วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไปเข้าเฝ้า...พระพุทธเจ้า ที่…อินเดีย (๓)

โดย

คงคายามอาทิตย์อุทัย

จากนาลันทา เรากลับเข้ามาพักค้างคืนที่พุทธคยา เพื่อเตรียมตัวเดินทางต่อไปยังพาราณสีและสารนาถในวันรุ่งขึ้น

เที่ยวบินที่ TG 328 ใช้เวลาเพียง 50 นาที ก็นำคณะร่อนลงสู่สนามบินเมืองพาราณสี เพื่อเดินทางต่อไปยังสารนาถ เพื่อนมัสการสังเวชนียสถานอีกแห่งหนึ่ง ที่ในสมัยพุทธกาล เรียกว่า ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา ที่ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร

สถูปใหญ่เบื้องหน้าตระหง่าน รอการเดินทางมาสักการะของผู้คนจากทั่วสารทิศ คณะธรรมะหรรษา ปูผ้าด้านทิศเหนือ เพื่อสวดมนต์สรรเสริญพุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ ที่ถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากบริเวณนี้เป็นที่กำเนิดแห่ง “สังฆะ” องค์แรกของโลก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งได้ดวงตาเห็นธรรมครั้งแรกที่นี่ ในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ทำให้มีพระรัตนตรัยครบสมบูรณ์ และหลังจากนั้นก็มีผู้ได้ดวงตาเห็นธรรม ณ ที่แห่งนี้ สำเร็จเป็นพระอริยสงฆ์อีกถึง 60 องค์


ตามข้อมูล บอกว่า สารนาถ น่าจะมาจากคำว่า สารังคนาถ  ที่แปลว่า เป็นที่พึ่งของสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะกวาง ซึ่งมีอยู่ มากในบริเวณนี้ แต่เมื่อพระพุทธองค์ทรงประกาศธรรมที่นี่ สารนาถ จึงหมายถึง การเป็นสถานที่อันเป็นที่พึงอันประเสริฐของมนุษย์

หลังสวดมนต์เสร็จเรียบร้อย คณะจึงเวียนเทียนรอบธัมเมกขสถูป เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระคุณของพระพุทธองค์ ตามประวัติระบุว่า สถูปแห่งนี้สร้างขึ้นภายหลังพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วถึง 295 ปี โดยพระเจ้าอโศกมหาราชได้เสด็จมายังป่าอิสิปตนมฤคทายวันแห่งนี้ และเห็นว่า เป็นสถานที่ซึ่งเคยเป็นสังฆารามอันใหญ่โต จึงโปรดให้สร้างสถูปเจดีย์ ทรงบาตรคว่ำ ก่อด้วยหินทรายสูง 80 ฟุต ขึ้น เพื่อรำลึกถึงความเป็นสถานที่สำคัญ โดยโปรดให้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและศิลาจารึกไว้เป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญในยุคนั้นๆด้วย

นอกจากองค์ธัมเมกขสถูปแล้ว ในบริเวณเดียว กันยังมีมูลคันธกุฎีอีกแห่ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาในช่วงพรรษาแรกและพรรษาที่ 12 รวมทั้งเสาหินของพระเจ้าอโศกมหาราชที่ทรงบันทึกเรื่องราวการค้นพบถึงความสำคัญของป่าอิสิปตน-มฤคทายวันแห่งนี้ด้วย

ว่ากันว่า หลังจากที่บริเวณนี้ถูกทอดทิ้งให้กลายเป็นซากปรักหักพัง เป็นกองอิฐทับถมกันนานกว่า 700 ปี ในช่วงที่มุสลิมเติร์กเข้ามาทำลายล้าง ได้มีการขุดพบโบราณวัตถุมากมาย ทั้งพระพุทธรูป เทวรูป เครื่องใช้สอยในยุคนั้น รวมถึงพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาขัดสมาธิ ทรงกระทำวงที่นิ้วที่เรียกว่าธรรมจักร และมีรูปปัญจวัคคีย์นั่งพนมมือ ถือเป็น แบบฉบับทางศิลปะที่งดงามที่สุดของอินเดีย ทำให้เชื่อว่า บริเวณดังกล่าวเคยรุ่งเรืองอย่างมากในอดีต น่าเสียดายที่คณะของเราไม่ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ซึ่งเก็บรักษาของเหล่านี้ไว้ เนื่องจากพิพิธภัณฑ์ปิดในเวลา 17.00 น. ของทุกวัน ขณะที่บริเวณสถูปเปิดให้สักการะและเข้าชมได้ถึง 6 โมงเย็น

เราพักค้างคืนที่พาราณสี เมืองที่ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของความเป็นอินเดียโดยแท้ เมืองที่มีอายุยาวนานถึง 4,000 ปี โดยที่ยังคงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวฮินดูไว้อย่างเหนียวแน่น จนมีคำกล่าวว่า อยากเห็นอินเดียของแท้ต้องไปที่พาราณสี

หลายคนที่ไปเยือนพาราณสี มักคิดว่า ไฮไลต์ของการเดินทางมาที่เมืองนี้ ก็เพื่อล่องเรือชมแม่น้ำคงคา ดูการเผาศพที่ท่า มณิกรรณิกาฆาต ที่ว่ากันว่า เป็นท่าที่ใช้สำหรับเผาศพของชาวฮินดู ที่ซึ่งกองฟอนและไฟไม่เคยดับมอดมาตลอด 4,000 ปี

แต่จริงๆแล้ว พาราณสี มีไฮไลต์ที่น่าสนใจอยู่ มาก โดยเฉพาะความเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางความเชื่อและวัฒนธรรมอย่างสูงสุดแห่งหนึ่งของอินเดีย

กลิ่นหอมและควันกรุ่นของ การัมจัย  ชารสเข้มแต่กลมกล่อมของแดนภารตะ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่ทุกคนในคณะแสวงบุญ ธรรมะหรรษาครั้งนี้ ชื่นชอบเมื่อเทียบกับประดาอาหารแขกทั้งหลาย

กลิ่นชากรุ่นโชยแตะจมูก ผสานกลิ่นขี้วัว พาหนะแห่งพระศิวะที่ไม่มีผู้ใดจะไปขัดขวางการเดิน กิน อยู่ หลับนอนได้ แม้ในถนนที่มีรถราวิ่งกันขวักไขว่ แถมยังต้องกราบไหว้บูชาเสียอีกต่างหาก สร้างสีสันและบรรยากาศได้ดีทีเดียว ระหว่างการเดินลงสู่ท่าเรือเพื่อล่องเรือชมแม่น้ำคงคาในช่วงรุ่งอรุณของวันใหม่

เสน่ห์แห่งคงคาและพาราณสี ที่ไม่เคย เปลี่ยน แม้คนที่เคยเดินทางมาก่อนครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ยังคงรู้สึกตื่นเต้นกับบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยศรัทธาของชาวพาราณสี ที่พร้อมใจกันออกมาล้างหน้า อาบ ดื่ม กิน น้ำในสายน้ำอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

ริมฝั่งแม่น้ำคงคาส่วนใหญ่เป็นวังเก่าของเจ้าผู้ครองนครและแคว้นต่างๆ ในอินเดีย ซึ่งปัจจุบันดัดแปลงเป็นโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร เกสต์เฮาส์สำหรับนักท่องเที่ยว

เรือแล่นไปเรื่อยๆ นักศึกษาของสถาบันโยคะศาสตร์ แห่งพาราณสี เริ่มต้นกระทำสุริยนมัสการริมฝั่งแม่น้ำคงคา เสียงจ้อกแจ้กจอแจรวมไปถึงเสียงสวดมนต์ภาวนาของทั้งชาวพุทธและฮินดูดังขึ้นพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า

เราปล่อยใจให้ว่าง ปล่อยความทุกข์ให้ล่องลอยไปกับสายน้ำ ขณะที่ผู้ร่วมคณะส่วนใหญ่สาละวนอยู่กับการถ่ายรูปในมุมสวยๆ และตื่นเต้นเมื่อเรือแล่นผ่าน ท่ามณิกรรณิกาฆาต ที่กองไฟยังคงคุกรุ่น

ศพแล้วศพเล่ากว่า 200 ศพที่ถูกเผาที่นี่ในแต่ละวัน การจากไปของชีวิตๆหนึ่ง สอนให้เรารู้ว่าไม่ควรประมาทต่อชีวิต และควรใช้ชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท

แม้ไม่มีสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้า ประดิษฐาน ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคาแห่งนี้ แต่ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าทั้งความทุกข์ ความสุข ความจน ความรวย ความศรัทธา และการสักการะทั้งหลายของมวลมนุษย์ที่มองเห็น คือ บทเรียนแห่งชีวิตและธรรมะ

ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ทำไมสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้และประกาศธรรมนั้น ยังคงเป็นความจริงอันประเสริฐที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงมานานกว่า 2600 ปี.

28 มี.ค. 2557 09:01 28 มี.ค. 2557 09:22 ไทยรัฐ