วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ปู' บุกแจง ป.ป.ช. แก้คดีจำนำข้าว

'ปู' บุกแจง ป.ป.ช. แก้คดีจำนำข้าว‘ปู’บุกแจงป.ป.ช.แก้คดีจำนำข้าว

โต้ข้อหาไร้หลักฐานยันยับยั้งโกงทุกขั้นขอเพิ่มพยาน11ปากปชป.ชง5ข้อกู้วิกฤติ

“ยิ่งลักษณ์” หน้าเครียดแท็กทีมทนายบุก ป.ป.ช.แก้ข้อหาปล่อยโกงข้าว ส่งคำชี้แจง 150 หน้า โต้แหลก ป.ป.ช.จินตนาการตั้งข้อหา โดยไร้หลักฐาน อ้างจำนำข้าวนโยบายแถลงต่อรัฐสภา ไม่ใช่นโยบายของนายกฯ-ครม. หัวชนฝาไม่ได้ละเลยคำเตือน พยายามยับยั้งปิดช่องทุจริต ยื่นขอสอบพยานอีก 11 ปาก พ่วงขอขยายเวลาส่งเอกสารเพิ่มเติม ป.ป.ช.นัด 1 เม.ย.เคาะคำร้อง ปฏิเสธตั้งธงเร่งฟันนายกฯ หาทางลงให้ กปปส. กกต.โบ้ยวิกฤติการเมืองฉุดคนเลือก ส.ว.หวิว 42.78% โหวตโนพุ่ง 11.96% ทุบบัตรดีลดฮวบ กกต.หารือปมจัดเลือกตั้งใหม่ก่อนพบ 73 พรรค พท. ร่อนหนังสือบี้กาบัตรใน 45-60 วัน ปชป.ชง 5 ข้อกู้วิกฤติศรัทธา  แนะฝ่ายการเมืองจับเข่าคุยก่อนลงสนาม

กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้เรียกให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล ล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเข้าชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ด้วยตัวเอง โดยได้ยื่นเอกสารชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมให้ถ้อยคำโดยวาจา ยืนยันไม่ได้ละเลยให้เกิดการทุจริต ขอให้ ป.ป.ช.พิจารณาด้วยความเป็นธรรม

“ปู” หารือ รมต.-ทนายแจง ป.ป.ช.

วันเดียวกัน เวลา 09.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม (สป.กห.) เมืองทองธานี จากนั้นได้เรียกรัฐมนตรี อาทิ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. พาณิชย์ นายพงศ์เทพ  เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมทนายความนำโดยนายพิชิต ชื่นบาน คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง และนายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ หารือเตรียมข้อมูลเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อกรณี ข้อกล่าว หาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้มีการทุจริต โครงการรับจำนำข้าว ช่วงบ่ายที่สำนักงาน ป.ป.ช. จ.นนทบุรี

หน้าเครียดแท็กทีม ก.ม.แก้ข้อหา

ต่อมาเวลา 14.10 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เดินทางด้วยรถตู้ยี่ห้อโฟล์คสีดำ ทะเบียน ฮภ 2924 กรุงเทพมหานคร มาถึงสำนักงาน ป.ป.ช.ถนน สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี เพื่อมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในโครงการรับจำนำข้าว โดยมีรัฐมนตรีหลายคน อาทิ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ รมช.เกษตร และสหกรณ์ ร่วมคณะมาด้วย โดยมีนายธนน เวชกรกานนท์ ผวจ.นนทบุรี พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผบช.ภ.1 ให้การต้อนรับ ท่ามกลางสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศจำนวนมากมาดักรอทำข่าว ทันทีที่นายกฯเดินทางมาถึง ทีมงานรีบพยุงนายกฯลงจากรถเดินขึ้นบันได ซึ่งนายกฯมีสีหน้าเคร่งเครียดระหว่างเดินขึ้นบันได จากนั้นนั่งรถวีลแชร์เข้าไปภายในอาคารสำนักงาน ป.ป.ช.

ปฏิเสธละเลยปล่อยโกงจำนำข้าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เข้าไปรอในห้องประชุม พร้อมด้วยนายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม นายพิชิต ชื่นบาน อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง และนายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความ โดยมีกรรมการ ป.ป.ช. 5 คน มารับฟังการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาจากนายกฯ ประกอบด้วย นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. นายประสาท พงษ์ศิวาภัย นายวิชัย วิวิตเสวี นายณรงค์ รัฐอมฤต และนายภักดี โพธิศิริ โดยนายกฯเข้าไปนั่งรอและพูดคุยทั่วไปกับกรรมการ ป.ป.ช.ประมาณ 30 นาที แต่ใช้เวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในภาพรวมโครงการคร่าวๆเพียง 10 นาที โดยไม่พูดลงลึกไปในรายละเอียดของโครงการ ระบุเพียงว่า โครงการจำนำข้าวเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชาวนา ไม่ได้ละเลยให้เกิดการทุจริตตามที่ถูกกล่าวหา และจะขอชี้แจงรายละเอียดการแก้ข้อกล่าวหาเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ ป.ป.ช. ขณะเดียวกันนายกฯ ได้ขอความเป็นธรรมให้ ป.ป.ช.พิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม ซึ่งกรรมการ ป.ป.ช.ก็ยืนยันว่า พร้อมจะให้ความเป็นธรรมต่อนายกฯ จากนั้นนายกฯจึงเดินทางกลับ

ขอสอบพยานเพิ่ม 11 ปาก

ด้านนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯให้รับผิดชอบโครงการรับจำนำข้าว กล่าวว่า นายกฯได้ส่งคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร 150 แผ่น เอกสารประกอบ 278 แผ่น พร้อมชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจายืนยันว่า ไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้ทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว โดยขอให้  ป.ป.ช. สอบพยานเพิ่มเติม 11 ปาก หาก ป.ป.ช.จะตัดพยานที่ไม่เกี่ยว ข้องออกไป  ขอให้ช่วยชี้แจงเหตุผลด้วย เพราะเห็นว่าทั้ง 11 ปากเป็นพยานที่มีความสำคัญเท่ากันหมด ไม่อยากให้ตัดใครออกไป

นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความนายกฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมา  ป.ป.ช.ขยายเวลาให้นายกฯชี้แจงข้อกล่าวหาเพียง 15 วันเท่านั้น ไม่ใช่ 32 วันตามที่ชี้แจง ส่วนพยานที่อ้างเพิ่มเติม 11 ปาก ไม่ใช่การ ยื้อเวลาต่อสู้คดี จะยื้อเพื่ออะไร ยื้อไม่ได้ แต่ทีมทนายความต้องการเวลาในการตรวจสอบเอกสารเพิ่มเติม เพราะมีเอกสาร 280 แผ่น ที่ ป.ป.ช.ให้มาล่าสุด ซึ่งต้องใช้เวลาตรวจสอบ

ป.ป.ช.พิจารณาคำร้อง 1 เม.ย.

ขณะที่นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการป.ป.ช. กล่าวภายหลังนายกฯเดินทางมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาโครงการจำนำข้าวว่า ขอบคุณที่นายกฯเดินทางมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา โดยนายกฯขอชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นลายลักษณ์อักษร และให้ถ้อยคำด้วยวาจาเพียงเล็กน้อย ซึ่งนายกฯร้องขอต่อ ป.ป.ช. 2 ประเด็นคือ 1. ให้สอบพยานบุคคลเพิ่มเติม 10 กว่าปาก เป็นข้าราชการประจำและนักการเมืองชั้นผู้ใหญ่ 2. ขอส่งเอกสารเพิ่มเติมจำนวนมาก ทั้ง 2 คำร้องขอ ดังกล่าว ป.ป.ช. จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช.ในวันที่ 1 เม.ย. เพื่อพิจารณาว่าจะอนุญาตให้สอบปากคำพยานบุคคลเพิ่มได้กี่ปาก เพราะต้องพิจารณาว่า พยานที่ขอให้สอบเพิ่มเติมเกี่ยวข้องและจำเป็นต่อประเด็นการไต่สวนหรือไม่ และมีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ถ้าเกี่ยวข้องจะสอบให้ ถ้าไม่เกี่ยวข้องก็ไม่สอบให้

ยันเป็นธรรม ไม่ได้ตั้งธงฟัน

เมื่อถามว่า นายกฯอ้างว่าเอกสารที่ ป.ป.ช.ให้มาล่าสุดมีมากถึง 280 แผ่น จึงอยากขอขยายเวลาชี้แจงเพิ่มเติมอีก นายประสาทตอบว่า ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ขยายเวลาให้นายกฯไปแล้ว 30 วัน เมื่อขอเอกสารเพิ่มเติมอะไรมา ป.ป.ช.ก็ให้ไปทั้งหมด เพราะถือเป็นการให้ความเป็นธรรม การที่นายกฯขอขยายเวลาเพิ่มเติมอีกนั้น ต้องนำเข้าที่ประชุมป.ป.ช.ในวันที่ 1 เม.ย.ว่าจะอนุญาตหรือไม่ จะมาอ้างว่าขยายเวลาให้ผู้ถูกกล่าวหาคนอื่นๆ 45 วัน แล้วจะนำมาเทียบเคียงกันไม่ได้ ต้องดูเป็นกรณีๆไป ส่วนจะเป็นการยื้อเวลาหรือไม่นั้น ไม่ขอแสดงความเห็น  เมื่อถามว่า  นายกฯตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช.เร่งรัดการไต่สวนคดีนี้ นายประสาทตอบว่า ป.ป.ช.ยินดีให้ความเป็นธรรมกับนายกฯ  ทำงานตรงไปมา ไม่มีการตั้งธง ไม่มีสีไม่มีขั้วใดๆ

ปัดพัลวันช่วย กปปส.หาทางลง

เมื่อถามว่า  มีการมองว่า ป.ป.ช.เร่งการไต่สวน เพื่อหาทางลงให้ กปปส. นายประสาทตอบว่า ไม่ใช่ ยืนยันว่า กระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. เป็นไปตามคำร้องที่ระบุว่า ส่อว่าจงใจ ไม่ใช่ข้อกล่าวหาที่ว่านายกฯทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในคดีอาญา ดังนั้น ความหนักเบา ความเข้มข้นในคดีจะต่างกัน เมื่อถามว่า ป.ป.ช. จะชี้มูลความผิดคดีนี้ได้ภายในเดือน เม.ย.หรือไม่ นายประสาทตอบว่า ยังตอบไม่ได้ แต่จะดำเนินการโดยเร็ว

“โอฬาร–โต้ง–เหลิม” พยานช่วย “ปู”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพยานบุคคล 11 ปากที่นายกรัฐมนตรีขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนเพิ่มเติมประกอบด้วยนักการเมือง ข้าราชการ อาทิ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและ  รมว.คลัง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกฯและรมช.เกษตรฯ นายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ นาย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกฯ เพื่อให้มาชี้แจงถึงที่มานโยบายโครงการรับจำนำข้าว ตลอดจน ประโยชน์ที่ชาวนาได้รับจากโครงการ รวมถึงนายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย ในฐานะเป็นผู้ร่างนโยบายจำนำข้าวให้รัฐบาล

“ปู” โต้ ป.ป.ช.ตั้งข้อหาไร้หลักฐาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือคำชี้แจงเนื้อหา 150 หน้า ที่นายกฯยื่นชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช. ตอนหนึ่งระบุว่า ในฐานะนายกฯ หัวหน้าผู้บริหารราชการแผ่นดิน มิได้ละเลยไม่นำพาต่อข้อเสนอแนะ ป.ป.ช.ต่อนโยบายโครงการรับจำนำข้าว ครม.จัดทำเป็นนโยบายแถลงต่อรัฐสภา จึงมิใช่นโยบายของนายกฯ และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) แต่ประการใด ขอให้ ป.ป.ช.ทบทวนเหตุผลข้อกล่าวหาเป็นนโยบาย ครม.ที่สร้างขึ้นเพื่อให้เกิดการทุจริต เพราะมีกระบวนการ วิธีการปฏิบัติในรูปแบบคณะบุคคล คือ กขช.ไม่ใช่มติ ครม.ดังนั้น ข้อกล่าวหาทุจริตจึงเป็นจินตนาการ ขาดไร้พยานหลักฐานสนับสนุน และจากบันทึกข้อกล่าวหา พยานเอกสารเท่าที่ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบก็ไม่มีพยานเอกสารใดว่ามีมติ ครม.คราวใด มติ กขช. ครั้งใด หรือมีพยานหลักฐานการทุจริตในขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ตำบล อำเภอ และจังหวัด

ยันประสงค์ยับยั้งทุจริตทุกขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื้อหาคำชี้แจงระบุอีกว่า การยกประเด็นว่าเป็นนโยบายเชิงการตลาด ประชานิยม ในเมื่อพรรคการเมืองที่เข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ยืนหยัดมีนโยบายทำงานให้ประชาชน หากนโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายประชานิยม ก็เป็นนโยบายที่พรรคการเมืองใช้ขณะหาเสียงโดยเจตนาให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน เช่นเดียวกับนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือกองทุนหมู่บ้านเท่านั้น ที่สำคัญมีการตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ตรวจสอบภาระหนี้สิน ค่าใช้จ่าย มีการกำหนดแนวทางการจัดหาเงินทุนชำระหนี้คืน ธ.ก.ส. หาก ป.ป.ช. พิจารณาข้อเท็จจริงข้างต้น ข้าพเจ้าได้แสดงออกชัดแจ้งว่า  ประสงค์ระงับยับยั้งการกระทำที่ทำให้เกิดการทุจริตทุกขั้นตอน

ซัดเป็นเครื่องมือกลุ่มบุคคล

หนังสือชี้แจงของนายกฯยังระบุด้วยว่า  มิได้ปฏิเสธการตรวจสอบ แต่ไม่ต้องการให้การตรวจสอบตกเป็นเครื่องมือของผู้หนึ่งผู้ใดหรือคณะบุคคลใด นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นโดยสุจริต หากเกิดปัญหาชั้นการปฏิบัติที่ ครม.ให้ไป มีตัวแปรในอนาคตหลายตัวแปรที่ไม่อาจควบคุมได้ทั้งหมด เช่น คณะกรรมการไต่สวนมีความคิดแสดงออกในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา อ้างตัวแปรจากปัญหาเศรษฐกิจ สังคมหรือการชุมนุมทางการเมือง มาขัดขวางการดำเนินนโยบายก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะนำความรับผิดทางอาญามาให้แก่รัฐบาลผู้กำหนดนโยบายนี้ มิฉะนั้นจะเป็นการกล่าวหากันโดยไม่มีขอบเขต จนทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่รัฐผู้ถูกกล่าวหา โดยไม่อยู่ในหลักนิติธรรม

ป.ป.ช.โต้เร่งรัดปิดคดีนายกฯ

วันเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงกรณีการไต่สวนข้อเท็จจริงการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีการละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวว่า 1.กรณีที่นายกฯระบุว่า ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาโครงการรับจำนำข้าวอย่างเร่งรีบ เพียง 21 วันนั้น ยืนยันว่า ป.ป.ช.ใช้เวลาไต่สวนข้อเท็จจริงจนกระทั่งให้นายกฯมารับทราบข้อกล่าวหา รวมเวลาทั้งสิ้น 1 ปี 10 เดือน 2.การที่นายกฯระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. เข้ามาเป็นผู้กล่าวหาในคดีนี้ ทำให้กลายเป็นคู่กรณีกับผู้ถูกกล่าวหาเอง แทนที่จะเป็นคนกลางในการอำนวยความยุติธรรมนั้น แม้คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะเป็นผู้กล่าวหาเองแต่ได้ดำเนินการไต่สวนตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 โดยอำนวยความยุติธรรมให้นายกฯและผู้ถูกกล่าวหาทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน 3.การที่นายกฯระบุว่า เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกกล่าวหาจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนมาไต่สวนข้อเท็จจริงก่อนที่จะมีคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณานั้น ในกรณีของนายกฯนั้น ป.ป.ช. เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกรัฐมนตรี จึงให้กรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะเป็นองค์คณะไต่สวน การที่ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจว่า ต้องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนขึ้นมาไต่สวนข้อเท็จจริงก่อน เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งการให้กรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์คณะไต่สวนนั้น เป็นการคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกฯตามกฎหมาย

เปิดช่องส่งเพิ่มพยานหลักฐาน

ป.ป.ช.ชี้แจงต่อว่า 4.การที่นายกฯประสงค์จะใช้สิทธิตรวจสอบพยานหลักฐานนั้น ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ให้ทีมทนายความนายกฯคัดถ่ายเอกสารหลักฐานในสำนวนคดีนี้ไปแล้ว 49 แผ่น พร้อมให้ทนายความผู้ถูกกล่าวหาตรวจพยานหลักฐานเพิ่มเติมเอกสารอีก 280 แผ่น ก่อนจะถึงกำหนดยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา 3 วัน ทั้งหมดเกิดจากความประสงค์ของผู้ถูกกล่าวหาเอง ไม่ทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงไป การที่นายกฯระบุว่า เพิ่งได้รับเอกสารเพียง 3 วัน ทำให้ไม่อาจชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้ทัน เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน 5.การที่นายกฯระบุว่า การที่ ป.ป.ช. ไม่อนุญาตให้เลื่อนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ที่ผ่านมา ป.ป.ช.อนุญาตให้ขยายระยะเวลาจนถึงวันที่ 31 มี.ค. หากนับจากวันรับทราบข้อกล่าวหาถึงวันที่อนุญาตให้ขยายเวลา รวมเป็นเวลา 32 วัน ระยะเวลาดังกล่าว รวมทั้งเอกสารหลักฐานที่อนุญาตให้คัดถ่ายไปครั้งแรก 49 แผ่น ครอบคลุมข้อเท็จจริงที่ใช้ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว จึงไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาอีก แต่หากผู้ถูกกล่าวหาประสงค์จะเพิ่มเติมพยานหลักฐานในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ก็สามารถทำได้ โดยให้ระบุมาในคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

กกต.สรุปเลือก ส.ว.คนใช้สิทธิ 42.78%

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมศักดิ์ สุริยมงคล รองเลขาธิการ กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง แถลงสรุปผลการเลือกตั้ง ส.ว. เมื่อวันที่ 30 มี.ค.อย่างเป็นทางการว่า การเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 48,787,153 คน มีผู้มาใช้สิทธิไม่ได้ตามเป้าหมายไว้ คือมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 20,873,423 คน คิดเป็นร้อย 42.78 บัตรดี 17,290,896 ใบ คิดเป็นร้อยละ 82.84 บัตรเสีย 1,086,184 ใบ คิดเป็นร้อยละ 5.20 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 2,496,341 ใบ คิดเป็นร้อยละ 11.96 เมื่อเปรียบเทียบกับภาวะสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันจะเห็นว่าการที่มีผู้มาใช้สิทธิเพียงร้อยละ 42.78 ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ อีกทั้งบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนที่เพิ่มขึ้น เป็นตัวแปรทำให้บัตรดีลดลงไปจำนวนมาก โดย จ.ลำพูน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 68.39 รองลงมา คือ จ.แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 67.54 และ จ.ปราจีนบุรี ร้อยละ 61.10 ส่วนจังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิน้อยที่สุด 3 อันดับแรก คือ จ.ชลบุรี มีผู้ใช้สิทธิน้อยที่สุดร้อยละ 24.99 จ.ประจวบคีรีขันธ์ ร้อยละ 27.03 และ กทม.ร้อยละ 28.61 หากว่าที่ ส.ว.คนใดไม่มีเรื่องร้องคัดค้าน กกต. จะประกาศรับรองภายใน 7 วัน หากมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาจะพิจารณาและประกาศรับรองผลภายใน 30 วัน ตามกฎหมายกำหนด

“จารุวรรณ” โกย 552,530 คะแนน

โดยผลคะแนนการเลือกตั้ง ส.ว.ของ กทม.และปริมณฑล ได้แก่ กทม. คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ได้ 552,530 คะแนน จ.นนทบุรี นายธนพงศ์ ธนเดชากุล ได้ 82,190 คะแนน จ.ปทุมธานี นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา ได้ 75,180 คะแนน จ.สมุทรปราการ น.ส.วราภรณ์ อัศวเหม ได้ 146,638 คะแนน จ.สมุทรสาคร นายสุนทร วัฒนาพร ได้ 62,191 คะแนน จ.สมุทรสงคราม น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ได้ 22,933 คะแนน จ.นครปฐม นายธงชัย ศรีสุขจร ได้ 126,074 คะแนน จ.สุพรรณบุรี นายจองชัย เที่ยงธรรม ได้ 198,838 คะแนน จ.กาญจนบุรี พล.อ.องอาจ พงษ์ศักดิ์ เบอร์ 1 ได้ 65,085 คะแนน จ.ราชบุรี นางเพียงเพ็ญ ศักดิ์สมบูรณ์ ได้ 78,537 คะแนน และ จ.เพชรบุรี นายสุชาติ อุสาหะ ได้ 68,763 คะแนน

หลานป๋าเหนาะสมหวังเข้าสภาสูง

ภาคตะวันตกและตะวันออก ได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา นายคณิพงษ์ แขวัฒนะ ได้ 64,995 คะแนน จ.อ่างทอง นายชูศักดิ์ ศรีราชา ได้ 52,706 คะแนน จ.สิงห์บุรี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ได้ 37,661 คะแนน จ.ชัยนาท นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ได้ 64,171 คะแนน จ.อุทัยธานี นายไพโรจน์ ทุ่งทอง ได้ 63,207 คะแนน จ.ลพบุรี นายประทวน สุทธิอำนวยเดช ได้ 59,396 คะแนน จ.สระบุรี นายบุญส่ง เกิดหลำ ได้ 87,324 คะแนน จ.นครนายก นายมารุต โรจนาปิยาวงศ์ ได้ 44,023 คะแนน จ.ปราจีนบุรี นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ได้ 114,099 คะแนน จ.สระแก้ว นางดวงพร เทียนทอง ได้ 123,462 คะแนน จ.ฉะเชิงเทรา นายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ ได้ 70,750 คะแนน จ.ชลบุรี นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ได้ 92,058 คะแนน จ.ระยอง นายสุรชัย ปิตุเตชะ ได้ 60,925 คะแนน จ.จันทบุรี นางพจนา กิจกาญจน์ ได้ 69,950 คะแนน และ จ.ตราด นายบุญส่ง ไข่เกษ เบอร์ 1 ได้ 37,593 คะแนน

“อภิชาติ”-เครือข่าย ปชป.ยึดภาคใต้

ภาคใต้ ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายสืบยศ ใบแย้ม ได้ 58,241 คะแนน จ.ชุมพร พล.ต.อ.นรินทร์ บุษยวิทย์ ได้ 75,248 คะแนน จ.ระนอง นายศักดา ศรีวิระยะไพบูลย์ ได้ 18,194 คะแนน จ.นครศรีธรรมราช พ.ต.อ.ธรรมนูญ ไฝจู ได้ 108,234 คะแนน จ.พังงา นายวระชาติ ทนังผล ได้ 49,684 คะแนน จ.ภูเก็ต นายชัยยศ ปัญญาไวย ได้ 19,262 คะแนน จ.กระบี่ นายอภิชาติ ดำดี ได้ 76,391 คะแนน จ.ตรัง นายสมศักดิ์ โล่สถาพรพิพิธ ได้ 75,543 คะแนน จ.พัทลุง นายทวี ภูมิสิงหราช ได้ 115,940 คะแนน จ.สงขลา นายอนุมัติ อาหมัด ได้ 133,503 คะแนน จ.ปัตตานี นายสมหวัง อภิชัยรักษ์ ได้ 110,904 คะแนน จ.สตูล นายอิบรอเหม อาดำ ได้ 24,861 คะแนน จ.ยะลา นายอับดุลอายี สาแม็ง ได้ 69,925 คะแนน จ.นราธิวาส นายนิมันซูร จียี่งอ ได้ 94,779 คะแนน และ จ.สุราษฎร์ธานี พล.อ.อ.สุจินต์ แช่มช้อย ได้ 95,574 คะแนน

แม่ฮ่องสอนพลิก “สุรพล” แซงเข้าวิน

ภาคเหนือ ได้แก่ จ.นครสวรรค์ ร.อ.จักรวาล ตั้งภากรณ์ ได้ 102,300 คะแนน จ.กำแพงเพชร นายจุลพันธ์ ทับทิม ได้ 118,988 คะแนน จ.ตาก นายชิงชัย ก่อประภากิจ ได้ 74,004 คะแนน จ.ลำปาง นายวราวุฒิ หน่อคำ ได้ 138,992 คะแนน จ.ลำพูน นายตรี ด่านไพบูลย์ ได้ 69,367 คะแนน จ.แม่ฮ่องสอน นายสุรพล สันติโชตินันท์ ได้ 35,775 คะแนน จ.เชียงราย นายมงคลชัย ดวงแสงทอง ได้ 169,251 คะแนน จ.พะเยา นายเสถียร เชื้อประเสริฐศักดิ์ ได้ 101,632 คะแนน จ.น่าน นายอานนท์ ตันตระกูล ได้ 87,350 คะแนน จ.แพร่ ด.ต.บุหลัน ราษฎรณ์คำพรรณ์ ได้ 97,367 คะแนน จ.อุตรดิตถ์ นายพีรศักดิ์ พอจิต ได้ 101,895 คะแนน จ.สุโขทัย นายภูมิสิทธิ์ มั่นคง ได้ 68,771 คะแนน จ.พิจิตร นายวิชัย ด่านรุ่งโรจน์ ได้ 81,488 คะแนน จ.พิษณุโลก นายสุรินทร์ ฐิติ-ปุญญา ได้ 150,844 คะแนน จ.เพชรบูรณ์ นายพิพัฒน์ ภัครัชตานนท์ ได้ 128,137 คะแนน และ จ.เชียงใหม่ นายอดิศร กำเนิดศิริ ได้ 178,175 คะแนน

“เมียขวัญชัย” ผงาดยึดอุดรฯ

 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จ.มุกดาหาร นายวิริยะ ทองผา ได้ 48,788 คะแนน จ.อุดรธานี นางอาภรณ์ สาราคำ ได้ 382,019 คะแนน จ.ร้อยเอ็ด นายสมเกียรติ พื้นแสน ได้ 160,474 คะแนน จ.หนองคาย นายอาทิตย์ ศรีตะบุตร ได้ 104,047 คะแนน จ.นครราชสีมา นายพงษ์ศิริ กุสุมภ์ ได้ 296,221 คะแนน จ.หนองบัวลำภู นายประพาส นวนสำลี ได้ 74,582 คะแนน จ.ขอนแก่น นายวัน สุวรรณพงษ์ เบอร์ 1 ได้ 324,862 คะแนน จ.บึงกาฬ นายณัฐพล เนื่องชมภู ได้ 68,463 คะแนน จ.เลย นายสมศักดิ์ ขจรเฉลิมศักดิ์ ได้ 140,499 คะแนน จ.มหาสารคาม นายศรีเมือง เจริญศิริ ได้ 188,401 คะแนน จ.สุรินทร์ นายนุรุทธิ์ เจริญพันธ์ ได้ 185,807 คะแนน จ.นครพนม นายสมนาม เหล่าเกียรติ ได้ 123,886 คะแนน จ.สกลนคร นายดำเกิง วงศ์กาฬสินธุ์ ได้ 130,830 คะแนน จ.ชัยภูมิ นายบัณฑูร เกียรติก้องชูชัย ได้ 243,699 คะแนน จ.ยโสธร นางประยูร เหล่าสายเชื้อ ได้ 111,751 คะแนน จ.อำนาจเจริญ นางญาณีนาถ เข็มนาค ได้ 50,867 คะแนน จ.บุรีรัมย์ นายเสริมศักดิ์ ทองศรี ได้ 245,360 คะแนน จ.อุบลราชธานี นายสมชาย เหล่าสายเชื้อ ได้ 286,970 คะแนน จ.ศรีสะเกษ น.ส.วิลดา อินฉัตร ได้ 270,421 คะแนน และ จ.กาฬสินธุ์ นายแพน พรไตรศักดิ์ ได้ 151,466 คะแนน

ร้องคัดค้าน 9 เรื่อง กทม.มากสุด

นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวว่า มีคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ว.ทั่วประเทศ 9 คำร้อง แบ่งเป็น กทม. 2 คำร้อง กรณีการปิดประกาศป้ายหาเสียงในที่ห้ามปิดประกาศ และกรณีคำร้องเกี่ยวกับการปราศรัยหาเสียงสนับสนุนผู้สมัครในเวทีการชุมนุมทางการเมือง โดยมีข้อความให้ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ว.ให้กับผู้สมัครรายหนึ่งซึ่ง กกต.อยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง นอกจากนั้นเป็นของ จ.เชียงใหม่ นครปฐม เลย ศรีสะเกษ สมุทรสาคร สิงห์บุรี และหนองบัวลำภู ส่วนอำนาจเจริญอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าจะเป็นคำร้องคัดค้านหรือไม่ จาก 9 คำร้อง มี 6 คำร้องที่ร้องคัดค้านผู้ได้รับคะแนนเลือกตั้งสูงสุดเกี่ยวกับการหาเสียงเกินขอบเขตหน้าที่ความเป็น ส.ว. หลังจากนี้น่าจะมีคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ว.ทยอยให้ กกต.พิจารณาต่อเนื่อง บุคคลที่มีคำร้องให้ใบเหลืองใบแดง กกต.จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 เม.ย. ก่อนจะให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาภายใน 30 วัน สาเหตุที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิน้อยส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยและสถานการณ์การเมือง รวมทั้งความไม่มั่นใจว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่ เลือกตั้งไปแล้วจะได้อะไร

“จำลอง” ร้องนับคะแนนใหม่

ที่ จ.แม่ฮ่องสอน นายจำลอง รุ่งเรือง ผู้สมัคร ส.ว.แม่ฮ่องสอน หมายเลข 1 เข้ายื่นหนังสือต่อนายพันธุรัตน์ แก้ววิเชียร ผอ.การเลือกตั้งประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อขอให้มีการนับคะแนนใหม่ หลังจากผลนับคะแนนเสร็จ โดยนายจำลองได้ 35,702 คะแนน นายสุรพล สันติโชตินันท์ ผู้สมัครหมายเลข 2 อดีตนายกเทศมนตรีตำบลแม่ลาน้อยได้ 35,775 คะแนน เฉือนชนะไปเพียง 73 คะแนน โดยตามหนังสือร้องเรียนอ้างว่าในการนับคะแนนมีข้อผิดสังเกต จากผลรายงานการนับคะแนน และมีบัตรเสียมากผิดปกติ โดยร้องขอให้ทางคณะกรรมการเลือกตั้งจังหวัดแม่ฮ่องสอน ดำเนินการใน 3 ข้อ คือ 1.ระงับการเคลื่อนย้ายหีบบัตรเลือกตั้งทั้งหมด 2. แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการนับคะแนนใหม่ 3.จัดให้มีการนับคะแนนใหม่ที่ศาลาประชาคม  จ.แม่ฮ่องสอนที่ตั้งอยู่ติดกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ขอเปิดวิสามัญวุฒิสภา 18 เม.ย.

ค่ำวันเดียวกัน นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา เปิดเผยภายหลังการประชุมฝ่ายกฎหมายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาว่า ได้รับรายงานตรวจสอบชี้มูลความผิดนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา จาก ป.ป.ช.แล้ว โดยในวันที่ 1 เม.ย. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะส่งหนังสือไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรี ตรา พ.ร.ฎ. เปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ ตามรัฐ-ธรรมนูญมาตรา 132 ในวันที่ 18 เม.ย. โดยมีวาระพิจารณา 3 เรื่องคือ คือ 1.เพื่อให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาและมีมติถอดถอนนายนิคมออกจากตำแหน่ง 2.เพื่อให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาบุคคลดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. แทน นายใจเด็ด พรไชยา ซึ่งอายุครบวาระ และ 3.เพื่อให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาบุคคลดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

“ชายหมู” อำลายุติปฏิบัติหน้าที่

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลาว่าการ กทม. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. และคณะรองผู้ว่าฯ กทม.แถลงข่าวการหยุดปฏิบัติหน้าที่ภายหลังศาล อุทธรณ์ภาค 1 รับสำนวนการไต่สวนของ กกต.สั่งให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ใหม่ โดยมีข้าราชการประจำ ลูกจ้าง กทม. และประชาชน มอบดอกไม้ ชูป้ายให้กำลังใจผู้ว่าฯ กทม.ที่ออกมารับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแต่น้ำตาคลอเบ้า โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า มติ กกต.ที่ออกมาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก แต่เป็นคนยอมรับความจริง เคารพกฎหมาย องค์กรยุติธรรมและองค์กรอิสระต่างๆ นักการเมืองจะอยู่เหนือกฎหมายไม่ได้อยากฝากไปถึงเพื่อนนักการเมืองคนอื่นด้วย จากนี้ต้องฝากตัวไว้กับศาลยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลจะเป็นอย่างไรจะเคารพในคำตัดสิน เป็นสัจธรรมการเมืองมีขึ้นมีลง ถ้าจะถูกลงโทษด้วยเหตุนี้ก็ยอม ไม่ต้องเป็นห่วง สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือบ้านเมืองและพี่น้องชาวกรุงเทพฯ สมรภูมิความขัดแย้งทางการเมือง ที่ยังไม่มีทีท่าจะยุติ ขอให้ผู้ร่วมงานทุกท่านทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำดูแลประชาชนให้ดีที่สุด

5 เสือถกคำวินิจฉัยก่อนนัด 73 พรรค

สำหรับความคืบหน้าปัญหาการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวว่า ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา แต่คำวินิจฉัยศาลไม่ได้ชี้แนะแนวทางชัดเจนว่าหลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไรต่อไป แตกต่างจากคำวินิจฉัยเมื่อปี 49 ที่กำหนดกรอบเวลาดำเนินการชัดเจน ในวันที่ 1 เม.ย. เวลา 14.00 น. กกต.จะหารือเรื่องนี้ ในหลักการแล้วหาก กกต.ได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไรต้องไปหารือกับพรรคการเมืองทั้ง 73 พรรค เพื่อกำหนดแนวทางต่อไป การมีรัฐบาลรักษาการอยู่นานเกินไปก็ไม่เป็นผลดี รัฐธรรมนูญปี 50 วางข้อจำกัดไว้มาก เมื่อถามว่ามีกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ว่ามีความสนิทสนมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และบินไปประเทศจีน 3-4 ครั้งก่อนเข้ารับตำแหน่ง กกต. นายบุญส่งกล่าวว่า ยอมรับว่าน้อยใจเพราะถูกโจมตีอย่างหนัก ทั้งที่ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว แต่เฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร ไปศึกษาดูงานกับคณะทำงานระดับผู้ใหญ่

สอบต่อ 36 คำร้องเก่า-ทัวร์นกขมิ้น

ด้านนายดุษฎี พรสุขสวัสดิ์ รองเลขาธิการ กกต. ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวว่า การพิจารณาคำร้องการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 2 ก.พ.57 มีทั้งสิ้น 36 คำร้อง กกต.รับเรื่องไว้แล้ว 21 คำร้อง หลังจากนี้ กกต.ต้องพิจารณาต่อไปแม้ศาลจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่วนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 3 จ.เชียงใหม่ในสภาชุดก่อนที่นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ได้รับการเลือกตั้งและถูกร้องเรียนว่ามีการขนคนไปใช้สิทธิ์การเลือกตั้ง ได้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม กกต.มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่มีการลงมติ เนื่องจากมี กกต.ท่านหนึ่งติดใจและขอดูซีดี 23 แผ่นประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมทางฝ่ายสืบสวนยังมอบซีดีให้ไม่ครบอีก 6 แผ่น จึงล่าช้า ขณะที่คำร้องตรวจสอบกรณีนายกฯลงพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออก เฉียงเหนือว่ามีการใช้ทรัพยากรของรัฐในช่วงที่มี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งหรือไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการไต่สวนและรอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางจากสำนักงบประมาณและสำนักนายกฯ เนื่องจากสถานที่ราชการถูกปิด

“ปึ้ง” บี้ กกต.เร่งกำหนดวัน ลต.ใหม่

ที่ บช.ปส. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อการเลือกตั้ง ส.ว.เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้ กกต.กล้าเร่งกำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.โดยเร็วก่อนเทศกาลสงกรานต์ ที่สำคัญขณะนี้ต่างประเทศเริ่มทยอยกดดันประเทศไทยให้จัดการเลือกตั้งโดยเฉพาะสหภาพยุโรป (อียู) ส่งสัญญาณให้ไทยมีการเลือกตั้งโดยเร็ว รัฐบาลพร้อมออก พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งและพร้อมสนับสนุนงบประมาณ

ชง ครม.ผลศึกษาคำวินิจฉัย

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ชั้น 10 สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (สป.กห.) เมืองทองธานี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกฯ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ ครม. และนายนิพนธ์ ฮะกีมี รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้หารือถึงคำวินิจฉัยกลางศาลรัฐธรรมนูญ กรณีเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะ โดยนายวราเทพเปิดเผยว่า ศาลรัฐธรรมนูญส่งคำวินิจฉัยกลางมาถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และ รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ประชุมมอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปศึกษาและสรุปความเห็นกลับมาเข้าที่ประชุม ครม.ในวันที่ 1 เม.ย. เบื้องต้นจะมีการประชุมเวลา 10.30 น. ที่ สป.กห. ส่วนกำหนดวันเลือกตั้ง ต้องยึด ตามรัฐธรรมนูญจัดการเลือกตั้งภายใน 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน จะเริ่มนับวันไหนต้องดูอีกครั้ง เป็นหน้าที่ กกต.เป็นผู้กำหนด ไม่ใช่หน้าที่รัฐบาล และยังไม่ได้ประเมินว่าการเลือกตั้งควรจะเป็น
วันที่เท่าไร ตรงนี้คำวินิจฉัยไม่มีความชัดเจน ไม่ได้กำหนดให้รัฐบาลหารือกับ กกต.หรือกับพรรคการเมือง เหมือนการเลือกตั้งปี 49 ซึ่งจนถึงขณะนี้ กกต.ก็ยังไม่ได้มีการประสานงานมา

พท.ยื่น กกต. 1 เม.ย.หารือ ลต.

เมื่อเวลา 15.45 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการกิจการพรรคว่า ได้มีการหารือกรณีที่ 53 พรรคการเมืองมีมติจะทำ หนังสือถึง กกต.ให้เร่งจัดการเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา โดยเมื่อวันที่ 31 มี.ค.นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามในหนังสือส่งต่อให้พรรคประชาธิปไตยใหม่ในฐานะผู้ประสานงานการประชุม ไปรวบรวมรายชื่อสมาชิกพรรคต่างๆ เพื่อยื่นให้ กกต.ในวันที่ 1 เม.ย. เรายังเชื่อมั่นว่าถ้า กกต.เร่งดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้มี ครม.ชุดใหม่จะช่วยแก้ความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงความเดือดร้อนของประชาชนได้

ปชป.ชง 5 ข้อกู้วิกฤติศรัทธา

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทร์โกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ว.เพียงร้อยละ 42 ว่า แสดงให้เห็นว่าประชาชนเบื่อหน่ายการเมืองไม่พร้อมไปแสดงตน ฝ่ายการเมืองต้องรู้ว่าขณะนี้ประเทศเกิดวิกฤติศรัทธาการเมืองรุนแรง ถึงเวลาที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ต้องทบทวนว่า 2 ปีที่ผ่านมาอะไรเป็นเงื่อนไขให้ประชาชนปฏิเสธการเลือกตั้ง หากการเลือกตั้ง ส.ว.เป็นเช่นนี้ เลือกตั้ง ส.ส.ก็จะเกิดปัญหาขึ้นไม่น้อย พรรคประชาธิปัตย์ขอเสนอแนวทางแก้วิกฤติศรัทธาการเมืองก่อนเลือกตั้ง 5 ประการ คือ 1.นักการเมืองต้องแสดงให้เห็นว่าอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกับประชาชน 2.ต้องยุติการทุจริตคอร์รัปชันให้เป็นรูปธรรม 3.น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ ดำเนินคดีความรุนแรงทุกฝ่าย 4.ต้องหยุดให้เจ้าหน้าที่รัฐเลือกปฏิบัติ และ 5.ประชาชนต้องมั่นใจว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้   ไม่ว่าใครได้รับเสียงข้างมาก ต้องไม่มีรัฐบาลลุแก่อำนาจ ทำลายระบบนิติรัฐประเทศ กระบวนทั้ง 5 ข้อฝ่ายการเมืองควรมานั่งคุยกันในระยะเวลา 4-6 เดือน ก่อนเลือกตั้งใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ก็ยินดีถอดสลักแก้วิกฤติให้ประเทศ ขณะที่พรรคเพื่อไทยควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือปัญหาการบริหาร 2 ปี ของรัฐบาล ไม่ใช่แก้ปัญหาปลายเหตุเหมือนตอนนี้

ตั้งแง่รอดูผลเจรจา กกต.-รัฐบาล

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ขณะนี้ต้องรอฟังการเจรจาของรัฐบาลกับ กกต.ก่อน ว่าจะมีความเห็นอย่างไร จากนั้นค่อยมาคุยกัน เพราะถ้าเลือกตั้งแล้วยังมีความวุ่นวายเกิดขึ้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร ต้องมีข้อบ่งชี้ก่อนว่าเหตุการณ์จะสงบได้ต้องทำอะไรบ้าง พรรคการเมืองอาจมาตกลงกันว่ามีกติกาทำให้สงบได้อย่างไร พรรคประชาธิปัตย์ก็พร้อมลงสมัครรับเลือกตั้ง

แจ้งจับ “โอ๊ค” หมิ่นเบื้องสูง

เวลา 11.30 น. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง เดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.ประสิทธิ์ สิงหพล พงส.สภ.เมืองพัทลุง เพื่อเอาผิดกับผู้โพสต์ในเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่าโอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร (Oak panthongtae Shinawatra) หัวข้อยุทธการเวนคืนประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 29 มี.ค.57 นายนิพิฏฐ์กล่าวว่าเนื้อหาที่ลงโพสต์ในเฟซบุ๊กพาดพิงเบื้องสูง ถือเป็นข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่นอาฆาต มาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตราที่ 112 และความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ตนจึงเข้าแจ้งความดังกล่าว

คลอดโผทหารเด้ง “วินัย” พ้น นสร.

เมื่อเวลา 18.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ได้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯให้นายทหารรับราชการจำนวน 203 อัตรามีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.57 ตำแหน่งที่น่าสนใจ อาทิ พล.ท.วลิต โรจนภักดี แม่ทัพน้อยที่ 1 (ตท.15) ที่เคยพลาดจากตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 แทน พล.ท.สกล ชื่นตระกูล ที่ขยับกินอัตราพลเอกก่อนเกษียณ พล.ท.พิสิทธิ์ สิทธิสาร (ตท.17) ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. เป็นแม่ทัพน้อยที่ 1 พล.ต.วราห์ บุญญะสิทธิ์ (ตท.18) ผบ.พล.1 รอ. เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 โดยขยับ พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ (ตท.20) ผบ.มทบ.15 บุตรชาย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์  อดีตประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ขึ้นเป็น ผบ.พล.1 รอ. ด้านกองทัพเรือย้าย พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ (ตท.16) ผบ.หน่วยบัญชาการพิเศษทางเรือ (ผบ.นสร.) ไปกินอัตราพลโท ตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าฝ่าย  เสธ.ประจำผู้บังคับบัญชา เพื่อลดแรงกดดันจากรัฐบาล หลังจาก พล.ร.ต.วินัยออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเชิงลบต่อรัฐบาล โดยขยับ พล.ร.ต.ธานี ผุดผาด (ตท.18) ผบ.กองการฝึก กองเรือยุทธการขึ้นมาเป็น ผบ.นสร. ทั้งนี้ พล.อ.ต.สุรจิต สุวรรณทัต (ตท.15) รอง ผบ.อากาศโยธิน น้องชาย พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม เป็น ผบ.อากาศโยธิน

เตรียมทหาร 16 ขยับพรึบ

กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.อ.อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ (ตท.12) ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย เป็นรอง ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.ชาตรี ช่างเรียน (ตท.12) เป็นรอง เสธ.ทหาร พล.ต.กฤษณ์ รัมมนต์ (ตท.17) เป็นเจ้ากรมแผนที่ทหาร ส่วนกองทัพบก พล.ต.สถาพร สีมาสุรักษ์ (ตท.15) เป็นเจ้ากรมทหารช่าง พล.ต.ธารี วุฒิพาณิชย์ (ตท.16) เป็นเจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก พล.ต.อาชาไนย ศรีสุข (ตท.15) เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ต.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ (ตท.16) เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4 พล.ต.มณี จันทรทิพย์ (ตท.18) เป็น ผบ.พล.ร.15 พล.ต.ถกลเกียรติ นวลยง (ตท.16) เป็นรองแม่ทัพน้อยที่ 1 พล.ต.เกรียงไกร ไกรลาศ (ตท.17) เป็น ผบ.กองพลทหารช่าง พล.ต.สิทธิพล ชินสำราญ (ตท.17) เป็น ผบ.มทบ.12 พล.ต.สมพงษ์ ไทรงาม (ตท.17) เป็น ผบ.มทบ.15 พล.ต.อุกฤษณ์ อากาศวิภาต (ตท.16) เป็น ผบ.มทบ.32 ขณะที่กองทัพเรือ พล.ร.ท.วสันต์ แจ้งยอดสุข (ตท.13) เป็นเจ้ากรมอู่ทหารเรือ พล.ร.ท.จีรพัฒน์ ปานสกุณ (ตท.16) เป็นเจ้ากรมสรรพาวุธทหารเรือ กองทัพอากาศ พล.อ.อ.สุทธิพันธ์ กฤษณคุปต์ (ตท.16) และ พล.อ.อ.ศิวเกียรติ์ ชเยมะ (ตท.16) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ. พล.อ.อ.วรฉัตร ธารีฉัตร (ตท.15) ผบ.หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ.

1 เม.ย. 2557 04:07 1 เม.ย. 2557 08:08 ไทยรัฐ