วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


10 เหตุผลที่คนไทยต้องออกไปเลือกตั้ง ส.ว.57

อีกเพียง 4 วัน ก็จะถึงวันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นการทั่วไปทั้ง 77 จังหวัด ทั่วประเทศ หรือในวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2557 โดยมีการเลือกตั้งล่วงหน้าและเลือกตั้งนอกเขตไปแล้วตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา...

การเลือกตั้ง ส.ว.ดังกล่าว  เป็นการเลือกพร้อมกันทั่วประเทศ นับเป็นครั้งที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 หลังจากที่เคยเลือกไปครั้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551 คราวนั้น เป็นการเลือกตั้งพร้อมกัน 76 จังหวัด โดยแต่ละจังหวัดสามารถเลือก ส.ว.ได้เพียง 1 คนเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดเล็กหรือจังหวัดใหญ่

รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้มี ส.ว. 150 คน โดยมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน ส่วนที่เหลือมาจากการสรรหา ดังนั้น วันนี้ ประเทศไทยมีทั้งหมด 77 จังหวัด จึงต้องมี ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง 77 คน ส่วนที่เหลือ 73 คน มาจากการสรรหา โดย ส.ว.เลือกตั้งชุดนี้ จะมีวาระอยู่ 6 ปี แต่ไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งกลับมาใหม่

การเปลี่ยนแปลงในวุฒิสภาคราวนี้ เป็นการหมดวาระเฉพาะ ส.ว.ที่มาจาการเลือกตั้ง ส่วน ส.ว.แบบสรรหาอีก 73 คน ยังมีอายุต่อไปอีกประมาณ 3 ปี เพราะเพิ่งมีการสรรหาครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554

ว่าไปแล้วแนวคิดเรื่องให้มีการเลือกตั้ง ส.ว.เป็น 2 ระบบนี้ เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2550 นี่เอง เพราะก่อนหน้านั้น รัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้มี ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดรวม 200 คน โดยแต่ละจังหวัดมีจำนวน ส.ว.ไม่เท่ากัน ขึ้นกับจำนวนประชากรของจังหวัดนั้นๆ แต่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จะเลือก ส.ว.ได้เพียงเบอร์เดียว

โดยแต่ละจังหวัดต้องมี ส.ว.อย่างน้อย 1 คน และจังหวัดที่มีจำนวน ส.ว.ได้มากที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร ที่มีได้ถึง 18 คน รองลงมาคือ นครราชสีมา 8 คน นอกจากนั้นก็ลดหลั่นกันลงมาตามจำนวนประชากรที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง

ทั้งนี้ ในการเลือกตั้ง ส.ว.โดยตรงครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2543 ปรากฏว่า ผู้ได้รับเลือกตั้งทั้ง 200 คนมีสัดส่วนของความหลากหลายที่ลงตัวระหว่างอดีตข้าราชการ นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน เครือข่ายญาติพี่น้องของนักการเมืองและผู้มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ จึงนับว่า เป็นวุฒิสภาที่มีความเป็นอิสระจากพรรคการเมืองพอสมควร

จากบทบาทความเป็นอิสระของ ส.ว.เลือกตั้งชุดแรกนี่เองที่ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ตระหนักถึงบทบาทในการตรวจสอบรัฐบาลของวุฒิสภา ดังนั้น ในการเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2549 จึงมีสามี-ภรรยาและญาติพี่น้องของนักการเมืองที่สังกัดพรรคการเมืองต่างๆ สมัครและได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นที่มาของคำว่า “สภาผัว-สภาเมีย” ซึ่งสื่อให้เห็นปัญหาในเรื่องความเป็นอิสระของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งในครั้งนั้น

จนกระทั่งเมื่อมีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 พร้อมทั้งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงมีความพยายามที่จะแก้ปัญหาเรื่อง “สภาผัว-สภาเมีย” ด้วยการนำระบบการสรรหา ส.ว.เข้ามาผสมผสาน โดยให้ประมุขหรือผู้แทนขององค์กรอิสระ 7 แห่งมาทำหน้าที่สรรหา ส.ว.จากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อมาจากองค์กรในสาขาอาชีพต่างๆ เพื่อให้ได้ตัวแทนที่หลากหลาย

แต่จากการสรรหา ส.ว.มา 2 ครั้งในปี 2551 และ 2554 พบว่า แม้ว่า ส.ว.สรรหาส่วนใหญ่ จะเป็นตัวแทนของสาขาอาชีพต่างๆ อย่างแท้จริง แต่ก็พบว่า ส.ว.สรรหาอีกจำนวนมาก มีภูมิหลังไม่ตรงกับกลุ่มวิชาชีพที่ตนเองได้รับการเสนอเชื่อเข้ามา และมีอีกบางส่วนที่เข้ามาแล้ว ไม่ได้ทำหน้าที่สมกับที่ได้รับการสรรหาเข้ามาทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทย

ยังไม่นับข้อวิจารณ์ว่า กระบวนการในการสรรหา ส.ว.ไม่มีความยึดโยงกับประชาชน เพราะตัดสินโดยคนเพียง 7 คนที่ยังไงๆ ย่อมไม่สามารถรู้จักถึงความรู้ความสามารถของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ามารับการสรรหาได้อย่างถ่องแท้ จนสุดท้าย ย่อมหนีไม่พ้นระบบอุปถัมป์หรือระบบต่างตอบแทน เพราะในที่สุดแล้ว วุฒิสภาก็ต้องทำหน้าที่ให้การรับรองบุคคลที่ผ่านการสรรหาเข้ามาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งเป็นผู้ที่สรรหาตนเข้ามา

ดังนั้น เมื่อโอกาสในการเลือก ส.ว.มาถึง เราในฐานะประชาชนคนไทย จึงไม่ควรละเลยที่จะไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งนี้ โดยคำนึงถึงเหตุผล 10 ประการ ดังต่อไปนี้...

1. การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งโดยตรง ประชาชนไทย 1 คน มี 1 เสียงเท่ากันในการไปเลือกตั้ง ส.ว.ได้เพียงคนเดียว ในจังหวัดที่ตนเองมีถิ่นที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน

2. สำหรับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งสภาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ หากได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ สิทธิ์ต่างๆ ที่เสียไปอันเนื่องมาจากการไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส. ก็จะกลับคืนมาโดยอัตโนมัติ

3. สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งชุดนี้ จะเข้าไปทำหน้าที่สำคัญในการชี้ชะตาของประเทศ โดยเฉพาะโอกาสที่จะเข้าไปทำหน้าที่ลงคะแนนถอดถอนหรือไม่ถอดถอนนักการเมืองที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดและส่งมาให้วุฒิสภาพิจารณาถอดถอน เช่นในกรณีของนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เป็นต้น

4. นอกจากการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งแล้ว วุฒิสภายังเป็นด่านแรกในการกลั่นกรองคนเข้าสู่องค์กรอิสระต่างๆ เช่น กรรมการ ป.ป.ช. กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งแม้ ส.ว.จะมีบทบาทเพียงให้คำแนะนำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็คือ บทบาทในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญๆ เหล่านี้นั่นเอง

5. การพิจารณากลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านการพิจารณามาจากสภาผู้แทนราษฎรก็ถือเป็นหน้าที่สำคัญของสมาชิกวุฒิสภา เช่น ในกรณีของร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ที่วุฒิสภามีมติไม่รับร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งแม้ว่าในที่สุด สภาผู้แทนราษฎรจะสามารถยืนยันร่างกฎหมายอีกครั้ง แต่ก็ทำให้กระบวนการออกกฎหมายมีความรอบคอบมากขึ้น

6. สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะต้องร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาในกฎหมายสำคัญสูงสุดของประเทศคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย ส.ว.จะมีสิทธิ์ในการลงมติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่าเทียมกับ ส.ส.

7. บทบาทในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีคนนั้น การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาล รวมถึงการตั้งคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ขึ้นมาเพื่อศึกษาและสอบสวนเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นผลกระทบจากการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล

8. การให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญต่างๆ ที่ต้องกระทำร่วมกันทั้งสองสภาฯ  เช่น การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ตามที่คณะองคมนตรีเป็นผู้เสนอ) หรือการพิจารณาประกาศสงคราม เป็นต้น

9. ในระหว่างที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภายังต้องทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎรไปในคราวเดียวกันในเรื่องสำคัญและจำเป็นบางเรื่อง เช่น การให้ความเห็นชอบ  ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ หรือเพราะเหตุอื่น) การรับการปฏิญาณตน ของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก่อนเข้ารับหน้าที่ การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติม กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ การรับทราบการแต่งตั้ง พระรัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ การให้ความเห็นชอบพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ (ตามที่คณะองคมนตรีเสนอ) การรับทราบการอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ และการให้ความเห็นชอบในการประกาศสงคราม

10. ส่วนเหตุผลประการสุดท้ายที่เราควรต้องไปเลือกตั้ง ส.ว. ก็คือ วุฒิสภาอาจจะต้องใช้อำนาจบางเรื่องที่ไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น การใช้อำนาจตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งการจะใช้หรืออำนาจนี้หรือไม่ ย่อมขึ้นกับมติของวุฒิสภาเอง ดังนั้น เสียงของ ส.ว.เลือกตั้งทั้ง 77 คน จึงมีสิทธิ์กำหนดการใช้อำนาจในส่วนนี้ด้วย

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เราคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะมีอุดมการณ์ทางการทางเมืองแตกต่างกันอย่างไร ก็ควรจะต้องออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคมนี้...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong
chavarong@thairath.co.th

 

อีกเพียง 4 วัน ก็จะถึงวันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นการทั่วไปทั้ง 77 จังหวัด ทั่วประเทศ หรือในวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2557 โดยมีการเลือกตั้งล่วงหน้าและเลือกตั้งนอกเขตไปแล้วตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา... 26 มี.ค. 2557 21:12 26 มี.ค. 2557 21:39 ไทยรัฐ