วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปฏิบัติการไล่ล่ากล่องดำ ไขปริศนาเที่ยวบินมรณะ

สุภาษิต “งมเข็มในมหาสมุทร” ใช้ได้เหมาะเจาะกับปฏิบัติการค้นหาซากเครื่องบิน “โบอิ้ง 777-200 อีอาร์” เที่ยวบิน “เอ็มเอช 370” ของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ซึ่งเชื่อว่าตกใน “มหาสมุทรอินเดีย” หลังสูญหายไปพร้อมผู้โดยสารและลูกเรือตั้งแต่ 8 มี.ค. ขณะบินจากกรุงกัวลาลัมเปอร์จะไปกรุงปักกิ่ง

ก่อนหน้านี้ การค้นหามุ่งไปที่มหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ห่างเมืองเพิร์ธของออสเตรเลียไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 2,500 กม. แต่หลังการวิเคราะห์ข้อมูลเรดาร์ล่าสุดของออสเตรเลียเมื่อ 28 มี.ค. จึงย้ายจากจุดเดิมไปทางตะวันออกเฉียงเหนือถึง 1,100 กม. และก็ยังไม่พบอะไรอยู่ดี

แต่ถึงแม้จะพบซากเครื่องบินแล้ว ก็ยังไม่อาจไขปริศนาเรื่องนี้ จนกว่าจะพบหัวใจที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “กล่องดำ” และการค้นหากล่องดำอาจยากยิ่งกว่าค้นหาซากเครื่องบินเสียอีก

ที่เรียกว่า “กล่องดำ” เพราะเดิมทีมันถูกออกแบบให้มีสีดำจริงๆ แต่ภายหลังถูกเปลี่ยนให้มีสีส้มสดใสเพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา มันประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1. กล่องบันทึกเสียงในห้องนักบิน และ 2. กล่องบันทึกข้อมูลทางการบิน ถูกผนึกแน่นไว้กับส่วนท้ายเครื่องบิน มีขนาดเล็กแค่ราวกล่องใส่รองเท้า ยาว 49.7 ซม.แต่หนักถึง 10 กก. เพราะทำจากอะลูมิเนียมหนาพิเศษ ถูกออกแบบให้ทนแรงกระแทก ไฟไหม้ และแรงกดดันสูงมาก


กล่องที่ 1. จะบันทึกเสียงในห้องนักบินไว้ทั้งหมด แต่เป็นการบันทึกทับเหลือแค่ 2 ชม. สุดท้ายซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่จะระบุได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนเครื่องบินตก ส่วนกล่องที่ 2.จะบันทึกข้อมูลด้านการบินทั้งหมดนับ 1,000 รายการ ทั้งระดับ ทิศทาง ความเร็วเครื่องบิน ฯลฯ และอาจบันทึกได้ถึง 25 ชม.ก่อนเครื่องตกทั้ง 2 กล่องมีอุปกรณ์ส่งสัญญาณ “ปิง” เป็นคลื่นอัลตราโซนิก ที่เรียกว่า “ปิงเจอร์” ปกติแบตเตอรี่มีอายุแค่ 30 วัน (รวมทั้งของเอ็มเอช370) แต่มันอาจส่งสัญญาณแผ่วลงๆได้อีกถึง 5 วันก่อนดับสนิท นั่นหมายความว่าสัญญาณจากกล่องดำของเอ็มเอช 370 จะเริ่มหมดใน 7 เม.ย. และดับสนิทใน 12 เม.ย.นี้ ทีมค้นหาจึงต้องทำงานแข่งกับเวลา ส่วนตัวรับสัญญาณ “ปิง” มีทั้งไมโครโฟนพิเศษและเครื่องวิเคราะห์สัญญาณ

ปกติ “ปิงเจอร์” ของกล่องดำส่งสัญญาณได้ไกลไม่เกิน 4 กม. ทนแรงกดดันในระดับน้ำลึกได้สูงสุด 6,100 ม. หรือ 6.1 กม. และเก็บรักษาข้อมูลการบินที่บันทึกไว้ได้นานอย่างน้อย 2 ปี
แต่หลังเหตุเครื่องบิน “แอร์ฟรานซ์” เที่ยวบิน 447 ตกในมหาสมุทรแอตแลนติกในปี 2552 ซึ่งใช้เวลาถึง 6 วันกว่าจะค้นพบซากชิ้นแรก

และกว่าจะค้นพบกล่องดำก็ใช้เวลาเกือบ 2 ปี จึงมีการออกแบบให้พิงเจอร์ส่งสัญญาณได้นานขึ้นเป็น 90 วัน เพื่อให้มีเวลาค้นหามากขึ้น แต่ไม่ใช่เครื่องบินทุกลำที่ใช้กล่องดำรุ่นใหม่นี้ รวมทั้งเอ็มเอช 370

บทเรียนจากเที่ยวบิน 447 ของแอร์ฟรานซ์ ยังผลักดันให้มีการออกกฎใหม่ให้เครื่องบินติดตั้งระบบส่งสัญญาณแจ้งภัยเพิ่มเติมนอกเหนือจากกล่องดำ เรียกว่า “กล่องส่งสัญญาณระบุตำแหน่งฉุกเฉิน” (อีแอลที) ซึ่งจะส่งสัญญาณแจ้งเหตุทันทีที่เครื่องตกกระแทกพื้นรุนแรง แต่กล่องนี้ใช้การไม่ได้เมื่อจมอยู่ใต้น้ำลึก

นอกจากนี้ ในกรณีเอ็มเอช 370 ข้อมูลจากกล่องบันทึกเสียงในห้องนักบิน 2 ชม.สุดท้ายอาจไร้ประโยชน์ เพราะเหตุการณ์สำคัญอาจเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เนื่องจากระบบสื่อสารกับเรดาร์ภาคพื้นดินทั้ง 2 ระบบถูกทยอยปิดก่อนเครื่องตกหลายชั่วโมง จึงอาจต้องอาศัยแค่ข้อมูลทางการบินทั้งหมดในกล่องที่ 2. เป็นกุญแจไขปริศนา

แต่ถึงแม้กล่องดำยังส่งสัญญาณอยู่ ก็ใช่ว่าจะค้นพบง่ายๆ อันดับแรกต้องระบุให้ได้แน่ชัดเสียก่อนว่าเครื่องบินตกบริเวณใด ก่อนมุ่งไปค้นหาแถบนั้นโดยตรง ซึ่งก็ไม่ง่ายอีก เพราะถ้ากล่องดำอยู่ใต้ท้องทะเลลึกมากๆ (มหาสมุทรอินเดียบางส่วนลึกถึง 3,000 -7,000 ม.) หรือมีโคลนเลนและตะกอนหนาทับไว้ สัญญาณอาจถูกบดบัง หรือถ้าผิวทะเลมีชั้นกระแสน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นขวางไว้ สัญญาณอาจสะท้อนหรือหักเหไปจากจุดที่แท้จริง ในกรณีนี้ อาจต้องใช้ระบบ “ไฮโดรโฟน” หรืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงพลังงานเสียงให้เป็นพลังงานไฟฟ้าในการค้นหาด้วย

และถ้าแบตเตอรี่ของกล่องดำหมดจนไม่อาจส่งสัญญาณ “ปิง” ได้ ทีมค้นหาอาจหันไปใช้เทคนิคอื่นๆ รวมทั้งระบบคลื่นเสียง “โซนาร์” ค้นหาวัตถุใต้น้ำ และระบบค้นหาด้วย “คลื่นแม่เหล็ก” ไปจนถึงใช้ “ยานหุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำ” ทั้งแบบควบคุมด้วยรีโมตคอนโทรลและแบบทำงานอัตโนมัติ  (อาร์โอวีและเอยูวี) ซึ่งเคยประสบความสำเร็จในการค้นหาซากเครื่องบินของแอร์ฟรานซ์ เที่ยวบิน 447 เมื่อปี 2554 มาแล้ว แม้มหาสมุทรแอตแลนติกในบริเวณที่เครื่องบินตกจะลึกกว่า 4,000 ม. และมีภูเขาใต้น้ำสลับซับซ้อน

เชื่อว่าขณะนี้ เรือดำน้ำรุ่นใหม่ๆ ที่ล้ำสมัยของมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐฯ จีนและออสเตรเลีย ซึ่งมีระบบตรวจจับค้นหาขั้นสุดยอด ถูกส่งไปร่วมปฏิบัติการ “งมเข็มในมหาสมุทร” ครั้งนี้แล้ว และท้ายที่สุดจะค้นหากล่องดำจนพบ เพียงแต่จะใช้เวลานานขนาดไหนเท่านั้น

แต่ปฏิบัติการค้นหาที่ใหญ่โตเช่นนี้ ต้องมีค่าใช้จ่ายมหาศาล ดูตัวอย่างการค้นหาซากและกล่องดำของเครื่องบินแอร์ฟรานซ์ เที่ยวบิน 447 ยังสิ้นเงินไปถึง 20 - 25 ล้านดอลลาร์ (ราว 640-800 ล้านบาท) และการค้นหาเที่ยวบินเอ็มเอช 370 อาจเปลืองกว่านั้นหลายเท่า!

 


บวร โทศรีแก้ว

29 มี.ค. 2557 07:50 ไทยรัฐ