วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จากวัยเด็กสู่วัยหนุ่มสาว จะรวยระดับโลกได้มั้ย?

สัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนถึงโอกาสที่ลูกหลานของเราอาจโตขึ้นกลายเป็นนักลงทุนระดับโลก หากรู้จักปลูกฝังวิธีคิดและวิธีการลงทุนอย่างชาญฉลาด มาสัปดาห์นี้ มีคำถามเกิดขึ้นมาว่า ถ้าจะมาปรับวิธีคิด และวิธีการลงทุนตอนเป็นวัยหนุ่มสาวจะยังทันหรือไม่ เผื่อจะได้มีโอกาสเทียบชั้นนักลงทุนระดับโลกมั่ง

ต่อไปนี้ คือ วิธีคิดการลงทุนของนักลงทุนขั้นเทพอย่างคุณปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ เริ่มต้นจาก 1. อย่าขาดทุน นั่นหมายความว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการลงทุน ก็คือต้องพยายามอย่าให้ขาดทุน หากมองการลงทุนของบัฟเฟตต์จะเน้นการลงทุนถือหุ้นระยะยาวมาก หุ้นจะขึ้นหรือเปล่าในเดือนหน้าหรือปีหน้า เขาไม่สนใจ เขาสนใจแต่ว่าในระยะยาวแล้ว หุ้นที่เขาซื้อจะไม่ลดลงอย่างถาวร 2. ซื้อธุรกิจที่ดีสุดยอดในราคาปานกลาง แต่อย่าซื้อธุรกิจขนาดกลางในราคาหุ้น (พุ่ง) สุดยอด บัฟเฟตต์นั้นไม่เน้นซื้อของถูกหรือซื้อได้ในราคาที่ "ดีสุดยอด" ธุรกิจที่ดีสุดยอดนั้นในระยะยาวแล้ว มูลค่าของกิจการก็จะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าสามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่แพง ราคาหุ้นก็จะปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามผลประกอบการ เข้าข่ายยิ่งถือนานก็ยิ่งดี


3. “เวลา” จะเป็นเพื่อนที่ดีของธุรกิจมหัศจรรย์ แต่เป็นศัตรูเบอร์หนึ่งของธุรกิจแบบธรรมดาๆ นั่นก็คือ ถ้าถือหุ้นของ "ธุรกิจมหัศจรรย์" หรือธุรกิจที่ดีสุดยอด คุณจะอยากถือไว้นานที่สุด ให้เวลากับการลงทุน เพราะยิ่งเวลาผ่านไป กำไรของบริษัทก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราที่สูงต่อเนื่อง ตรงกันข้าม ธุรกิจพื้นๆ นั้น ในบางช่วงเช่นช่วงแรกๆ ราคาอาจจะปรับตัวขึ้นด้วยสาเหตุอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจจะรวมถึงการที่มีคนเห็นว่ามันเป็นหุ้นที่ถูก และเข้ามาซื้อทำให้หุ้นปรับตัวขึ้น แต่เมื่อถือหุ้นนานขึ้นเรื่อยๆ แต่กำไรของบริษัทและราคาหุ้นกลับไม่ปรับตัวขึ้น

4. หากำไรจากธุรกิจที่ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ นั่นก็คือ ธุรกิจที่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างง่ายๆ ด้วยปัจจัยอื่น โดยเฉพาะธุรกิจของเทคโนโลยี จะถือว่าเป็นธุรกิจที่สามารถคาดการณ์ผลประกอบการได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากสำหรับการลงทุนระยะยาว ดังนั้น ถ้าอะไรที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ง่าย ก็มักจะหลีกเลี่ยงไม่ลงทุน 

5. ประวัติศาสตร์บอกเสมอว่า ธุรกิจที่เก่าแก่ ยืนยาว จะเผชิญปัญหาเพียงชั่วคราวเท่านั้น นี่เป็น "โอกาสทอง" ที่บัฟเฟตต์แสวงหาตลอดมา จากอดีตจะเห็นว่าเขาเคยทำเงินมหาศาลอย่างรวดเร็วจากการซื้อหุ้นของกิจการที่ดีสุดยอด แต่ประสบปัญหาชั่วคราวที่สามารถแก้ไขได้ อาทิ หุ้นของอเมริกันเอ็กซ์เพรส หุ้นโค้ก และหุ้นอีกหลายตัวในช่วงที่เกิดวิกฤติซับไพรม์ในอเมริกา

6. คำนวณตัวเลขได้ แต่คำนวณความคลั่งของนักลงทุนไม่มีวันได้ ไม่น่าเชื่อเมื่อเซอร์ไอแซค นิวตัน ยังขาดทุนในการลงทุนกับวิกฤตการณ์เซาท์ซี ทำให้สุดยอดมนุษย์นักคิดคนนี้ กล่าวภายหลังว่า "ผมสามารถคำนวณการเคลื่อนไหวของดวงดาวได้ แต่ผมไม่สามารถคำนวณความบ้าคลั่งของคนได้" ถ้าเขาไม่ถูกทรมานจากการขาดทุนในครั้งนั้นมากเกินไป เขาคงได้ค้นพบสัจธรรมข้อนี้แน่ๆ

7. ยามเมื่อตลาดหุ้นตกต่ำเท่านั้น ที่จะเห็นนักลงทุนตัวจริง เสียงจริง ความหมายก็คือ การที่จะดูว่าใครมีฝีมือในการลงทุนจริงๆ หรือหลักการลงทุนแบบไหนได้ผลในระยะยาวจริงๆ นั้น เราจะต้องดูตอนที่ตลาดหลักทรัพย์ตกต่ำหรือซบเซาลงมากๆ เพราะนั่นคือเวลาที่จะพิสูจน์ว่ากลยุทธ์การลงทุนใช้ได้ผลจริง เพราะในยามที่ตลาดดีหรือช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นโดดเด่นเป็นกระทิง กลยุทธ์หลายๆ แบบอาจให้ผลดี หรือแม้แต่ดีกว่ากลยุทธ์ที่กูรูระดับโลกใช้กัน ทั้งหมดก็เป็นเพียงบางส่วนของคุณปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ได้ผ่านการทดสอบมาต่อเนื่องยาวนาน คิดแล้วน่าจะกว่า 50 ปีที่อัครเศรษฐีตลอดกาลอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ลงทุนมากว่าครึ่งชีวิต ด้วยหลักคิดสำคัญ 7 ข้อที่ได้พูดถึง แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนเพื่อนำไปใช้ในการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

เพราะอย่าลืมว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังไม่เคยซื้อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเลยแม้แต่บริษัทเดียว แม้ตลาดหุ้นไทยจะมีอายุมากว่า 30 ปีก็ตามครับ.


บัญชา ชุมชัยเวทย์

 

บัญชา ชุมชัยเวทย์

สัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนถึงโอกาสที่ลูกหลานของเราอาจโตขึ้นกลายเป็นนักลงทุนระดับโลก หากรู้จักปลูกฝังวิธีคิดและวิธีการลงทุนอย่างชาญฉลาด มาสัปดาห์นี้ มีคำถามเกิดขึ้นมาว่า... 26 มี.ค. 2557 09:20 26 มี.ค. 2557 09:54 ไทยรัฐ