วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ครั้งหนึ่ง เมื่อผมได้มีโอกาสคุยกับนักรบปัตตานี ตอนที่ 2 ''เราไม่ได้ต่อสู้กับคนไทย แต่เราต่อสู้กับผู้ยึดครอง''

ครั้งหนึ่ง เมื่อผมได้มีโอกาสคุยกับนักรบปัตตานี ตอนที่ 2

''เราไม่ได้ต่อสู้กับคนไทย แต่เราต่อสู้กับผู้ยึดครอง''

ในตอนที่แล้ว นายฮกหลง ได้เกริ่นถึงที่ไปที่มา ที่นำไปสู่การพูดคุยระหว่างสื่อมวลชนไทยกับนักรบปัตตานี ครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้แล้ว ในตอนที่ 2 นี้ นายฮกหลง จะพาแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ไปสู่ประเด็นการหารือสำคัญๆ ทั้งในการพูดคุยกึ่งทางการผ่านล่ามด้วยภาษามลายู และการถกแบบจับเข่าคุยในช่วงการรับประทานอาหารร่วมโต๊ะ กับพวกเขาเหล่านั้น ให้ทุกท่านได้รับทราบ


ทำไมถึงต้องจับอาวุธต่อสู้

 

บรรดานักรบปัตตานี พูดตรงกันในประเด็นนี้ว่า การต่อสู้ของพวกเขาในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว เกิดจากดินแดนปัตตานีถูกยึดครอง หนำซ้ำชาติพันธ์ุมลายูปัตตานียังถูกปฏิเสธอย่างไม่เป็นธรรมจากผู้ยึดครอง และการต่อสู้ในความรู้สึกของพวกเขานั้นมิได้เริ่มต้นตั้งแต่เกิดเสียงปืน ในการบุกปล้นปืน 413 กระบอก ในค่ายทหาร ที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อปี พ.ศ.2547 แต่สำหรับชาวมลายูปัตตานีนั้น การต่อสู้กับผู้ยึดครอง ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เกือบ 200 ปีที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่กระบวนการต่อสู้กับผู้ยึดครองอย่างจริงจังนั้นได้เริ่มต้นขึ้น ตั้งแต่ได้มีการก่อตั้งกลุ่มบีอาร์เอ็น เมื่อปี พ.ศ.2503 แล้ว พร้อมกับหล่นวลีเด็ดอีกครั้งว่า "เราไม่ได้ต่อสู้กับคนไทย แต่เราต่อสู้กับผู้ยึดครอง"

อะไรคือการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ยึดครอง

นอกจากมิติทางกายภาพเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ที่พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเที่ยงธรรมแล้ว ยังมีเรื่องสิทธิและเสรีภาพและสถานภาพทางสังคม ที่พวกเรามองว่า ได้รับการปฏิบัติสองมาตรฐาน เช่น ประเด็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมในคดีความต่างๆ หรือการที่ก่อนหน้านี้ คนมุสลิมไม่ได้รับโอกาสเรื่องการทำงานราชการในตำแหน่งสูง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หรือแม้แต่กระทั่งครูใหญ่ขณะเดียวกัน พวกเขายังมองว่า การที่รัฐบาลไทยให้มีการศึกษาภาคบังคับนั้น สำหรับพวกเขาถือเป็นหนึ่งการคุกคาม เพื่อกลืนกินอัตลักษณ์ความเป็นลูกหลานชาวมลายูปัตตานี ให้ปรับเปลี่ยนมาเป็นวิถีวัฒนธรรมแบบคนไทยอีกด้วย


ทำไมจึงไม่เลือกที่จะต่อสู้อย่างสันติ แต่กลับใช้ความรุนแรง

 

เมื่อถูกถามในประเด็นนี้ ฮกหลง สังเกตได้ว่าบรรดานักรบปัตตานี ตอบโต้กลับสื่อไทยมาค่อนข้างแรง และมีอารมณ์พอสมควร โดยสังเกตได้จากสีหน้าและแววตา ต่อทุกๆ คำพูดที่มาจากปากของพวกเขา จนผู้ที่ทำหน้าที่ล่ามในการหารือนี้ ถึงกับมาพูดให้พวกเราสื่อไทยฟังในภายหลังว่า หากไม่ติดว่าพอจะมีความสนิทชิดเชื้อกันอยู่บ้าง คำถามนี้ก็อาจจะถึงกับทำให้เคืองกันได้เลยทีเดียว

โดยบรรดานักรบปัตตานี กล่าวว่า พวกคุณจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ หะยีสุหลง ผู้นำทางจิตวิญญาณของคนมลายูปัตตานีได้หรือไม่ หะยีสุหลง ไม่ได้ต่อสู้ด้วยความรุนแรง และยังมีข้อเรียกร้องที่นำไปสู่สันติภาพ 7 ข้อ แต่ที่สุดแล้ว (ในความเชื่อของพวกเขา) หะยีสุหลงกลับถูกอุ้มฆ่าถ่วงน้ำ เมื่อปี พ.ศ.2498 รวมทั้งเหตุการณ์ความรุนแรงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับชาวมลายูปัตตานีที่พยายามจะพูดเรื่องมลายูปัตตานี จากการกระทำของฝ่ายผู้ยึดครอง เมื่อเป็นเช่นนี้การพูดคุยจึงไม่มีความหมาย ในเมื่อพูดกันด้วยปากไม่ได้ จึงต้องพูดกันด้วยกระสุนปืนแทน


เหตุใดประชาชน ครู และพระ จึงกลายเป็นเป้าหมาย แทนที่จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว

 

ในประเด็นนี้ นักรบปัตตานียืนยันว่า พวกเขาต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ที่ถืออาวุธเท่านั้น พวกเขาไม่เคยรบกับครู หรือพระภิกษุ แต่ฝ่ายรัฐบาลไทยเองต่างหากที่ดึงทั้งพระและครูเข้ามาในสนามรบ เช่น การเข้าไปตั้งกองกำลังคุ้มกันในวัด และโรงเรียนต่างๆ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อใดก็ตามที่มีการโจมตีเข้าใส่กองกำลังติดอาวุธในวัดหรือโรงเรียน จึงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ทั้งพระและครูถูกลูกหลง นอกจากนี้ พวกเขายังได้ยืนยันว่า ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ที่จะไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตอีกด้วย

ขณะเดียวกัน หากประชาชน พระ หรือครูคนใดที่ทำตัวเป็นกลาง และไม่หลงเชื่อเจ้าหน้าที่รัฐ ทำตัวเป็นสายสืบคุกคามพวกเขา ก็จะไม่ได้รับอันตรายใดๆ อย่างแน่นอน เพราะนักรบปัตตานีทุกคนยึดหลักการต่อสู้ตามหลักการของอิสลาม ที่จะไม่ทำร้ายคนทั่วไป และที่สำคัญนักรบปัตตานีทุกคนอยู่ภายใต้องค์กรและจะกระทำการใดๆ ตามคำสั่งขององค์กรเท่านั้น จะไม่มีใครไปกระทำการที่ขัดต่อคำสั่งของผู้ที่เป็นผู้นำอย่างเด็ดขาด เพราะฉะนั้น ข่าวลือที่ว่าบรรดานักรบรุ่นใหม่เกิดความไม่พอใจที่บรรดาแกนนำรุ่นเก่าๆ เปลี่ยนแนวทางมาพูดคุยกับรัฐบาล จนสร้างคลื่นใต้น้ำไม่ยอมรับการหารือของทั้งสองฝ่ายนั้น จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ซึ่งในประเด็นที่การกล่าวหาว่า ครู ทำตัวเป็นสายสืบให้กับฝ่ายทางการนั้น ฮกหลง ได้ลองซักถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า อาจจะเกิดจากความเข้าใจผิดระหว่างกัน จนนำไปสู่ความสูญเสีย ทางฝ่ายนักรบปัตตานี กล่าวยืนยันว่า การที่พวกเขาจะลงมือกับผู้ใดในเรื่องนี้ จะต้องมีข้อมูลยืนยันที่ชัดเจน และก่อนจะลงมือ จะมีการเตือนให้หยุดการกระทำทุกครั้ง โดยการเตือนครั้งที่ 1 คือการฝากคนที่สนิทชิดเชื้อกับบุคคลต้องสงสัยไปบอกให้หยุดการกระทำ แต่หากยังไม่ยอมหยุด ก็จะมีการเตือนครั้งที่ 2 คือการส่งหนังสือไปเตือนโดยตรง และการเตือนครั้งที่ 3 ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้าย คือการนำข้าวสารและไข่ ซึ่งในทางศาสนาอิสลามถือว่าเป็นของชำร่วยที่ใช้ในงานศพ ไปแขวนไว้หน้าบ้าน


แล้วอะไรคือข้อพิสูจน์! ว่าคือสายสืบ ฮกหลง ได้ย้อนถามกลับไป

 

นักรบปัตตานีจึงยกกรณีหนึ่งเล่าให้ ฮกหลง ฟังว่า เคยมีครูในพื้นที่คนหนึ่งเข้าสอนในชั้นเรียน จากนั้นได้วาดรูปปืนบนกระดานดำ แล้วถามบรรดาลูกศิษย์ว่ารู้ไหมว่าสิ่งนี้คืออะไร เมื่อนักเรียนคนใดตอบได้ว่าเป็นปืน ก็ได้ย้อนถามกลับไปยังนักเรียนคนนั้นๆ ว่า แล้วที่บ้านใครมีบ้าง เมื่อเด็กๆ คนใดตอบว่าที่บ้านของตนเองมี ในวันรุ่งขึ้นบ้านของนักเรียนคนนั้นจะถูกทหารบุกค้น และจับกุมตัวคนในครอบครัวทันที
นอกจาก นี้ พวกเขายังได้ฝากเตือนบรรดาครูที่ลงไปทำงานในพื้นที่ด้วยว่า ไม่ควรไปตั้งชื่อไทยให้กับบรรดาลูกศิษย์ แม้จะมีการร้องขอ เพราะหากทำจะถือเป็นการคุกคามทางวัฒนธรรมทางหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งจะทำให้คนในพื้นที่ไม่พอใจได้

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลส่งเสริมให้ครูหรือประชาชนชาวไทยพุทธพกอาวุธได้ สำหรับพวกเขาแล้ว ถือเป็นหนึ่งในความพยายามสร้างความคลางแคลงใจและความหวาดระแวงระหว่างชาวไทย พุทธ และชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ ทั้งๆ ที่ในอดีตไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น โดยตามข้อมูลที่ฝ่ายพวกเขารวบรวมได้ ทราบมาว่าขณะนี้มีครูและประชาชนที่มีอาวุธอยู่ในพื้นที่มากถึง 130,000 คน

ซึ่งเมื่อพูดมาถึงตอนนี้ นักรบปัตตานี จึงได้สนับสนุนข้อเสนอของฝ่ายตนเองที่มีต่อรัฐบาลทันที นั่นก็คือ การให้ถอนทหารออกจากพื้นที่ทั้งหมด เพื่อแลกเปลี่ยนกับการหยุดยิง!

แล้วหากยอมวางอาวุธก่อน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการถอนทหาร จนนำไปสู่การหยุดยิงที่แท้จริงล่ะ

ในประเด็นนี้ นักรบปัตตานี ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า พวกเขาไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นว่า กองทัพและรัฐบาลจะยินยอมยุติการใช้กำลัง เพราะจะมีหลักประกันอะไรว่า หากพวกเขายอมวางอาวุธก่อน แล้วฝ่ายกองทัพหรือรัฐบาล จะไม่ฉกฉวยโอกาสในการไล่ล่าพวกตนเอง


หากเป็นเช่นนั้น จะแสดงให้เห็นได้หรือไม่ว่า ชาวไทยพุทธจะปลอดภัย หากไม่มีอาวุธหรือทหารแล้ว

 

นักรบปัตตานี ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า รัฐบาลควรที่จะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เพราะความหวาดระแวงที่มีต่อกันนั้น มีจุดเริ่มมาจากมีการส่งเสริมให้มีการพกอาวุธและเข้าไปตั้งค่ายทหารใน พื้นที่ ซึ่งพวกเขามองว่า เป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงก่อน อย่างไรก็ดี พวกเขายอมรับว่า อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลดความหวาดระแวงต่อกันในเร็ววันนี้ แต่หากรัฐบาลยอมที่จะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ก็อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้

ในตอนที่ 3 ของครั้งหนึ่ง เมื่อผมได้มีโอกาสคุยกับนักรบปัตตานี นายฮกหลง จะนำท่านผู้อ่านไปสู่คำตอบของ เพราะเหตุใดนักรบปัตตานีจึงเห็นว่าต้องมีการพูดคุย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้...ติดตามต่อพรุ่งนี้

ในตอนที่แล้ว นายฮกหลง ได้เกริ่นถึงที่ไปที่มา ที่นำไปสู่การพูดคุยระหว่างสื่อมวลชนไทยกับนักรบปัตตานี ครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้แล้ว ในตอนที่ 2 นี้ นายฮกหลงจะพาแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ไปสู่ประเด็นการหารือสำคัญๆ ทั้งในการพูดคุยกึ่งทางการผ่านล่ามด้วยภาษามลายู และการถกแบบจับเข่าคุยในช่วงการรับประทานอาหารร่วมโต๊ะ กับพวกเขาเหล่านั้น ให้ทุกท่านได้รับทราบ 25 มี.ค. 2557 09:27 26 มี.ค. 2557 20:23 ไทยรัฐ