วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปุ๋ยสูตรพระราชทาน สมเด็จพระเทพฯ

โดย

“ปุ๋ยสูตรพระราชทาน” สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี...อภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน บอกว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้พระราชทานวิธีการทำโดยเขียนเป็นภาพแล้วก็มีการ์ตูนประกอบ เพื่อเป็นองค์ความรู้ให้กับปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศ

ดังพระราชดำริ...“ต้นไม้ทุกชนิดต้องการอาหาร เพื่อการเจริญเติบโต พูดง่ายๆ เราต้องใส่ปุ๋ยไร่นา สวนของเรา พืชผลจึงจะงามดี เดี๋ยวนี้ปุ๋ยที่ซื้อตามท้องตลาดแพงเหลือเกิน เรามาทำปุ๋ยหมักใช้เองดีกว่า”

นี่คือพระราชดำริที่ทรงเห็นว่าพี่น้องเกษตรกรซื้อปุ๋ยราคาแพง ทำอย่างไรจะลดต้นทุนได้? พระองค์ท่านก็เลยเขียนวิธีการทำปุ๋ยหมักขึ้นมาเป็นองค์ความรู้ไว้นานหลายปีแล้ว


“กระทรวงเกษตรฯได้มองเห็นความสำคัญ ทางท่านรัฐมนตรีทำหนังสือขอพระราชทานเพื่อนำมาเผยแพร่...พระองค์ท่านก็มีหนังสือตอบมาว่าพระราชทานพระราชานุญาตให้นำไปใช้ได้”
ก็เลยเป็นที่มาว่ากรมพัฒนาที่ดินจะขยายผล เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรหันมาตื่นตัว หันมาทำปุ๋ยหมักใช้เอง ตามสูตรที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไว้ เพราะการทำปุ๋ยหมักจริงๆก็มีการทำอยู่ทั่วๆไป แต่มาระยะหลังๆ คนทำหายไปหมดหันไปใช้ปุ๋ยเคมี เพราะความง่ายสะดวก ไม่ต้องเหนื่อยแรงอะไรมากมาย

ถ้าทำปุ๋ยหมัก ต้องเหนื่อย ไปเอาวัตถุดิบมา...ต้องไปเตรียม ต้องกลับกอง มีรายละเอียดเยอะแยะมากมาย แต่ปัญหาเกษตรกรไทยวันนี้...เราพูดถึง “การลดต้นทุน”

“ถ้ายังใช้ปุ๋ยเคมีนอกจากสิ่งแวดล้อมจะโดนทำลายไปแล้ว ค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้น การทำปุ๋ยหมักใช้เองเป็นเรื่องใหญ่ที่ควรหันมาส่งเสริมอย่างจริงจัง ให้เกษตรกรได้หันมาพึ่งตนเองมากขึ้น”
ถามถึงจุดเด่นของ “ปุ๋ยสูตรพระราชทาน” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน อภิชาต บอกว่า ปุ๋ยสูตรนี้ใช้ได้กับพืชทุกชนิด วัตถุประสงค์จริงๆ เพื่อที่จะลดการใช้ปุ๋ยเคมี

การใช้ประโยชน์...จะประหยัดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ครึ่งหนึ่ง ทำให้ดินร่วน อุดมสมบูรณ์ เพิ่มธาตุไนโตรเจน ไม่เป็นอันตราย รักษาความชุ่มชื้นของดิน

วัตถุดิบที่ต้องเตรียม ได้แก่ ซากพืช...ใบไม้ ผักตบชวา หญ้าแห้ง ลำต้นถั่ว ลำต้นข้าวโพด ใบ และต้นมันสำปะหลัง กระดูกป่น ตามที่มี สับเป็นท่อนๆ สั้นๆ ให้เปื่อยเร็ว

ถัดมาก็...“ปุ๋ย” อาจจะเป็น ปุ๋ยคอก คือ มูลสัตว์ ขี้วัว ขี้ควาย ขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้ค้างคาว อะไรก็ได้...ปัสสาวะคนหรือสัตว์...กากเมล็ดนุ่น, กากถั่ว, ซากต้นถั่วชนิดต่างๆ...พืชตระกูลถั่ว

และสุดท้าย...ดินร่วนพอสมควร ถ้าเป็นหน้าดินยิ่งดี


ประเด็นที่ต้องมองเห็น ปัจจุบันก็มีการทำปุ๋ยอินทรีย์จำหน่ายเช่นกัน น่าสนใจว่าต้นทุนจริงๆก็ไม่มากเท่าไหร่ เรียกว่า...“ถูกมาก” ยิ่งเป็นบริษัทใหญ่ๆวัตถุดิบไม่ต้องซื้อมาจากไหน อย่างพวกโรงงานน้ำตาล... มันสำปะหลังมีเศษวัสดุอยู่แล้ว ต้นทุนก็จะยิ่งถูกมาก

แต่ว่าวันนี้ ในท้องตลาด ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ราคาตันละ 7,000–8,000 บาท เรียกว่าใกล้เคียงกับปุ๋ยเคมีทีเดียว แล้วเวลาใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ จะต้องใช้ในปริมาณที่เยอะเป็นตันต่อไร่ถึงจะได้ผล เทียบราคากับปุ๋ยเคมีแล้วต้นทุนจึงไม่หนีกันเท่าไหร่

กรมพัฒนาที่ดิน ต้องการให้เกษตรกรหันมาทำปุ๋ยใช้เอง ทำกันหัวไร่ปลายนาเหมือนสมัยโบราณ ก็เลยขอพระราชทานสูตรปุ๋ยสมเด็จพระเทพฯเพื่อเอามาเผยแพร่ ทำเอง...ใช้เอง ไม่ต้องเสียเงินทองซื้อ แถมสุขภาพก็ดี

พูดถึงต้นทุน ทำปุ๋ยหมักใช้เอง ต้นทุนจริงๆตันหนึ่งไม่น่าจะถึง 1,000 บาท ถ้ามีวัตถุดิบอยู่แล้ว อย่างฟางข้าว เศษผักตบชวา หญ้าแห้ง ลำต้นถั่ว...ข้าวโพด ใบ ต้นมันสำปะหลัง ก็ไม่ต้องซื้อ แล้วก็ไปหาปุ๋ยคอก มูลสัตว์ มูลวัว มูลควาย มูลไก่ มูลเป็ด มูลค้างคาว อะไรก็ได้... ถ้าหามาได้ หรืออาจจะซื้อมาเสริมบางส่วน ถ้าหายากขึ้น

“หรือ...อาจจะใช้ปัสสาวะคน ช่วยมาผสมเป็นปุ๋ยก็ยังได้” อภิชาต ว่า “จะมีแอมโมเนีย มาช่วยในการหมักปุ๋ย นอกจากนี้ยังใช้กากถั่ว พืชตระกูลถั่ว ซากต้นถั่วมาใช้ได้เช่นกัน”

วัตถุดิบที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นว่ามีต้นทุนนิดเดียว มองดูแล้วไม่น่าจะมาก ถ้าเกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยคอกทำเอง ต้นทุนจะลดลงแน่นอน 10 เท่าตัว ถ้าเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยหมัก...ปุ๋ยอินทรีย์จะลดการใช้ปุ๋ยเคมีครึ่งหนึ่งได้อยู่แล้ว


คราวนี้มาถึงขั้นตอนสำคัญ “การกองปุ๋ย”...กรณี 1.กองในหลุม ต้องขุดหลุมขนาดกว้างราว 1 เมตร...ยาว 1 เมตร...ลึก 1 เมตร ระวังดินพังทลายลงในหลุม ถ้ามีการระบายน้ำได้ยิ่งดี
กรณีที่ 2.กองในคอก ปรับดินบริเวณที่จะกองปุ๋ยหมักให้แน่น ใช้ไม้ไผ่หรือไม้อื่นที่ทำได้ กั้นเป็นคอกกว้าง 2 เมตร...ยาว 4 เมตร...สูง 1 เมตร แบ่งคอกเป็น 2 ส่วน...ครึ่งหนึ่งไว้ใส่ปุ๋ยหมัก อีกครึ่งหนึ่งไว้กลับกองปุ๋ย ทำหลังคาใบจากหรือใบมะพร้าวคลุมหลังคา ถ้ามีถุงพลาสติกคลุมกันฝนชะปุ๋ยก็ดี

เมื่อได้หลุมกองปุ๋ยแล้ว ให้เอาซากพืชที่เตรียมไว้กองเกลี่ยในคอกหรือในหลุมให้เป็นชั้น เหยียบตามขอบให้แน่น...แน่นขนาดที่ว่าคนเหยียบแล้วไม่ยุบอีก

ซากพืชแต่ละชั้นจะสูงราว 1 คืบ หรือ 30 เซนติเมตร...จากนั้นก็ รดน้ำให้ชุ่ม แล้วเอาปุ๋ยคอกโรยทับให้ทั่วกัน สูงอีก 2 องคุลี หรือ 5 เซนติเมตร...ถ้ามีปุ๋ยเคมี สูตร 16-20-0 หรือ 14-14-14...แอมโมเนียซัลเฟต หรือ ยูเรีย ก็โรยบางๆให้ทั่ว แล้วทับด้วยดินละเอียดหนาประมาณ 1 องคุลี สลับด้วยซากพืช แล้วรดน้ำทำเป็นชั้นๆ อย่างนี้ จนปุ๋ยเต็มคอก เคล็ดไม่ลับอีกประการหนึ่ง...น้ำที่รดจะผสมด้วยปัสสาวะด้วยก็ได้

แล้วก็มาถึงขั้นตอน “การกลับปุ๋ย” ที่จะต้องทำทุก 30 วัน กลับกองปุ๋ย โดยเอาชั้นบนสุดของกองนำไปเกลี่ยในอีกส่วนของคอกเป็นชั้นล่างสุด แล้วเอาชั้นสองเกลี่ยทับแล้วรดน้ำ ควรกลับปุ๋ยทุก 30 วัน...จนกว่าซากพืชจะเปื่อยผุหมดทั้งกองปุ๋ยจะนำมาใช้ได้ กินเวลา 3-4 เดือน...สังเกตจากความร้อนในกองจะใกล้เคียงกับความร้อนของอากาศ...ปุ๋ยหมักจะเป็นสีน้ำตาลแก่ ให้เอาตะแกรงร่อนปุ๋ยหมักเก็บไว้

ข้อควรระวัง...อย่าให้มีน้ำขัง การรดน้ำมากไปจะทำให้ระบายอากาศไม่ดี...ปุ๋ยกองใหญ่ไปจะเกิดความร้อนสูง ปุ๋ยจะเสีย ถ้าในกองปุ๋ยมีความร้อนสูงไปให้เติมน้ำลงไปบ้าง แต่ถ้าปุ๋ยกองเล็กไปจะสลายตัวช้า และอย่าใช้ปุ๋ยเคมีพร้อมกับใส่ปูนขาว จะทำให้ธาตุไนโตรเจนสลายตัว


“ปุ๋ยสูตรพระราชทาน” เป็นเรื่องสำคัญ อภิชาต บอกว่า เกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปที่สนใจอยากได้สูตรปุ๋ยพระราชทาน ติดต่อได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด...กรมมีแผนงานที่จะเผยแพร่ ทำโครงการปุ๋ยนำร่อง มีเป้าหมาย 1,000 ตัน...ที่จะกระจายให้กับเกษตรกรที่สนใจ

ช่วงแรกจะสนับสนุนในเรื่องปัจจัยการผลิต เผยแพร่องค์ความรู้ วิธีการทำตามสูตรพระราชทาน ได้ปุ๋ยมาแล้วจะใช้เป็นตัวอย่าง เผยแพร่กระจายไปสู่เพื่อนบ้าน...พี่น้องเกษตรกรรายอื่นๆต่อไปเพื่อที่จะขยายวงไปเรื่อยๆ

“ปุ๋ยสูตรพระราชทาน” ยึดหลักพอเพียง พึ่งตนเอง เกษตรกรไทยจะปลดล็อกวัฏจักรยิ่งทำ...ยิ่งจนได้อย่างเห็นผล.

 

31 มี.ค. 2557 08:43 31 มี.ค. 2557 09:01 ไทยรัฐ


advertisement