วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คมกฎหมายชี้ขาด สถานะ "ยิ่งลักษณ์"

คมกฎหมายชี้ขาด สถานะ "ยิ่งลักษณ์"

โดย ทีมการเมือง
30 มี.ค. 2557 05:00 น.
  • Share:

จุดเปลี่ยนสถานการณ์ “เรื้อรัง” ขึงพืดประเทศ

เงียบ ไม่คึกคักซักเท่าไหร่

แต่วันนี้ 30 มีนาคม ผู้ที่อยู่ในข่ายมีสิทธิ์ก็อย่าลืมไปใช้สิทธิใช้เสียงลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้ได้มาซึ่ง 77 ส.ว.ตัวแทนแต่ละจังหวัดเข้าไปทำหน้าที่ในสภาสูงที่มีบทบาทสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสภาผู้แทนราษฎร

โดยเฉพาะสถานการณ์ตอนนี้ ยามที่สภาล่างยังลูกผีลูกคน

ยังไม่รู้ทิศทางจะไปตรงไหน มีทางออกอย่างไร ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นโมฆะเพราะขัดรัฐธรรมนูญ

นั่นเท่ากับว่าทุกอย่างเป็นศูนย์ ต้องกลับไปเริ่มต้นจุดสตาร์ตกันใหม่

นับตั้งแต่วันที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาช่วงปลายปีที่แล้ว ยื้อยุดฉุดกระชากเกมเลือกตั้งกันมากว่า 3–4 เดือน สถานการณ์เหมือนยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ทุกอย่างยังคงวนอยู่กับที่เหมือนพายเรือในอ่าง

ในสภาวการณ์ที่ประเทศชาติต้องการ “รัฐบาลจริง” เข้ามาบริหารขับเคลื่อนบ้านเมืองให้เดินไปข้างหน้า หลังสะดุดวิกฤติเกมขึงพืดอำนาจ “เรื้อรัง” มานานโดยเฉพาะสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่แนวโน้มจะดิ่งเหวลงทุกขณะ

ใกล้เวลาได้เผาจริงกันทั้งประเทศแน่

แต่มองไปก็เห็นแต่ความว่างเปล่า โอกาสจะได้รัฐบาลใหม่เข้ามาทำงานแบบเต็มไม้เต็มมือยังมองไม่เห็นหนทางความเป็นไปได้ในห้วงระยะเวลาอันใกล้

ท่ามกลางสารพัดเงื่อนไข แต่ละฝ่ายก็ยื้อธงของตัวเองเป็นที่ตั้ง

กลุ่มมวลชน กปปส.ภายใต้การนำของ “กำนันเทพ” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ก็ย้ำจุดยืนเดิม ต้องเดินหน้าปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง

เสียงแข็ง ขึงขัง ไม่เปลี่ยนท่าที

หันไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังไม่ฟันธงกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ตามรูปการณ์ที่อ้างได้เลยว่าเมื่อวิกฤติยังไม่คลาย ทุกอย่างอยู่ในเงื่อนไขเก่า เลือกตั้งใหม่ก็หนีไม่พ้นความวุ่นวาย

ที่สำคัญค่าใช้จ่าย 3,800 ล้านบาทที่ใช้ไปในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา ยังไม่รู้จะไล่เช็กบิลกับใคร

ถ้ารีบผลีผลามจัดเลือกตั้งใหม่ กกต.ก็แหยงเข้าตัวเหมือนกัน

และก็เป็นอะไรที่ยึกๆยักๆตามฟอร์ม พรรคประชาธิปัตย์ยังออกลูกแทงกั๊ก จะลงสนามเลือกตั้งก็ต่อเมื่อคู่ขัดแย้งอย่างนายกฯยิ่งลักษณ์และนายสุเทพได้เจรจากันแล้วเท่านั้น

เรื่องของเรื่องประชาธิปัตย์เดินตามแนวทาง กปปส.มาตั้งแต่แรกจะสวนทางกันลำบาก

มวลชน กปปส. กกต. พรรคประชาธิปัตย์ จัดอยู่ในโหมดไม่พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ในขณะที่พรรคเพื่อไทย พรรคร่วม รัฐบาล และพรรคการเมืองในเครือข่าย กดดันให้รีบจัดการเลือกตั้ง
สรุปมันก็ต้องลากเกมขึงพืดกันต่อไป

ในสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างมีมวลชนหน้าตัก ใช้ม็อบเปิดเกมกดดันกันไปกดดันกันมา

ตามปรากฏการณ์ที่เดินยุทธศาสตร์ย้อนศรกัน จากจุดเริ่มที่ฝ่ายมวลชน กปปส.ใช้วิธีปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลกระทรวง กรม สถานที่ราชการสำคัญๆ

กดดันให้รัฐบาลรักษาการถอยเพื่อปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง

มาถึงฝั่งของเครือข่ายเสื้อแดง นปช.ก็ปิดล้อมสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พุ่งเป้าล้อมกรอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

กดดันให้ปฏิรูปองค์กรอิสระที่ตัดสินแบบสองมาตรฐาน

เดินหมากแก้เหลี่ยมกันแบบช็อตต่อช็อต

โดยจังหวะที่เกมขึงพืดดำเนินต่อไป โดยไม่มีการลดราวาศอกให้กัน อย่างไรก็ตาม มันก็มี “จุดเปลี่ยน” สำคัญต่อสถานะของนายกฯยิ่งลักษณ์บนเก้าอี้รักษาการนายกรัฐมนตรี

กับสารพัดปมคดีที่จ่ออยู่ในองค์กรอิสระ

ไล่ตั้งแต่คิวของ ป.ป.ช.ที่จ่อลงมตินายกฯยิ่งลักษณ์ในประเด็นปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งล่าสุด ป.ป.ช.มีมติไม่อนุมัติตามที่ทีมทนายของนายกฯยิ่งลักษณ์ขอเลื่อนการเข้าชี้แจงข้อกล่าวหาออกไปอีก 45 วัน

เพราะเวลา 15 วันเพียงพอแล้ว หากนายกฯไม่มาชี้แจงด้วยตัวเองหรือมอบหมายให้ทนายมาแทนภายในวันที่ 31 มีนาคม ก็ถือว่าไม่ติดใจ ป.ป.ช.สามารถพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่มีอยู่ได้เลย

ตามรูปการณ์น่าจะลงดาบกันในห้วงระยะเวลาอันใกล้นี้

และถ้าหวยออกมาอย่างที่เก็งกัน ป.ป.ช.ฟันว่าผิด “ยิ่งลักษณ์” ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ตามขั้นตอนก่อนเข้าสู่กระบวนการถอดถอนในที่ประชุมวุฒิสภาต่อไป

ยังไงก็ต้องสะเทือนอำนาจรัฐบาลรักษาการแน่

แต่ที่ต้องลุ้นจะแทรกคิวล้มกระดานกันก่อนเลย กับปมที่สมาชิกวุฒิสภาได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 (7) หรือไม่

จากกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ กระทำการอันต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยให้คืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แก่นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ศาลปกครองได้ตัดสินแล้ว ว่าการโยกย้ายเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ เพราะเป็นการดำเนินการเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ในการเลื่อนตำแหน่งให้แก่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ดามาพงศ์ อดีต ผบ.ตร.

โดยแนวโน้มตามเหลี่ยมกฎหมายที่ฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลลุ้นกัน หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่า การโยกย้ายนายถวิลเข้าข่ายเป็นการกระทำอันต้องห้าม ตามมาตรา268

“ยิ่งลักษณ์” จะพ้นตำแหน่งไปตามมาตรา 182 (7)ทันที ไม่ต้องมีกระบวนการถอดถอนอีกแล้ว

และเมื่อความเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดลง คณะรัฐมนตรีก็จะพ้นตำแหน่งไปทั้งหมด ตามมาตรา 180 ที่ระบุว่า “รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ(1) ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามมาตรา 182ซึ่งก็จะต้องมีการแต่งตั้งนายกฯ และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทันที”

ซึ่งนั่นก็จะลัดเข้าสู่เส้นทางการตั้งนายกรัฐมนตรี มาตรา 7 โดยอัตโนมัติ 2 ช็อตที่ “ยิ่งลักษณ์”มีแววโดนจัดหนัก

ยังไม่นับผลพวงจากที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์เป็นโมฆะ รวมทั้งร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทที่ขัดรัฐธรรมนูญ ที่โดนพรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายต่อต้านพรรคเพื่อไทย เดินหน้ากระบวนการทางกฎหมายต่อเพื่อให้นายกฯยิ่งลักษณ์และ ครม.ต้องรับผิดชอบ

ปมร้อนๆในองค์กรอิสระจ่อล้อมหน้าล้อมหลัง

โดยรูปการณ์มีความเสี่ยงสูงเป็นอย่างยิ่งที่ “ยิ่งลักษณ์” จะตกเก้าอี้นายกฯรักษาการ

สถานการณ์เข้าสู่ภาวะสุญญากาศอำนาจ

แน่นอน ตามแนวโน้มสถานการณ์ที่เครือข่าย “นายใหญ่” อย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เองก็มองออก ว่านายกฯยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยกำลังโดนองค์กรอิสระต้อนเข้ามุมอับ

เจอล็อกด้วยคมกฎหมายขยับตัวลำบากเข้าไปทุกขณะ

สถานการณ์เข้าใกล้จุดอำนาจรัฐหลุดมือ

ตามจังหวะจึงต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ไปที่เกม มวลชน ด้วยการใช้การขับเคลื่อนของกลุ่มคนเสื้อแดง นปช.ในการกดดัน ยกระดับการดิสเครดิตองค์กรอิสระ

กระตุกศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. รวมทั้ง กกต.

โหมตีปี๊บปม 2 มาตรฐาน ดักคอการตัดสินส่งผลด้าน-ลบกับเครือข่ายพรรคเพื่อไทย

พร้อมๆไปกับการดักทางกระบวนการตั้งนายกฯ มาตรา 7 ตามเหลี่ยมที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ในฐานะเลขาธิการกลุ่ม นปช.เปิดโพยแคนดิเดตนายกฯคนกลาง

หว่านแหกันมานับสิบรายชื่อ

อาทิ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณอดีตรมว.กลาโหม ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯและรมว.คลัง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯและขุนคลัง นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่าง- ประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ฯลฯ

ตัวเต็ง ตัวสำรอง ตัวสอดแทรก แปะชื่อขึ้นกระดานไว้

ซึ่งก็เป็นอะไรที่ได้ผล คนที่อยู่ในข่ายต้องเด้งเชือกหนีกันเป็นพัลวัน ตัวเต็งทั้งนายพลากร ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ต่างก็รีบออกมาบอกปัดกันให้วุ่น ไม่ขอรับนายกฯมาตรา 7

ทำให้พรรคเพื่อไทยได้เก็บหลักฐานไว้มัดคอ อย่ากลืนน้ำลายในภายหลัง

เรื่องของเรื่อง มันก็แค่รายการตีกิน ตามจังหวะเชื่อมสถานการณ์ให้เห็นความสอดคล้องต่อเนื่องของขบวนการ โค่นล้มนายกฯยิ่งลักษณ์โดยคมกฎหมายองค์กรอิสระ เปิดทางนายกรัฐมนตรีคนกลาง

จากที่เป็นแค่กระแสข่าว ก็ลากออกมาเล่นกันแบบซึ่งๆหน้าอย่างเป็นทางการ

พรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงต้องเพิ่มดีกรีในเกมวัดใจ นั่นก็เพราะสถานการณ์ไหลมาถึง “จุดเปลี่ยน” ในเกมขึงพืดอำนาจ

อำนาจต่อรองของ “ทักษิณ” เริ่มลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างรอลุ้นสถานะของนายกฯยิ่งลักษณ์จากผลขององค์กรอิสระ โดยกระบวนการเจรจาเบื้องหลังก็ยังดำเนินควบคู่กันไป

ตามร่องรอยอย่างที่มีกระแสปล่อยออกมาจากพรรคเพื่อไทย กับเงื่อนไขที่มีการเสนอให้ “ยิ่งลักษณ์” เว้นวรรคเลือกตั้ง ตระกูลชินวัตรถอยออกจากการเมือง

เพื่อแลกกับการให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

โดยที่ “กำนันเทพ” ต้องยอมลงจากเวทีให้ม็อบ กปปส.กลับบ้าน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ยอมกลับมาลงสนามเลือกตั้ง ที่สำคัญต้องไม่มีการไล่บี้ไล่ต้อนกันจนไม่มีที่ยืน

ตามรูปเกมขู่วัดใจกันไป เจรจากันไป

ที่แน่ๆแต่ละจุดที่เคลื่อนไปก็ล้วนแต่เป็นหัวเชื้อกระตุ้นสถานการณ์แตกหัก

ตีกันได้ตลอดเวลา

ที่น่าสนใจ กับปมที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงสถานการณ์ที่มวลชน กปปส.และมวลชนเสื้อแดง นปช.ต่างนัดระดมพล

ชุมนุมใหญ่ในเวลาไล่เลี่ยกัน และกังวลว่าจะมีการปะทะ

ไม่อยากใช้กฎอัยการศึก เพราะกฎอัยการศึกมีไว้เพื่อระงับเหตุร้าย จลาจล

ไม่อยากจะให้ใช้ยาแรง ถ้าคนไข้ดื้อยา ยาอะไรก็เอาไม่อยู่ ต่อให้มีร้อยกฎหมายก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องถอยกลับมาฟังกฎหมายแล้วสู้กันตามนั้น ถ้าไม่เอากฎหมายเป็นหลักแล้วจะสู้กันด้วยคนหมู่มากหรืออย่างไร จะให้เป็นเหมือนสมัยอดีตที่รบกัน ใครมีกำลังมากกว่าก็ชนะหรือไม่

พูดกันเชิงปรามๆเหมือนหยั่งเห็นภาพในอนาคตเลย.


“ทีมการเมือง”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้