วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คนดูอยากเห็นอะไรใน 'ละครไทยยุคทีวีดิจิตอล'

"ทีมข่าวบันเทิง ไทยรัฐออนไลน์" รวบรวมความคิดเห็นของคนดูที่อยากเห็น "ละครไทยยุคทีวีดิจิตอล" มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทั้งเรื่องบท โปรดักชั่น และนักแสดง เพื่อให้มีทั้งเรตติ้งและกระแสตอบรับที่ดี และเป็นการยกระดับมาตรฐานละครไทย...

ในช่วงเวลาที่ "ทีวีดิจิตอล" จะออกอากาศสู่สายตาคนดูจริงๆ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ หลายคนคงอดตื่นเต้นไม่ได้กับการที่จะได้เห็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการโทรทัศน์เมืองไทย ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน และหากพูดถึงเรื่องความบันเทิงในทีวีบ้านเรา แน่นอนว่าสิ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุด หนีไม่พ้นเรื่องของ "ละคร" ที่อยู่คู่คนไทยมานานนับสิบปี

งานนี้บรรดาช่องทีวีดิจิตอล ทั้งช่องฟรีทีวีที่มีอยู่เดิมมานานแล้ว ตลอดจนช่องทีวีดิจิตอลที่เพิ่งเปิดใหม่ ต่างก็เอาใจคนดูด้วยการเตรียมสร้างละครหลากหลายแนวมาให้ได้ชมกัน ทั้งละครรีเมค ดราม่า แอ็กชั่น คอมเมดี้ สยองขวัญ ซิทคอม อิงประวัติศาสตร์ หรือแม้กระทั่งซื้อลิขสิทธิ์ซีรีส์จากต่างประเทศแล้วนำมาสร้างเป็นละคร ฯลฯ เรียกว่างานนี้ คนดูมีทางเลือกในการรับชมความบันเทิงจากละครมากขึ้นกว่าเดิม

แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่คนดูอยากเห็นจริงๆ ใน "ละครไทยยุคทีวีดิจิตอล" ก็เป็นเรื่องสำคัญที่นักแสดง ผู้จัดละคร ตลอดจนบรรดาช่องดิจิตอลทีวีทั้งหลาย ควรรับฟังเพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาละครตัวเองให้มีคุณภาพ และเป็นที่ชื่นชอบของคนดูอย่างแท้จริง "ทีมข่าวบันเทิง ไทยรัฐออนไลน์" เลยอาสารวบรวมความคิดเห็นของคนดูที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงละครไทยในยุคทีวีดิจิตอลมาฝากกัน

เริ่มกันที่เรื่องที่ยังเป็นประเด็นให้วิจารณ์กันมาตลอด คือ "บทละคร" ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ในการเขียนบทละคร ควรมีความสมจริง ทุกการกระทำของตัวละครควรมีเหตุผลกับนิสัยตัวละครมารองรับเสมอ ตัวละครทุกตัวดูเหมือนมีชีวิตจริงๆ อยู่ในสังคม มีการงานทำ มีความรับผิดชอบ มีพัฒนาการของตัวละคร เช่น บทร้ายมีปมเหตุที่ทำให้ตัวละครนี้เป็นคนที่ร้ายขึ้นเรื่อยๆ อย่างสมเหตุสมผล แต่ในปัจจุบันหลายคนมองว่า บทละครไทยส่วนใหญ่ ตัวละครในเรื่องมักมีคาแรกเตอร์ด้านเดียว ไม่มีมิติความเป็นมนุษย์จริงๆ เช่น บทคนดีก็ดีจนเกินไปไม่คิดหน้าคิดหลัง หรือบทร้ายก็ร้ายสุดๆ เอาแต่กรี๊ดกร๊าด หรือหาเรื่องไปวันๆ เป็นต้น หรือเหตุการณ์ต่างๆ ในละครไทยมักจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในด้านลบอยู่เสมอ อาทิ ฉากปลอมตัวที่ไม่สมจริง ฉากจูบที่มักมีฉากสะดุดล้มประกบปาก ฉากยิงปืนที่ยิงกันโดนแต่ต้นไม้ พระเอกโดนยิงได้แค่ไหล่กับเอว ฉากตบที่มักจะมีให้เห็นบ่อยๆ จนเป็นจุดขายของละครหลายๆ เรื่อง ฯลฯ

หรือที่เป็นประเด็นคลาสสิกตลอดกาล คือ "ละครไทยมักมีแต่ละครน้ำเน่า" ซึ่งคอละครหลายคนบอกว่ารับได้ แต่คนเขียนบทควรมีเทคนิคการเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง มีความสมจริงของตัวละคร เพื่อทำให้คนดูอินไปกับละครได้ เพราะซีรีส์น้ำเน่าใช่ว่าในต่างประเทศจะไม่มี เพียงแต่ว่าความต่างอยู่ที่เทคนิคการเขียนบท คือ ประเด็นสำคัญ และอีกหนึ่งเรื่องที่ตกเป็นประเด็นให้เมาท์กันบ่อยๆ ก็คือ "ละครรีเมค" และ "ละครภาคต่อ" ที่มักจะมีให้เห็นในละครไทยปัจจุบันเยอะมาก จนถูกวิจารณ์ว่าไม่มีความแปลกใหม่ในการนำเสนอ

ยิ่งละครภาคต่อที่มักจะทำออกมาหลายๆ ภาคยิ่งเป็นกระแสวิจารณ์ เพราะหลายครั้งที่เราจะเห็นว่าละครภาคต่อหลายเรื่องเขียนบทได้ไม่สนุกเท่ากับละครที่ทำมาแล้วในภาคแรกนั่นเอง ส่วน "ละครชิงรักหักสวาท" แม้ส่วนมากจะรับประกันเรื่องเรตติ้งว่ามีคนดูเยอะแน่ๆ แต่มักจะมีกระแสวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมของเนื้อหาตามมาอยู่เสมอ

นอกจากนี้ หลายคนมองว่า เนื้อหาละครไทยในยุคทีวีดีจิตอลควรมี "พล็อตเรื่องที่แปลกใหม่" หรือ "เน้นสิ่งที่ดีงามของไทย" เพื่อดึงดูดคนดูหลากหลายกลุ่มมากยิ่งขึ้น เช่น ละครน้ำดีสร้างสรรค์สังคม, ละครแนวเจาะลึกอาชีพต่างๆ, ละครเชิงสืบสวนสอบสวน, ละครส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย ฯลฯ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ชอบดูละครที่ไม่ใช่แนวเดิมๆ ที่มีให้เห็นทั่วไปในปัจจุบัน เพราะเมื่อทีวีดิจิตอลเกิดขึ้น มีช่องทางในการรับชมมากขึ้น การแข่งขันก็ต้องสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว และหลายช่องดิจิตอลทีวีเริ่มซื้อซีรีส์จากต่างประเทศเข้ามาฉายในช่องของตัวเอง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภคเช่นกัน

ทั้งนี้ นอกจากเรื่องบทแล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้ละครนั้น "แจ้งเกิด" หรือ "แจ้งดับ" มานักต่อนัก คือ เรื่อง "โปรดักชั่น" ซึ่งยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของคอละครทั้งหลาย ถึงความประณีต พิถีพิถันในการถ่ายทำอยู่เสมอ เช่น การจัดแสงที่ควรจัดแสงให้สวยเป็นธรรมชาติ แต่บ่อยครั้งที่ในละครไทยจะเห็นว่าฉากกลางคืน แต่กลับจัดแสงสว่างมากเกินไป, ถ่ายฉากกลางวันในตอนกลางคืน ทำให้แสงไม่สวยสมจริง, จัดแสงไม่สวยจนนักแสดงดูหน้ามัน ดำคล้ำ หรือในเรื่องเทคนิคมุมกล้องต่างๆ ที่ควรมีมุมแปลกๆ ใหม่ๆ ให้เห็น ถ่ายให้เห็นบรรยากาศสวยๆ นักแสดงดูดี แต่หลายครั้งที่มุมกล้องละครหลายเรื่องส่ายไปมาจนน่าเวียนหัว ถ่ายย้อนแสงจนภาพดำมืด ถ่ายมุมหน้าของนักแสดงออกมาดูไม่ดี ฯลฯ

แม้กระทั่งอุปกรณ์ประกอบฉาก โลเกชั่น ที่หลายครั้งมักจะถูกติงเรื่องรายละเอียดที่ขัดแย้งกับยุคสมัยของละคร หรืออย่างเรื่องของซีจี (Computer Graphic) ในละครไทยที่มักจะถูกวิจารณ์ถึงความไม่สมจริงหรือดูขัดตาให้ได้เห็นอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะละครแนวบู๊แอ็กชั่น แฟนตาซี ที่มักจะตกม้าตายกับการทำซีจีมาก็หลายเรื่อง และอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม คือ เรื่องเสื้อผ้า หรือคอสตูม ที่ควรจะเหมาะสมและตรงตามคาแรกเตอร์ตัวละครนั้นๆ แต่หลายครั้งมักมีกระแสวิจารณ์ถึงเสื้อผ้าที่นักแสดงใส่ในละครนั้นไม่สวยไม่เหมาะกับตัวละครให้ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แม้กระทั่งการแต่งหน้าทำผมเองก็มีเรื่องให้วิจารณ์เพียบ โดยเฉพาะประเด็นทำไมนางเอกต้องแต่งหน้าตอนนอน แต่งหน้าไม่สวย ใช้รองพื้นหรือแป้งผิดเบอร์ ทำผมหรือใส่วิกผมที่ดูไม่เข้ากับหน้าของนักแสดง ฯลฯ จนกลายเป็นเรื่องฮิตที่ชาวเน็ตบ่นผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่เป็นประจำ

มาถึงอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ "นักแสดง" เพราะการเลือกนักแสดงที่เหมาะสมกับบท และการแสดงที่เข้าถึงบทบาท เล่นได้เป็นธรรมชาติ ไม่ประดิดประดอยการแสดงจนเกินไป เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ละครทุกเรื่องสนุกสนานน่าติดตาม แต่หลายครั้งที่มีกระแสวิจารณ์ถึงบทบาทที่นักแสดงได้รับว่าไม่เหมาะสม ไม่ตรงตามคาแรกเตอร์ตัวละคร แต่ที่เลือกให้นักแสดงคนนี้มารับ เพราะกำลังมีกระแส หรือบางครั้งนักแสดงมีชั่วโมงบินในการแสดงยังไม่มากพอ แต่ได้รับบทที่ยากและไกลตัว ทำให้เกิดปัญหาแสดงได้ไม่ไหลลื่น ไม่สมบทบาทที่ได้รับ และหลายครั้งที่นักแสดงหลายคนถูกวิจารณ์ว่า เล่นละครกี่เรื่องก็มีคาแรกเตอร์เดียว หรือเวลาเล่นบทร้ายต้องถลึงตาแสดงความโกรธเพื่อให้รู้ว่าโกรธ เป็นต้น

นอกจากนั้น แฟนละครหลายคนแสดงความเห็นว่า อยากให้นักแสดงดังที่ยังมีสังกัดเป็นอิสระ ไม่ต่อสัญญา เพื่อเลือกรับงานแสดงได้เต็มที่ และโอกาสที่นักแสดงที่มีฝีมือแต่อยู่ต่างช่อง จะได้มีโอกาสมาร่วมงานกันมากขึ้น ซึ่งดูเหมือนในเบื้องต้นจะเป็นไปได้ยาก เพราะนักแสดงส่วนมากจะเซ็นสัญญาหลายปี แต่ในระยะยาวก็อาจเป็นไปได้ว่า นักแสดงอาจเลือกไม่ต่อสัญญา หรือเซ็นสัญญาระยะสั้น เพราะในเมื่อช่องทีวีดิจิตอลมีมากมาย ทำให้สามารถเลือกรับงานได้หลากหลายเหมือนดารานักแสดงในต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ สิ่งที่เป็นตัวบ่งบอกถึงความสำเร็จ หรือล้มเหลวในการสร้างละครเรื่องหนึ่ง ก็คือ "เรตติ้ง" และ "กระแส" ซึ่งหลายครั้งที่ละครกระแสดี แต่เรตติ้งไม่ดีเหมือนกระแส หรือละครกระแสเงียบ ไม่ค่อยถูกพูดถึง แต่เรตติ้งกลับดีสวนกับกระแส และบางครั้งเรตติ้งดีกระแสดี หรือเรตติ้งร่วงกระแสแย่ ก็มีให้เห็นเช่นกัน แต่คอละครหลายคนบอกว่า แม้เรตติ้งกับกระแสเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นเรื่องของการตลาด อีกทั้งเป็นกำลังใจให้กับคนทำงาน แต่หลายครั้งที่ละครเนื้อหาดีมีคุณภาพ แต่เรตติ้งไม่ดี ทำให้ผู้จัด หรือทางช่องต้นสังกัด ไม่ค่อยทำละครคุณภาพดีสร้างสรรค์สังคมมาให้ชม

หลายครั้งที่เรื่องเรตติ้งทำให้นักแสดงหลายคนถูกลดบทบาทการแสดง จากบทพระเอก หรือนางเอกเร็วเกินควร เพราะละครที่นักแสดงเล่นนั้นเรตติ้งไม่ดี จึงมองไปว่านักแสดงคนนี้ไม่ดังพอที่จะเรียกเรตติ้งได้ แต่ในความเป็นจริง การที่ละครจะประสบความสำเร็จ นอกจากนักแสดงแล้ว บทละครและโปรดักชั่นเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน บางครั้งนักแสดงเล่นถึงบทบาท แต่บทและโปรดักชั่นไม่ดี แม้จะได้นักแสดงดังที่มีแฟนคลับมากมาเล่น ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ เพราะการที่นักแสดงหนึ่งคนจะแจ้งเกิดทางการแสดงได้นั้น นอกจากฝีมือทางการแสดงแล้ว ก็ต้องอาศัยบทและโปรดักชั่นที่ดีเสริมด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม คนดูละครหลายคนต่างเห็นตรงกันว่า การที่ผู้ผลิต หรือผู้จัดละครจะพัฒนาผลงานได้ ผู้บริโภค หรือคนดูต้องพัฒนาด้วย พูดง่ายๆ คือ ผู้ผลิตยังต้องทำตามความต้องการของคนดูเป็นหลัก และตราบใดที่คนดูยังชื่นชอบละครในรูปแบบเดิมๆ แต่ละครเนื้อหาแปลกใหม่ หรือสร้างสรรค์สังคมยังไม่ได้รับความนิยมในบ้านเรา ผู้ผลิตก็ยังคงต้องผลิตละครแนวเดิม เพื่อเอาใจตลาดผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่อไป เพราะเรตติ้งและโฆษณาเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตอยู่ได้เช่นกัน แต่หากคนดูเลือกที่จะเปิดรับละครคุณภาพที่มีบทที่ดี โปรดักชั่นดี และนักแสดงที่มีคุณภาพ ผู้ผลิตก็ต้องพัฒนาผลงานตัวเองให้ถูกใจคนดูเช่นกัน เพื่อให้มีทั้งเรตติ้งและกระแสตอบรับที่ดี ถึงจะเรียกว่าเป็นการยกระดับมาตรฐานละครไทยได้อย่างแท้จริง.

 

"ทีมข่าวบันเทิง ไทยรัฐออนไลน์" รวบรวมความคิดเห็นของคนดูที่อยากเห็น "ละครไทยยุคทีวีดิจิตอล" มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทั้งเรื่องบท โปรดักชั่น และนักแสดง เพื่อให้มีทั้งเรตติ้งและกระแสตอบรับที่ดี และเป็นการยกระดับมาตรฐานละครไทย... 28 มี.ค. 2557 20:39 30 มี.ค. 2557 12:38 ไทยรัฐ