วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผุดต้นแบบ 'พนักงานคุมประพฤติ' หลังแนวโน้มเด็กกระทำผิดเพิ่มขึ้น

กรมพินิจฯ ตั้งเป้าปี 58 ต้นแบบองค์ความรู้ เรื่องการปฏิบัติต่อเด็กเสริมความรู้ “พนักงานคุมประพฤติ” มุ่งพัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญในอาชีพ เตรียมพร้อมรับอาเซียน คาดการกระทำผิดต่อเด็กจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น...

นายอภิชาต จารุศิริ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบงานยุติธรรมเด็กและเยาวชน กล่าวว่า กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยเริ่มตั้งแต่เด็กและเยาวชนกระทำความผิด จนกระทั่งเมื่อเด็กและเยาวชนได้รับการปล่อยตัวกลับคืนสู่สังคม โดยมีหน้าที่หลัก คือ การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและตอบสนองต่อความจำเป็นของเด็กและเยาวชนอย่างเหมาะสม เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถกลับตนเป็นคนดี และไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำอีก

ในปี 2552-2556 กรมพินิจฯ ได้ทำโครงการพัฒนาระบบการปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม (Juvenile Justice Reform Project : JJRP) เพื่อพัฒนาระบบการปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนใน 3 ด้านหลัก คือ การคัดกรอง จำแนก การบำบัด แก้ไข ฟื้นฟู การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการติดตามภายหลังปล่อย ทำให้หน่วยงานมีเครื่องมือประเมินระดับความเสี่ยงและความจำเป็นสำหรับใช้ในการสัมภาษณ์เด็กและเยาวชนและครอบครัว เพื่อให้ได้ข้อมูลมาประกอบการจัดทำรายงานข้อเท็จจริง เพื่อรายงานต่อศาลและมีข้อมูลจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนที่มีรายละเอียดที่ครบถ้วน

หลังจากการกำหนดให้หน่วยงานได้นำเครื่องมือไปใช้ พบปัญหาอุปสรรคในการใช้งาน คือ พนักงานคุมประพฤติผู้ใช้เครื่องมือ ยังขาดความรู้ความเข้าใจและขาดทักษะในการใช้เครื่องมือ ส่งผลให้การนำเครื่องมือไปใช้ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการอบรมทักษะในการปฏิบัติงานด้านการจำแนก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานคุมประพฤติได้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะ ในการใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์เพื่อประเมินความเสี่ยง และความจำเป็นที่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาแนวทางการใช้แบบสัมภาษณ์ เช่น วิธีการตั้งคำถาม เทคนิคการวิเคราะห์ เขียนรายงานข้อเท็จจริง และให้ผู้ผ่านการอบรมมีความสามารถในการสอนงานให้พนักงานคุมประพฤติในหน่วยงานของตนเอง พร้อมให้หน่วยงานมีรายงานที่เป็นข้อเท็จจริงที่มีคุณภาพ ตลอดจนผู้ใช้รายงานจากแบบรายงานข้อเท็จจริง ที่มีข้อมูลถูกต้อง ครอบคลุม เพียงพอต่อการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากกรมพินิจฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านการจำแนก เพราะเป็นด่านแรกที่พบกับเด็กและเยาวชนที่ถูกส่งตัวเข้ามาสถานพินิจฯ จึงต้องจำแนกเด็กและเยาวชนด้วยข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด

นายฐานิส ศรียะพันธ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวว่า กรมพินิจฯ มีวิสัยทัศน์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน มียุทธศาสตร์ที่ทันสมัยเป็นสากล และมีบทบาทที่น่าภาคภูมิใจในการคืนเด็กดีสู่สังคม ดังนั้น ถึงเวลาที่จะต้องทำงานเฉพาะเรื่องที่ถนัด เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะไปโอบอุ้มทุกเรื่องไว้ทั้งหมด พนักงานคุมประพฤติจึงต้องจำแนกเด็กและเยาวชนสถานพินิจฯ ตามเกณฑ์ที่กำหนด ตั้งแต่แรกที่เด็กถูกส่งเข้ามา

ฉะนั้น พนักงานคุมประพฤติจึงเป็นผู้สำคัญมาก ที่ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ เทคนิคในการสัมภาษณ์ พูดคุย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด และต้องตอบคำถาม 2 ข้อนี้ ให้ได้ คือ 1.ความปลอดภัยในอาชีพ ด้วยสัญญาณอันตรายที่กำลังคุกคามเข้าไปทุกองค์กรในประเทศไทย วิถีชีวิตราชการจะต้องปรับสร้างระบบการทำงานมีข้อมูลที่ชัดเจน พร้อมตรวจสอบและตอบสังคมได้ก็จะปลอดภัยในอาชีพ 2.คุณค่า ความสุข คุณค่าในอาชีพ สร้างความเป็นมืออาชีพ มีทักษะเชี่ยวชาญ มีจิตวิญญาณ อย่าทำงานแบบอยู่ไปวันๆ

พนักงานคุมประพฤติ คือ ผู้เปลี่ยนแปลงส่งคนดีคืนให้กับครอบครัว สังคม อยากเห็นเจ้าหน้าที่ทุกคนของกรมพินิจฯ รู้ข้อมูลทั้งหมดทุกเรื่อง ตอบได้ว่าเด็กที่อยู่ในการควบคุมของกรมมีจำนวนเท่าไร เพราะข้อมูลคือตัวขับเคลื่อนในการตัดสินใจ และข้อมูลต้องเป็นปัจจุบัน ทุกคนดูได้ ซึ่งเมื่อกรมมีเครื่องมือการจำแนกและได้พัฒนาพนักงานคุมประพฤติแล้ว ต้องตั้งเป้าหมายลดปริมาณเด็กและคืนเด็กดีสู่สังคม โดยต้องพยายามตั้งเป้าหมายให้ได้ว่า ในแต่ละปีจะลดจำนวนเด็กได้เท่าไร โดยในศตวรรษที่ 21 ต้องสร้างความได้เปรียบอยู่เสมอออกแบบกลยุทธ์ที่คิดเป็นระบบแบบเบ็ดเสร็จ ตามยุทธศาสตร์ของกรมพินิจฯ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 6 การเพิ่มศักยภาพเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ซึ่งจะต้องรับศึกหนัก คนจะเลื่อนไหลเข้ามาในประเทศจำนวนมาก

ดังนั้น กรมพินิจฯ จะต้องเป็นต้นแบบองค์ความรู้เรื่องการปฏิบัติต่อเด็ก ฉะนั้น ในปี 2557 ถือเป็นปีแห่งการสร้างองค์ความรู้ บ่มเพาะเทคนิคประสบการณ์ เพื่อการส่งต่อความรู้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการกระทำผิดต่อเด็กจะเพิ่มมากขึ้น จะต้องตั้งรับอย่างไร รวมถึงการเตรียมพร้อมเรื่องภาษา อาจจะต้องมีเรื่องสนธิสัญญาการโอนตัวเด็ก และการสร้างสัมพันธภาพระหว่างประเทศ

ทางด้าน นางจริยา วัฒนโสภณ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ผู้เชี่ยวชาญความรู้จิตวิทยาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด กล่าวว่า สิ่งที่น่าห่วง คือ การที่เด็กและเยาวชนกระทำผิดซ้ำ ดังนั้น ครอบครัว พ่อแม่ มีส่วนสำคัญมากในการเลี้ยงดูลูก ขอยกตัวอย่างซึ่งจะเป็นภาพสะท้อนให้เห็นชัดเจน เช่น การสอนการบ้านลูก ก่อนสอนพ่อแม่ควรใส่ใจที่ตัวลูกก่อน กอด หอมลูกก่อน แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่ชอบคาดหวังแอบคิดเสมอว่าลูกตนเองฉลาด เกิดแรงกดดันคนเป็นพ่อแม่ แล้วไปสร้างผลร้ายกับลูก ด้วยการแปลงร่างจากแม่ผู้ใจดีกลายเป็นนางร้าย และลูกก็มาหาสาเหตุว่าเวลาแม่ไม่สอนการบ้านแม่ก็น่ารักเล่น คุย สนุกสนาน เด็กจึงคิดว่าตัวปัญหา คือ วิชาคณิตศาสตร์ที่ทำให้แม่และลูกมีปัญหา เด็กก็จะไปเกลียดคณิตศาสตร์ ไม่อยากทำและเริ่มมีปัญหาในการเรียน หากได้ครูดีที่เข้าใจ ซ่อมทั้งใจและวิชาเด็กก็จะดี

ทั้งนี้ จังหวะชีวิตลักษณะนี้หากจัดการได้ไม่เหมาะสม จะทำให้เด็กหนีเรียนในบางรายวิชาได้ เมื่อเด็กหลุดออกไปแล้วก็จะไปอยู่กับกลุ่มเด็กที่มีปัญหาเรียนไม่ดีเหมือนๆ กัน ฉะนั้น วิธีดูแลเด็กที่ไม่สนใจการเรียน ควรมีทางเลือกในสิ่งที่เด็กชอบ มีชิ้นงานที่เด็กอยากทำ เพราะการเรียนให้ได้ที่ 1 ที่ 2 ยาก เด็ก 1 ห้องเรียนประมาณ 40 คน เป็นกลุ่มเด็กส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เด็กเก่ง จึงต้องพยายามเข้าใจและใส่ใจกับเด็กเหล่านี้ให้มาก

นอกจากนั้น พฤติกรรมเด็กและเยาวชนที่นำไปสู่การกระทำผิดฆ่าคนตายได้ คือ การที่เด็กโกหก ไม่พูดความจริง นำสู่การกระทำผิดฆ่าคนตายได้อย่างไร เช่น การไปขโมยของก็ต้องโกหกแล้วว่าไม่ได้ทำ แต่บังเอิญมีเด็กอีกคนไปเห็น เกิดการขู่ห้ามบอก ไม่ให้ฟ้อง แต่เมื่อไปฟ้องก็เกิดการอาฆาต แค้นนำสู่การฆ่าให้ตาย ดังนั้น สิ่งที่น่ากลัวมาก 3 อ. คือ อารมณ์ อาฆาต และอาวุธ ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอให้ถึง 3 อ. แค่ อ.เดียวก็อันตรายแล้ว ซึ่งการทำให้เด็กขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อแม่หรือคนเยอะในภาวะกดดัน เด็กจะพยายามทำให้รู้สึกว่าเขาตัวเล็กที่สุด หายใจได้เบาและน้อยที่สุด ซึ่งจะทำให้เด็กป่วยง่าย สุขภาพไม่ดี

ทางออกทางหนึ่งที่เด็กเลือก คือ การเงียบ เพระคิดว่าการไม่ทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ ไม่พูด ก็จะไม่ถูกตำหนิ ปลอดภัย แต่การเงียบของเด็กนั้นมีหลายอาการ ทั้งการเงียบ เพราะไม่เข้าใจการสื่อสาร เงียบแบบดื้อเงียบ และเงียบแบบเรียกร้องความสนใจ ซึ่งการเงียบจะเป็นวิธีการทำร้ายคนอีกฝ่ายหนึ่ง สร้างความอยากรู้เข้ามาถาม มาให้ความสนใจ ตัวอย่างเหล่านี้พนักงานคุมประพฤติต้องรู้และเข้าใจ มีเทคนิควิธีในการพูดคุย ให้ข้อคิดที่ดีแก่เด็กๆ เพราะเขามีชีวิตด้านลบมาเยอะ.

กรมพินิจฯตั้งเป้าปี 58 ต้นแบบองค์ความรู้เรื่องการปฏิบัติต่อเด็กเสริมความรู้ “พนักงานคุมประพฤติ” มุ่งพัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญในอาชีพ เตรียมพร้อมรับอาเซียน คาดการกระทำผิดต่อเด็กจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น... 24 มี.ค. 2557 09:52 24 มี.ค. 2557 11:07 ไทยรัฐ