วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไทย-เขมรตกชั้น ดัชนีความโปร่งใส

โดย

คำพระว่า เมื่อใดที่ใจเรียกร้องอย่าตามใจ  ...กายเรียกร้อง เช่น หิวโหย ปวดระบมจนทนไม่ไหว จึงค่อยทำตาม ท่านเปรียบกิเลสหรือความอยากที่เกิดจากใจเป็นเหตุ ให้เหมือนบ่อที่ถมเท่าไร ไม่มีวันเต็ม ขืนเผลอไปตามใจเข้า มีแต่เรื่องเดือดเนื้อร้อนใจไม่รู้จบ

แต่เพราะทุกวันนี้ คนส่วนหนึ่งปล่อยตัวปล่อยใจให้ไหลไปกับกระแสกิเลสแห่งความอยาก เมื่อใดที่ความอยากหรือแรงปรารถนาสบช่องเข้ากับโอกาสที่เปิดกว้างให้สามารถทำการทุจริต เมื่อนั้นลองสังเกต ไม่ช้าก็เร็วเรื่องเลวร้ายอีกนับไม่ถ้วนมักตามมา

ข้อมูลจาก องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เคยจัดอันดับประเทศซึ่งมีการคอร์รัปชันในหมู่ข้าราชการและแวดวงการเมือง หรือพูดอีกอย่าง จัดทำดัชนีชี้วัดการทุจริตคอร์รัปชันเฉพาะภาครัฐของแต่ละประเทศ เปรียบเทียบไว้ระหว่างปี 2555 กับปี 2556

<content_pic id="412980" location="20" orderNo="2" class="mceNonEditable">ดร.สุเมธ
ผลปรากฏ ปี 2555 ขีดระดับความโปร่งใสของข้าราชการและนักการเมืองในไทย ถูกจัดให้อยู่ใน อันดับที่ 88 ของโลก เทียบกับปี 2556 คะแนนภาพลักษณ์การคอร์รัปชันระดับโลกของไทย หล่นจากอันดับที่ 88ไปอยู่ที่ อันดับ 102 หรือร่วงรูดจากปีก่อนหน้าลงมาถึง 14 อันดับ ได้แค่35คะแนน จากคะแนนเต็ม 100

ผลการจัดอันดับดังว่า มีประเทศที่ได้รับการจัดอันดับทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 177 ประเทศ ผลคะแนนที่ประเทศไทยได้รับ นอกจากสอบตก ยังจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับ ประเทศเอกวาดอร์ มอลโดวา และ ปานามา

เทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่าง สิงคโปร์ ทั้งปี 55 และปี 56 สอบได้คะแนนความโปร่งใสอยู่ที่อันดับ 5 ของโลก บรูไน ปี 55 อยู่ที่อันดับ 46 ปี 56 เลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 38 มาเลเซีย ปี 55 อยู่ที่อันดับ 54 ปี 56 พัฒนาตัวเองขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 53

ฟิลิปปินส์ แม้ว่าปี 55 จะอยู่ที่อันดับ 105 ของโลก ซึ่งต่ำกว่าไทย แต่ปี 56 ทั้งแวดวงการเมืองและข้าราชการของฟิลิปปินส์ ได้รับการประเมินคะแนนความโปร่งใสดีขึ้น จนแซงหน้าไทยขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 94 ของโลก อินโดนีเซีย ปี 55 ได้คะแนนความโปร่งใส อันดับที่ 118 ของโลก  ปี 56 พัฒนาขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 114 เวียดนาม ปี 55 ได้อันดับที่ 123 ปี 56 วงการเมืองและข้าราชการโกงกินกันน้อยลง จึงได้รับการเลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 116

<content_pic id="412980" location="20" orderNo="3" class="mceNonEditable">
เพื่อนบ้านอย่าง ลาว แม้ว่าปี 55 เคยครองอันดับที่ 160 ของโลกแต่ปี 56 อันดับดีขึ้นถึง 20 อันดับ จนสามารถไต่เต้าขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 140 ของโลก ขณะที่ พม่า หรือ เมียนมาร์ ปี 55 อันดับความโปร่งใสอยู่เกือบรั้งท้าย ตาราง คืออันดับที่ 172 ของโลก แต่ปี 56 สามารถไต่เต้าขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 157 ของโลกแล้ว

ใน 10 ประเทศอาเซียน คงเหลือแต่ กัมพูชา หรือ เขมร ที่มีชะตากรรมเดียวกับไทย คือได้คะแนนและอันดับดัชนีความโปร่งใสลดลงจากอันดับที่ 157 ในปี 55 ร่วงลงไปอยู่ที่อันดับ 160 ของโลก ในปี 56

มีข้อน่าสังเกต ผลการจัดอันดับภาพลักษณ์ความไม่โปร่งใส หรือดัชนีคอร์รัปชันดังกล่าว มีประเทศที่ถูกจัดอันดับเกินกว่า 70% ที่สอบตก หรือได้คะแนนต่ำกว่าร้อยละ 50 ซึ่งในนั้นมีไทยรวมอยู่ด้วย

มีไม่ถึง 30% หรือเพียง 54 ประเทศใน 177 ประเทศทั่วโลกเท่านั้น ที่สอบผ่าน หรือได้รับคะแนนในการประเมินเกินกว่าร้อยละ 50 จากคะแนน เต็ม 100 คะแนน

ซึ่งในนั้นมี ประเทศเดนมาร์ก และ นิวซีแลนด์ ที่ครองแชมป์ประเทศอันดับ 1 ประเทศที่เต็มไปด้วยความโปร่งใสทั้งในวงราชการและการเมืองดีที่สุดของโลก ประจำปี 2556 (ค.ศ.2013) ด้วยคะแนน 91 คะแนน เต็ม 100 เท่ากันทั้ง 2 ประเทศ ผลัดเปลี่ยนกับ ประเทศสวีเดนซึ่งเคยครองแชมป์ อันดับ 1 ในบางปี

<content_pic id="412980" location="20" orderNo="4" class="mceNonEditable">
ทั้งนี้ ประเทศที่อยู่ในกลุ่มท็อปไฟว์ หรือ 5 อันดับโปร่งใสต้นๆของโลก สับเปลี่ยนอันดับกันในระหว่างประเทศ เดนมาร์ก นิวซีแลนด์ สวีเดน สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ และ ออสเตรเลีย

ส่วนประเทศในกลุ่มรั้งท้ายตาราง ซึ่งเต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชันในหมู่ข้าราชการและนักการเมือง คือ อัฟกานิสถาน เกาหลีเหนือ และโซมาเลีย ทั้งสามประเทศนี้ สอบได้เพียง 8 คะแนน จาก 100 คะแนน

ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล  ประธานกรรมการมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด เคยกล่าววรรคทองไว้ประโยคหนึ่งว่า การเป็นคนดี จะต้องมีลักษณะแบบผู้นำ การเป็นผู้นำที่ดี ควรมีคุณสมบัติที่เปรียบได้กับสัตว์ 3 ชนิด คือ พญาอินทรี เสือ และ กวาง

“พญาอินทรี เป็นสัตว์ที่มีสายตากว้างไกล บินสูง เปรียบได้กับผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ เสือ เป็นสัตว์ตัวใหญ่ มีพละกำลังและอิทธิฤทธิ์มาก แต่ไม่ค่อยแสดงออก จะแสดงออกต่อเมื่อตอนล่าเหยื่อ เปรียบได้กับผู้นำที่ต้องรู้จักการใช้อำนาจให้ถูกจังหวะ และต้องมีความเด็ดขาด”...“ส่วน กวาง เป็นสัตว์ที่มีสายตาจ้องมองระวังภัยตลอดเวลา แม้ในขณะที่มันเล็มหญ้าอยู่ใกล้กับสิงโต เปรียบเสมือนผู้นำที่ไม่ซุกกายอยู่แต่ในห้อง ต้องกล้าออกมารับรู้ และเผชิญกับปัญหา พร้อมที่จะแก้ปัญหาตลอดเวลา ผมขอให้คนที่ทำความดี เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้อง...”

<content_pic id="412980" location="20" orderNo="5" class="mceNonEditable">
วันก่อน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ร่วมกับ มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด จัดให้มีการอบรมเสริมสร้างวินัยและจริยธรรมให้แก่ข้าราชการจำนวนหนึ่ง ที่โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี

เกริกเกียรติ์ เอกพจน์ ที่ปรึกษาสำนักงาน ก.พ. ด้านการเสริมสร้างวินัยและจริยธรรม และกรรมการบริหารมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาดหนึ่งในวิทยากร บอกว่า

คุณธรรม 4 ประการ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย เมื่อคราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ถือเป็นหัวใจในการเสริมสร้างทั้งวินัยและจริยธรรมให้แก่ข้าราชการ

ประการแรก คือ การรักษาความสัจ ความจริงใจต่อตัวเอง ที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม ประการที่สอง คือ การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจ ความดี

ประการที่สาม การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริต ประการที่สี่ คือ การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักเสียสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง

คุณธรรมทั้ง 4 อย่างนี้ ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้งอกงามขึ้นโดยทั่วกัน ย่อมช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความผาสุก ร่มเย็น และมีโอกาสที่จะพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไป

เกริกเกียรติ์ บอกว่า ข้าราชการ มีทั้งวินัยและจริยธรรม เป็นเครื่องร้อยรัด โดยเฉพาะจริยธรรมนั้น ครอบคลุมทั้งในทางศาสนา การประกอบวิชาชีพ และในการทำงาน

<content_pic id="412980" location="20" orderNo="6" class="mceNonEditable">
บรรทัดฐาน หรือแบบแผนสำหรับยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ ในทางศาสนา ก็คือ ศีลธรรม ในการประกอบวิชาชีพ เรียกว่า จรรยา และในการทำงาน ก็คือ วินัย นั่นเอง

“สาเหตุทางใจที่ก่อให้เกิดการทำผิดวินัยของข้าราชการ อาจเกิดได้จากความไม่เข้าใจ สิ่งล่อใจ การตามใจตัวเอง ความไม่ใส่ใจ ความไม่มีจิตใจ ความจำใจ ความชะล่าใจ ความเจ็บใจ ความเผลอใจ และความตั้งใจ”

หลายคนอาจไม่ทราบว่า กฎเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2544 ระบุไว้ว่าถ้าเจ้าหน้าที่รัฐรับจาก ญาติของตน สามารถรับได้ตามจำนวนที่เหมาะสมตามฐานานุรูป หากรับจาก บุคคลอื่น ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์นั้น จะรับได้ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท

ถ้ารับทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาทขึ้นไป ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะพิจารณาอนุญาตให้ผู้รับเก็บไว้เป็นสิทธิ หรือส่งมอบให้หน่วยงานของรัฐ หรือส่งคืนผู้ให้ ก็แล้วแต่กรณี

จะเห็นว่า การเป็นข้าราชการที่ดี ทั้งในที่ลับและที่แจ้งนั้น เอาเข้าจริง ไม่ใช่เรื่องง่าย กฎเกณฑ์ที่มีอยู่ คุมได้เฉพาะในที่แจ้ง นอกจากยึดมั่นในศีลธรรมจรรยา และวินัย ข้าราชการที่ดียังต้องกล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม และไม่ยอมโอนอ่อนตามอิทธิพลใดๆ.

28 มี.ค. 2557 12:56 ไทยรัฐ