วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
พระราชนิพนธ์แปล ใน สมเด็จพระเทพรัตน์ กะเทาะสังคมจีนยุคเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรม

พระราชนิพนธ์แปล ใน สมเด็จพระเทพรัตน์ กะเทาะสังคมจีนยุคเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรม

  • Share:

ในบรรดาผลงานพระราชนิพนธ์งานเขียนหลากหลายประเภทที่  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ต้องถือว่าพระราชนิพนธ์แปลด้านวรรณกรรมจีนเป็นงานปราบเซียนอย่างแท้จริง เพราะไม่เพียงแต่จะอาศัยพระปรีชาสามารถด้านการประพันธ์ชั้นสูง แต่ยังต้องมีความแตกฉานในภาษาจีน และมีความเข้าใจลึกซึ้งถึงรากเหง้าของวัฒนธรรมแดนมังกร เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาสาระและอรรถรสทางภาษาได้งดงามครบถ้วนไม่แพ้ต้นฉบับจริง

“ตลอดกาลน่ะนานแค่ไหน” เป็นผลงานพระราชนิพนธ์แปลด้านวรรณกรรมจีนเรื่องล่าสุด ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ เป็นลำดับที่ 9 ประพันธ์โดยนักเขียนหญิงร่วมสมัยของจีน “เถี่ยหนิง” เป็นนวนิยายรักสะท้อนสังคมในยุคเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมของจีน เปรียบเทียบค่านิยมและคุณธรรมของโลกยุคเก่ากับโลกยุคใหม่หลังการเปิดประเทศของจีน ผ่านตัวละครเอกเป็นสตรีน้ำใจงามชื่อ “ไป๋ต้าสิ่ง” ที่ใช้ชีวิตโลดแล่นอยู่ใน “หูท่ง” ชุมชนย่านตรอกซอยดั้งเดิมของกรุงปักกิ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของวิถีชีวิตโบราณ


ก่อนเปิดนิทรรศการ “หูท่ง” เอกลักษณ์โดดเด่นของเมืองปักกิ่ง ณ แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สมเด็จพระ เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบรรยายแนะนำพระราชนิพนธ์แปลเรื่อง “ตลอดกาลน่ะนานแค่ไหน” อย่างเปี่ยมด้วยอรรถรสว่า

“การที่เราศึกษาเรื่องราวของประเทศใดประเทศหนึ่ง นอกจากจะศึกษาได้จากหนังสือตำราและเอกสารต่างๆที่บันทึกประวัติศาสตร์ไว้ อีกทางหนึ่งที่เราจะสามารถศึกษาประเทศจีนได้คือ วรรณกรรมที่เขียนในลักษณะนวนิยาย สิ่งที่เขียนไว้ในนวนิยายต้องยอมรับว่าอาจไม่ตรงกับความเป็นจริงทีเดียว แต่หยิบเรื่องจริงผสมกับจินตนาการ เพื่อให้นวนิยายสนุก และน่าสนใจตามที่ผู้เขียนต้องการ สำหรับนวนิยายเรื่อง “ตลอดกาลน่ะนานแค่ไหน” เราสามารถมองคนจีนรู้จักคนจีน ผ่านสายตาของนักเขียนหญิงคือ “เถี่ยหนิง” ซึ่งมีผลงานเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ และแปลมาแล้วหลายภาษา แต่เป็นครั้งแรกที่แปลเป็นภาษาไทย นอกจากจะได้เนื้อหาความเพลิดเพลินแล้ว ยังได้อารมณ์ความรู้สึกของคนจีนแท้ๆ มีโอกาสเรียนรู้วิถีชีวิต และประเพณีของสังคมจีน ผู้เขียนใช้กลวิธีการประพันธ์ที่น่าสนใจ เพราะคนเล่าเรื่องคือ “ฉัน” ไม่ระบุชื่อแซ่ รู้แต่เพียงว่าเป็นพี่สาวผู้สนิทสนมรักใคร่กับนางเอก ในฐานะผู้แปล ข้าพเจ้าก็พยายามไปเสาะหาสิ่งต่างๆที่กล่าวถึงในนวนิยาย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างถูกต้อง เช่น “ลูกลิ้น” เสาะหาจนพบว่าเป็นลูกบ๊วยชนิดหนึ่งนำมาทำเป็นหวานเย็น หรือ “แชมพูไข่” ข้าพเจ้าจำได้ว่าสมัยเด็กเคยใช้แชมพูไข่สระผม แต่ไปหาที่ไหนไม่เจอ ก็มีคนค้นสูตรและทดลองทำมาให้


...เรื่องราวในนวนิยายเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยจีนปฏิวัติวัฒนธรรม ตัวเอกของเรื่องคือ “ไป๋ต้าสิ่ง” เพิ่งอายุ 10 ปี เธอเป็นคนมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ เป็นคนดีที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น โดยไม่คิดถึงตัวเอง อาจทำให้ตัวเธอมีปัญหาบ้าง และถูกเอารัดเอาเปรียบบ้าง ในเรื่องนี้เธอก็โดนเอารัดเอาเปรียบตลอด แต่เธอไม่เคยรู้สึกเลยว่าถูกเอาเปรียบ กลับพอใจที่ได้ทำให้คนอื่นมีความสุข กระทั่งเติบโตไปทำงานทำการประสบความสำเร็จดี แต่อาจไม่โชคดีเรื่องความรักเท่าไหร่ แม้จะโดนผู้ชายทิ้งไปคนแล้วคนเล่า แต่เธอก็ยังคงตกหลุมรักและรักอย่างหัวปักหัวปํา โดยมิอาจช่วยตัวเองได้เลย เพราะเห็นว่าความรักเป็นสิ่งสูงส่ง ความรักคือการให้และเสียสละอย่างไม่สิ้นสุด เธอยอมเสียเปรียบทุกคน ในที่สุดแม้จะพยายามเปลี่ยนตนเองตามค่านิยมของโลกยุคใหม่ที่ทุกคนต้องรักษาผลประโยชน์ตนเองให้มากที่สุด เธอก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการมีคุณธรรมในหัวใจได้ เธอพยายามอธิบายด้วยซ้ำว่า เธอไม่เคยต้องการเป็นคนดีอย่างที่เป็นอยู่นี้เลย และอยากเป็นสาวสวยทรงเสน่ห์ที่ชายหนุ่มทุกคนลุ่มหลงมากกว่า อย่างไรก็ตาม นวนิยายนี้จบลงด้วยความสุขตามแบบฉบับในอุดมคติ”


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้ข้อคิดว่า “สมัยนั้นเป็นยุคที่จีนเพิ่งเปิดประเทศ คนจีนยุคนั้นที่ร่ำรวยและมีการศึกษาดีจะถูกดูถูก ใครมีรถขับมาเรียนหนังสือ ก็ต้องจอดรถไว้นอกรั้วมหาวิทยาลัย แล้วเดินเข้ามา เพราะเป็นยุคที่การทำประโยชน์ให้แก่คนอื่นจะได้รับการยกย่องมากกว่าการมีฐานะร่ำรวย ในยุคนั้นคนฐานะไม่ดี พ่อแม่มีอาชีพหาสตางค์ได้น้อย กลับกลายเป็นคนที่สังคมยกย่อง และได้รับสิทธิพิเศษมากมาย เสน่ห์ของนวนิยายเรื่องนี้ยังอยู่ที่วิถีชีวิตชุมชนย่าน ตรอกซอยดั้งเดิมของกรุงปักกิ่ง ที่เรียกว่า “หูท่ง” ซึ่งเป็น ฉากหลังของนวนิยาย เป็นลักษณะชุมชนที่พบมากทางจีนตอนเหนือ บ้านเรือนจะเป็นเรือนเตี้ยๆแบบที่เห็นในหนังย้อนยุค เมื่อเปิดประเทศและ บ้านเมืองเจริญขึ้น ชุมชน “หู-ท่ง” ของนางเอกต้องถูกรื้อทิ้งมีการต่อสู้ทางความรู้สึกนึกคิดของคนในชุมชน ซึ่งโดยมากก็ไม่พอใจเท่าไหร่ การใช้ “หูท่ง” เป็นฉากหลัง คือกลวิธีสื่อนัยความเปลี่ยนแปลงของค่านิยมและคุณธรรมของโลกยุคเก่ากับโลกยุคใหม่ได้อย่างแยบยลประ-ณีต โดย “ไป๋ต้าสิ่ง” เปรียบเสมือนตัวแทนของคุณธรรมในอุดมคติของโลกยุคเก่า ซึ่งสูญหายไปตามกาลเวลา และถูกบีบให้เปลี่ยนแปลงตัวตนแท้จริง เพื่อสามารถดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ปัจจุบันยังมีคนอาศัยอยู่ใน “หูท่ง” ซึ่งเป็นชุมชนที่ทางการจีนพยายามอนุรักษ์เก็บรักษาไว้”


สำหรับชื่อเรื่องคือ “ตลอดกาลน่ะนานแค่ไหน” สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงต้องการสื่อกับผู้อ่านในโลกยุคใหม่ ซึ่งวัตถุและผลประโยชน์สำคัญเหนืออื่นใดว่า จะยังสามารถรักษาศรัทธาความเชื่อมั่นต่อความดีไปตลอดกาลได้แค่ไหน ถือเป็น “สัจจะ” และ “มายา” ที่มนุษย์ ทุกสมัยต้องใคร่ครวญเรียนรู้ด้วยปัญญา.

 

 

ทีมข่าวหน้าสตรี

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้