็นนี้ร่วมกับนักวิชาการจากหลายภาคส่วน

ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด ผู้อำนวยการแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวสถานการณ์ระบบบริการของไทยและการเข้าสู่อาเซียนว่า ในอดีตเรามีความหวังจากแก๊สในอ่าวไทย จะพาประเทศก้าวไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 17 ปีผ่านไปจนถึงปัจจุบันอย่างที่ทุกคนเห็นว่าไปได้ถึงไหน ประเทศไทยต้องปรับตัวเพิ่มเติมโดยใช้หลัก Connectivity hub โดยเฉพาะในเรื่องของการท่องเที่ยว โดยทางออกที่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวเพื่อสร้างอนาคตของประเทศไทย คือการเข้ามีส่วนในบูรพาภิวัตน์ หรือประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถ้าทั้งหมดสามารถเกิดขึ้นได้จริง ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาคบริการที่สำคัญมากขึ้น โดยการพึ่งพาและดำเนินการพร้อมภาคีชาติอื่นๆ การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของภาคบริการที่จะเกิดขึ้น อาทิ คนจีนที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทยอย่างมากมายในขณะนี้ จากสถิติการเข้ามาท่องเที่ยวของคนจีนใน 10 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Travel&Tourism Competitiveness Index (TTCI) เป็นดัชนีวัดการจัดการการท่องเที่ยวโดย World Economic Forum (WEF) โดยประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีการจัดการท่องเที่ยวดีเป็นอันดับที่ 43 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยตัวชี้วัดย่อยที่น่าสนใจตัวหนึ่งคือ ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยว นั้น ไทยอยู่ในอันดับที่ 7 ในอาเซียน ซึ่งถือว่าค่อนข้างมีปัญหา แสดงให้เห็นว่า เรามีปัญหาเรื่อง Supply นักท่องเที่ยวมีจำนวนมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศที่จะสามารถรองรับได้ เรายังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นรูปธรรมในการดูแลจัดการทรัพยากรและธุรกิจบริการท่องเที่ยวของเรา ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องปรับตัวและรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วนต่อไป

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร กล่าวว่า อาเซียนในการรวมกลุ่มประชาคมถือว่าประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง เรารอดผ่านวิกฤติต่างๆ มาหลายรอบ อาทิ ต้มยำกุ้ง ฯลฯ ถือว่าอาเซียนของเรามี "แต้มต่อ" เป็นไปได้ดีพอสมควร เป็นองค์การที่ประสบความสำเร็จรองจากสหภาพยุโรป(อียู) เท่านั้น ถือได้ว่าอาเซียนมีจุดแข็งเรื่องการเมืองและความมั่นคง ในเชิงเศรษฐกิจเองถูกเรียกร้องให้มีการปรับตัวตามกระแสโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้น แต่ในเชิงการจัดการยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เป็นที่น่าสังเกตว่าทางการเมืองของประเทศในภูมิภาคอาเซียนของเรา ประสบความสำเร็จในเชิงโครงสร้างที่พัฒนามาถึงปัจจุบัน เกิดคู่เจรจา คู่สัญญาที่หลากหลาย แต่ทั้งหมดทั้งมวลยังมีวิกฤติใหม่ๆ เกิดขึ้นท้าทายประเทศสมาชิกในภูมิภาคนี้อยู่เสมอ 

ส่วนตัวมองว่าน่าจะมีองค์กรกลางที่อำนาจในการจัดการสมาชิกในประชาคม ในที่นีี้คือ สำนักงานเลขาธิการอาเซียน ควรจะได้รับการเพิ่มบทบาทและความสำคัญมากขึ้น ให้อำนาจในการจัดการเพิ่ม แม้ในทางรัฐศาสตร์อาจจะไม่เห็นด้วย แต่ในทางรัฐประศาสนศาสตร์มองว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรจะเกิดขึ้น เน้นการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพื่อการพัฒนา ถ้าการบริหารจัดการนี้สำเร็จย่อมทำให้เกิดความร่วมมือมากขึ้นได้ 

ประเทศไทยในบริบทของอาเซียนเอง ยังถือว่าขาดยุทธศาสตร์ที่ดีอยู่ เพราะกฎหมายยังไม่มีบูรณาการร่วมกัน ขาดกลไกระดับชาติ ที่สำคัญกฎหมายไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานระหว่างประเทศเท่าใดนัก นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีความเป็นชาตินิยมสูง พอไปอยู่ในความหลากหลายของวัฒนธรรมอาจมีอคติ ทัศนคติเชิงลบอยู่บ้าง และอีกประการระบบการศึกษาของไทยเองยังไม่เอื้อต่อการเปิดเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเท่าที่ควรจะเป็น แต่ปัจจุบันสังเกตได้ว่า มีการปรับตัวไปบ้างแล้ว

ด้าน นายทนง ขันทอง บรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์อาเซียน กล่าวว่า อาเซียนเป็นที่รวมของประเทศที่มีความหลากหลายมารวมกัน เมื่อภูมิภาคหนึ่งมีความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดการกระเพื่อมกระทบต่อภูมิภาคอื่นๆ ด้วย อาเซียนเป็นภูมิภาคที่หลายประเทศหมายปองที่จะเข้ามาลงทุน และทำความรู้จัก แต่ตัวประเทศไทยเองสามารถสร้างการต่อรองกับการเปิดโอกาสตรงนี้หรือไม่ เรามีข้อเสียเปรียบในเชิงนโยบายและเศรษฐกิจอยู่บ้าง แต่ภาคเกษตรของเราเองกลับโดดเด่น อนาคตไทยในอาเซียนจำเป็นต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เราอยู่ยั่งยืนได้ ลดการแทรกแซงจากต่างชาติให้ได้ การทำให้ภาคการเกษตรของเราอยู่ได้ต้องคิดหาทางกันต่อไป ส่วนตัวมองว่าอาเซียนในมุมมองของไทยต้องเดินสายกลางไม่จำเป็นต้องเป็นคนรวยหรือจน เน้นผลิตบริโภคในประเทศอย่างเต็มที่ก่อน และส่งออกให้มีอำนาจต่อรองกับต่างประเทศได้ต่อไป

ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวปิดท้ายว่า สำหรับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เรามองอาเซียนด้วยความหวัง แม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกที่ทำให้เกิดการก่อตั้งประชาคมอาเซียนขึ้นมานั้น แต่ความรู้เชิงบริหารพัฒนายังจำกัด ในไทยเองยังอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ไม่ได้มากนัก และยังไม่สามารถตอบโจทย์ปรากฏการณ์ใหม่ๆ ในสังคมได้เท่าที่ควร และนิด้าจะขอเป็นองค์กรช่วยสร้างความรู้ให้มากขึ้น โดยมีปัจจัยประกอบที่สำคัญในการสร้างองค์ความรู้คือ 1. ชัดเจน เราต้องชัดเจนในอุดมการณ์ร่วมกัน มีความหวังแม้มีอุปสรรค 2. มีผลประโยชน์ร่วมกัน ช่วยกันต่อกรกับทั่วโลกให้ได้ และสร้างมาตรฐานกลางของอาเซียน มองข้ามพรมแดน และสร้างความรู้ร่วมกัน

ต่อมาในภาคบ่ายมีการแยกกลุ่มย่อยเสวนาเสนอบทความวิชาการตามคณะต่างๆ ในประเด็นหลักตามนโยบายของคณะ 12 สาขาวิชา คือ สาขารัฐประศาสนศาสตร์เรื่อง"การศึกษาเปรียบเทียบรัฐประศาสนศาสตร์ ในกลุ่มประชาคมอาเซียน" สาขาบริหารธุรกิจเรื่อง "ความรู้ทางธุรกิจเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ" สาขาพัฒนาการเศรษฐกิจ เรื่อง"เศรษฐกิจ การเงิน และความโปร่งใสในบริบทเศรษฐกิจอาเซียน" สาขาสถิติประยุกต์เรื่อง "คลาวด์ คอมพิวติ้ง :การประยุกต์ในประเทศไทย" สาขาการบริหารการพัฒนาสังคม เรื่อง "ความครอบคลุมทางสังคม : หนทางสู่สันติสุข" สาขาการจัดการสิ่งแวดล้อม เรื่อง "ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน : ความท้าทายของอาเซียน" สาขาภาษาและการสื่อสาร เรื่อง "บทบาทของการสื่อสารในภาวะวิกฤติกับการอยู่รอดของสังคมไทย" สาขาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เรื่อง "การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในบริบทอาเซียน" สาขานิติศาสตร์เรื่อง" การกระจายอำนาจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยในอนาคต" สาขาการจัดการการท่องเที่ยว เรื่อง" การท่องเที่ยวไทยก้าวไปบนฐานความพอเพียง" สาขานิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ เรื่อง "นวัตกรรมการสื่อสารเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน" และวิทยาลัยนานาชาติ เรื่อง "Philanthropy studies and Nonprofit Management for sustainable Development"

นิด้าเปิดเวทีเสวนา เตรียมพร้อมศักยภาพ 'พัฒนบริหารศาสตร์'สู่ประชาคมอาเซียนในโอกาสครบรอบ 48 ปี เปิดพื้นที่อภิปราย 12 สาขาวิชา ระดมความคิดเห็นเพื่อการพาประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างมั่นคง... 1 เม.ย. 2557 17:08 1 เม.ย. 2557 23:11 ไทยรัฐ