วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
วิกฤติการเมืองทุบประเทศบอบช้ำวอนทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน

วิกฤติการเมืองทุบประเทศบอบช้ำวอนทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน

โดย ทีมเศรษฐกิจ
24 มี.ค. 2557 05:00 น.
  • Share:

ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติ 6 ต่อ 3 ชี้ว่าการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 เป็นโมฆะ

ได้เกิดคำถามตามมาอย่างมากว่า “ประเทศไทยนับจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร” วิกฤติการเมืองที่อึมครึมมาต่อเนื่องกว่า 4 เดือนที่ผ่านมาจะมีวี่แววคลี่คลายลงหรือจะยิ่งเพิ่มความดุเดือดเข้มข้น จนก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนทางการเมือง

ประการสำคัญ เศรษฐกิจของประเทศที่เริ่มสะดุดมาตั้งแต่เกิดวิกฤติการเมือง จนหลายสำนักพยากรณ์ตลอดจนภาคธุรกิจเอกชนเริ่มปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจตลอดปี 2557 ลง โดยมองว่าปีนี้จะขยายตัวไม่เกิน 3% หรือถ้าปัญหาการเมืองลากยาวก็อาจทรุดถึงขั้นติดลบ

ขณะที่ภาพพจน์ของประเทศไทยในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะบรรดาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศนั้นจะมีท่าทีอย่างไร ยังคงมองว่าเป็นเชิงบวกหรือว่าจะเริ่มมีมุมมองในเชิงลบมากขึ้น

อีกหนึ่งคำถามที่ดังก้องในใจคนไทยทั้งประเทศและคนต่างชาติที่ต้องดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยต้องการรู้ คือ วิกฤติการเมืองของประเทศจะสามารถจบลงได้อย่างไร ในรูปแบบไหน และเมื่อไร

มุมมองที่ว่า ประชาชนไทยทั้งประเทศจะมีความเห็นร่วมกันในทางออกของวิกฤติการเมืองนี้ด้วยดี เป็นไปอย่างสันติ ไม่มีความขัดแย้งอึมครึมอย่างที่ผ่านมา และการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะมีการจัดขึ้นในเร็วๆนี้จะเป็นหนึ่งในทางออกที่ดีของประเทศ จะสามารถทำได้หรือไม่

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงได้เปิดเวทีให้ตัวแทนภาคธุรกิจต่างๆ ได้เสนอความเห็นและสะท้อนถึงมุมมอง ตลอดจนปัญหาของแต่ละภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผลกระทบของธุรกิจที่เกิดจากวิกฤติการเมืองครั้งนี้ และร่วมนำเสนอแนวทางที่จะช่วยคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง ที่จะนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาเศรษฐกิจได้ด้วยเช่นกัน

สุพันธุ์ มงคลสุธี
ว่าที่ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)


เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.2557 เป็นโมฆะ ภาคเอกชนก็ขอวิงวอนให้ทุกพรรคการเมืองลงมาในสนามเลือกตั้ง และต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง ที่ไม่ว่าใครแพ้และใครชนะได้จัดตั้งรัฐบาล คนแพ้ก็ต้องยอมรับกติกาของระบอบประชาธิปไตย เพราะกลไกของประชาธิปไตยที่ถูกต้องคือการเลือกตั้งและขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเลือกตั้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่สามารถบริหารประเทศได้

ทั้งนี้ ภาคเอกชนอยากให้เกิดการเลือกตั้งรอบใหม่ภายใน 30 วัน หากเป็นไปได้ และตนเชื่อว่าคนไทยพร้อมที่จะเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง เพื่อให้วิกฤติการเมืองยุติลง เพราะการเลือกตั้งคือกติกาของคนส่วนใหญ่ และไม่ต้องการเห็นคนแพ้เลือกตั้งออกมาเดินบนถนน เพราะระบอบประชาธิปไตยต้องไปสู้กันในรัฐสภา อย่ากลัวว่าจะสู้ในการโหวตในแต่ละเรื่องไม่ได้ คนไทยยุคใหม่ฉลาดมากขึ้น  รู้ว่าเรื่องใดผิดเรื่องใดถูก หากรัฐบาลเสนอเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ก็สามารถทักท้วงกันได้ เพราะทุกวงการมี 2 ข้างคือข้างที่ถูกและข้างที่ผิด

สำหรับภาคเอกชนได้ปรับตัวรับมือกับวิกฤตการณ์ต่างๆอยู่ตลอดเวลา แต่หากมีรัฐบาลใหม่ ภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ก็มั่นใจว่าใน 6 เดือนหลังของปีนี้ ภาคเอกชนจะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแน่นอน ซึ่งอาจทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่หลายๆ หน่วยงานประมาณการไว้ก็เป็นไปได้เช่นกัน เพียงแต่ขอให้วิกฤติการเมืองจบลงจริงๆ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ ส.อ.ท.ต้องการให้ทุกพรรคการเมือง อย่านำนโยบายประชานิยมบางเรื่องมาใช้ในการหาเสียง เหมือนครั้งที่ผ่านมา เพียงแค่ต้องการเสียงจากประชาชน โดยเฉพาะโครงการค่าแรงขั้นต่ำที่กลัวว่าจะมีนำเสนอ ให้มีการขึ้นค่าแรงเป็น 400-500 บาทต่อวัน เหมือนกับครั้งที่ผ่านมาที่นำนโยบาย 300 บาทมาหาเสียง แต่ปรากฏว่า นายจ้างกลุ่มเอสเอ็มอีถึงขั้นต้องทยอยปิดกิจการ ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างแรงงาน และไม่มีการจ้างแรงงานใหม่เข้าไปในระบบการจ้างงาน

“ผมมองว่า เรื่องค่าจ้างแรงงานของประเทศไทย ควรขึ้นอยู่กับคณะกรรมการไตรภาคี ที่มีตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน นายจ้าง ลูกจ้าง มาพิจารณาร่วมกันเหมือนในอดีต ที่สำคัญควรขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นจริงในสถานการณ์ขณะนั้น เพราะหากเศรษฐกิจขยายตัวดี ค่าแรง 500 บาทต่อวันนายจ้างก็จ่ายได้ แต่หากเศรษฐกิจไม่ดีหรือทรุดตัว ค่าแรง 200 บาทต่อวัน นายจ้างก็ไม่สามารถจ่ายได้เช่นกัน”

นายสุพันธุ์กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพื่อให้ได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ขอยืนยันว่า ส.อ.ท. พร้อมที่จะร่วมมือทำงานกับรัฐบาล ไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองใด อีกทั้งตอนนี้ที่มีเพียงรัฐบาลรักษาการ ทำให้เกิดสุญญากาศทางการลงทุน โดยมีโครงการที่รอการพิจารณาขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มูลค่ามากกว่า 500,000 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถอนุมัติให้การส่งเสริมได้ เพราะไม่มีคณะกรรมการ (บอร์ด) บีโอไอ ดังนั้น เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่จะได้เข้ามาเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ก่อนที่นักลงทุนต่างชาติจะพิจารณาย้ายการลงทุนไปที่ประเทศอื่นๆแทน

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวยังถือว่าเป็นช่วงจังหวะเวลาที่ดีของประเทศไทย เพราะโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่น เช่น โครงการขยายกำลังการผลิตรถยนต์ การผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ ยังสามารถรอได้ และญี่ปุ่นคงไม่ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตเพราะหมดเวลาของโครงการรถยนต์คันแรกแล้ว ทำให้การผลิตรถยนต์ของไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้โครงการลงทุนประเภทนี้ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านต่อโครงการสามารถรอได้อีกระยะหนึ่ง

โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด

การที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.2557 เป็นโมฆะ คิดว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดี เสมือนเป็นการปลดล็อกปัญหาทางการเมืองให้ประเทศชาติกลับมาสงบสุข เพราะจากนี้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ต้องไปหารือกับภาครัฐบาลว่าจะจัดเลือกตั้งได้หรือไม่ ซึ่งตามกฎหมายได้กำหนดให้เลือกใหม่ได้ภายใน 45 วัน ก็อยากให้ทุกฝ่ายเคารพคำตัดสินของศาลฯ และจากนี้ไปขอให้ทุกฝ่าย รวมถึงทุกพรรคการเมือง ร่วมมือกันจัดให้มีการเลือกตั้งให้ถูกตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยและกฎหมาย เพื่อให้บ้านเมืองสามารถเดินหน้าต่อไปได้

“อยากให้ทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายรัฐบาลนำโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อีกฝ่ายคือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) นำโดยคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ  เลขาธิการ กปปส. หันหน้าคุยกัน เพื่อหาข้อยุติปัญหาการเมืองที่ระอุอยู่ตลอดนี้ให้จบลงโดยเร็ว อยากให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก”

ผลกระทบในภาคอสังหาริมทรัพย์ในขณะนี้ มีอยู่พอสมควรจากปัญหาการเมืองที่ลากยาว เห็นได้จากการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ตั้งแต่เดือน ต.ค.2556 จนถึงปัจจุบันลดลง โดยเดือน ต.ค.-ธ.ค.2556 มีโครงการเปิดตัวใหม่เฉลี่ยเดือนละประมาณ 30 โครงการ และในเดือน ม.ค.2557 ลดลงเหลือ 25 โครงการ และเดือน ก.พ.ลดลงเหลือ 22 โครงการ

ซึ่งจากเดิมก่อนหน้าที่จะมีปัญหาทางการเมืองจะมีการเปิดโครงการใหม่ๆเฉลี่ยเดือนละประมาณ 40 โครงการ และคาดว่าธุรกิจจะกลับมาฟื้นตัวอีกทีประมาณ 3-4 เดือนจากนี้ไป
นอกจากนี้ปัญหาที่กระทบอย่างเห็นได้ชัดจากปัญหาการเมืองอีกประการคือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากต่างประเทศ ที่จะเข้ามาลงทุนในไทยยังคงไม่มั่นใจและค่อยเห็นสถานการณ์ว่าการเมืองในประเทศไทยจะจบลงอย่างไร ซึ่งในจุดนี้ก็ทำให้ไทยเสียโอกาส ที่จะได้เม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไปไม่น้อย โดยขณะนี้ก็มีนักลงทุนกลุ่มประเทศเวียดนาม, ฝรั่งเศส และบราซิล กำลังสนใจที่จะมาลงทุนในประเทศไทยเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อัตราความเสี่ยงของมูลค่าสินทรัพย์ภายในกรุงเทพฯ ที่รวมทั้งห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงานให้เช่า โรงแรม และบ้าน มีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 7.1% และมีมูลค่าสินทรัพย์รวมทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 9 ล้านล้านบาท ซึ่งถ้าหากการเมืองมีความรุนแรงมากกว่านี้ ความเสี่ยงฯ อาจจะขยับเป็น 8.1% ได้ และทำให้มูลค่าสินทรัพย์ลดลงไปประมาณ 600,000 ล้านบาท

วิชัย อัศรัสกร
รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย


การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา มีปัญหาพอสมควร เพราะหลายพรรคการเมือง เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ลงสมัคร และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในหลายจังหวัด และหลายเขตในกรุงเทพฯ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งหวังว่า ทุกพรรคการเมืองจะลงเลือกตั้งด้วย และต่อสู้กันด้วยวิถีของระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

แต่ในการหาเสียง ต้องการให้แต่ละพรรคนำเสนอแนวทางในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าไทยจะต้องปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ทำให้คนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การปฏิรูปภาคเกษตร การปฏิรูปเพื่อขจัดปัญหาคอร์รัปชัน การปฏิรูประบบราชการ เป็นต้น โดยต้องเดินหน้าปฏิรูปอย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง ที่ดีแต่พูด แต่ไม่ทำอะไรเลย

“ตอนนี้ทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล, ฝ่ายค้าน, นปช., กปปส., นักวิชาการ, ประชาชน ต่างพูดเรื่องนี้เหมือนกันหมด แต่ทำไมไม่มานั่งคุยกัน ถ้าคุยไม่ได้ ทำไมไม่หาสถาบันที่เป็นกลาง จะเอาปฏิรูปแบบไหน คนกลางก็มีไอเดีย จึงต้องการให้พรรคการเมืองเสนอแนวทางปฏิรูปประเทศที่เป็นรูปธรรม”

สำหรับแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำ ต้องการให้แต่ละพรรคการเมืองมีแนวทางจะทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ มีการพัฒนาภาคเกษตรอย่างไรให้ยั่งยืน โดยไม่ใช้นโยบายประชานิยมทำให้เกษตรกรอ่อนแอ และเสพติดประชานิยมจนเป็นปัญหาเหมือนอย่างในปัจจุบัน ส่วนการปฏิรูปเพื่อขจัดปัญหาคอร์รัปชัน ก็ต้องมีแนวทางชัดเจนว่าจะขจัดปัญหานี้อย่างไร รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ที่จะต้องยึดหลักเอาคนดี มีความสามารถ ไม่ใช่เอาพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงอาวุโส หรือความสามารถในการทำงาน

การเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกฝ่ายอยากเห็นการปฏิรูปก่อน ถ้าพรรคการเมืองแต่ละพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้กลับมามีอำนาจเหมือนเดิม โดยไม่ปฏิรูปประเทศ หรือในตอนหาเสียงพูดถึงการปฏิรูปประเทศ แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว ไม่ได้ปฏิรูปตามที่หาเสียงไว้ ความขัดแย้งจะไม่จบ เพราะจะมีฝ่ายตรงข้าม ที่ต้องการเห็นการปฏิรูป อาจรู้สึกว่า การเลือกตั้งไม่เกิดประโยชน์อะไร ก็อาจออกมาประท้วงอีกไม่จบไม่สิ้น

ทั้งนี้ หากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งใหม่ได้ภายใน 45 วัน จะทำให้ความเชื่อมั่นของประเทศไทยลดลงมาก และจะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น โดยกับคนใน 3 กลุ่มคือ ประชาชน เกษตรกร และผู้ใช้แรงงาน ที่ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองแล้ว เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ยังไม่เคยประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ และยังไม่รู้จะหาวิธีการรับมือ หรือแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อมีปัญหาการเมืองมาซ้ำเติมอีก จะกลายเป็นปัญหาสังคมที่จะใหญ่กว่าปัญหาเศรษฐกิจด้วยซ้ำ

หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมกันหาทางออกประเทศ โดยไม่ตั้งเงื่อนไขใดๆ อยากให้แต่ละฝ่ายยกประโยชน์ หรือเงื่อนไขของฝ่ายตนออกไปก่อน ต้องมองว่า ประเทศกำลังจะดิ่งลงเหว และจะร่วมมือกันทำอย่างไรไม่ให้ประเทศดิ่งลงเหวลึกมากไปกว่านี้ ตอนนี้ประชาชนเป็นคนตัดสิน อำนาจอยู่ในมือประชาชน ถ้าประชาชนยังเห็นแก่ประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ และใช้สิทธิของตัวเองในทางที่ไม่เป็นประโยชน์กับประเทศ ก็น่าเสียดาย

ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ
นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)


ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 2 ก.พ.2557 เป็นโมฆะ นับเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่าประเทศไทย ยังไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหารจัดการเต็มที่ไปอีกพักใหญ่ และไม่เป็นผลดีต่อประเทศและเศรษฐกิจ เพราะสภาพที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ การบริหารประเทศติดขัดในแง่การดำเนินนโยบาย รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้เต็มที่

สำหรับขั้นตอนต่อไปนี้กว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่เกิดขึ้น ต้องใช้เวลาหลังจากนี้ไม่น้อยกว่า 3 เดือน ทำให้สถานการณ์ความอึมครึมกินเวลายาวนานออกไปอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศเยอะมาก การใช้งบลงทุนในภาครัฐก็จะไม่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้เศรษฐกิจชะงักงันมากขึ้น

“ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นได้เริ่มส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจแล้ว จากเดิมที่ภาคธุรกิจคาดหวังจะให้ปัญหาการเมืองจบให้ได้ภายในครึ่งปีนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบเศรษฐกิจมากเกินไป แต่วันนี้ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า ปัญหาการเมืองจะลากยาวเกินครึ่งปีแรกแน่นอน”

ปัจจัยการเมืองที่เกิดขึ้น สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจต่างๆได้เริ่มปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจ

ปีนี้ลงว่าจะโตไม่ถึง 3% หรือขยายตัวได้เพียง 2% กว่าๆ และล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาบอกว่าเศรษฐกิจปีนี้จะชะลอตัวและโตได้เพียง 2.7% เท่านั้น จากก่อนหน้านี้มองว่าจีดีพีจะโตได้ 3-4%

สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อรวมกับปัจจัยอื่นๆโดยรวมแล้ว เป็นตัวซ้ำเติมที่ทำให้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจพอสมควร ทำให้ประเทศไทยมีความน่าสนใจในการลงทุนลดน้อยลงอย่างมาก โดยผลกระทบในแง่ตลาดทุนนั้น ก่อนหน้านี้ต่างชาติเทขายหุ้นไทยออกไปมากพอสมควร ทำให้ดัชนีปรับตัวลงมาระดับหนึ่งแล้ว หากจะลงอีกก็คงไม่มาก นอกจากเกิดความรุนแรงที่ไม่คาดคิด ดัชนีจึงน่าจะยืนทรงๆ บวกลบใกล้ระดับ 1,300 จุด

“เหมือนประเทศอยู่ในภาวะ Deadlock หาทางออกไม่เจอ หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ยอมถอย ประเทศคงเดินหน้าไม่ได้ ปัญหาก็จะวนเวียนอยู่กันอย่างนี้ เมื่อไม่มีใครยอมใคร นักลงทุนก็ไม่อยากลงทุน บนความเสี่ยงบนความไม่ชัดเจน”

อย่างไรก็ตาม หากทางออกเป็นเรื่องรัฐบาลคนกลาง ก็ยังมีปัญหาอยู่ แม้จะเหมือนดูดีขึ้นเพราะหลุดจากปัญหาเดิม แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า รัฐบาลใหม่ที่ไม่ได้เกิดจากการเลือกตั้งจะมีอำนาจแค่ไหน จะเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร เพราะปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้ไม่ได้ จะยิ่งจมลึก

“ทุกฝ่ายต้องยอมถอยและหันหน้ามาเจรจากัน หาทางออกให้ประเทศ โดยมองประโยชน์ของประเทศชาติโดยส่วนรวมเป็นที่ตั้ง หากปล่อยไว้ให้อึมครึมปล่อยปัญหาการเมืองให้
ลากยาว ประเทศชาติแย่แน่ ขณะที่ประเทศคู่แข่งทั้งที่อยู่ในและนอกภูมิภาคนี้เขากำลังเร่งพัฒนาประเทศพัฒนาเศรษฐกิจ เรากลับมามัวแตกความสามัคคีกัน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง
รุมเร้าจากทั่วโลก แต่เรากลับมาสร้างปัญหาและเป็นอุปสรรคให้กับประเทศเอง เศรษฐกิจ
และตลาดหุ้นก็คงฟื้นยาก”.

เอกชนหนุนร่วมหาทางออก


นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)


เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้วคงไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรไม่ได้ ก็ต้องปฏิบัติไปตามข้อกฎหมาย ขณะที่ในแง่มุมของ สทท.อยากให้มองเป็นข้อดีที่ทุกฝ่ายจะได้เริ่มต้นกันใหม่ อยากให้ทุกพรรคการเมืองตลอดจนทุกภาคส่วนร่วมมือกันทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นต่อไปสำเร็จ ประเทศชาติจะได้กลับสู่ความสงบ มีรัฐบาลที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับ เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้เพื่อให้ภาคธุรกิจเดินได้หลังจากสะดุดมาหลายเดือนแล้ว

“ไม่อยากให้มีพรรคการเมืองใดไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และเช่นเดียวกันก็ไม่อยากให้มีพรรคการเมืองใดไม่ลงเลือกตั้ง เพราะตอนนี้ทุกอย่างเหมือนล้มกระดานใหม่แล้ว ขอให้ทุกพรรคการเมืองมาร่วมเดินไปด้วยกันเถิด”

จุดประสงค์ทั้งหมดที่มีมุมมองแบบนี้เพราะต้องการให้ประเทศไทยเกิดความสงบ มีรัฐบาลที่ถูกต้อง เพราะการบริหารประเทศ ตลอดจนการบริหารของภาคธุรกิจติดขัดมาหลายเดือนแล้ว ทั้งๆที่ในภาคธุรกิจท่องเที่ยวยังเดินไปข้างหน้าได้อีกเยอะ เห็นได้จากที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้นำนักธุรกิจท่องเที่ยวของไทยทั้งบริษัททัวร์และผู้ประกอบโรงแรมไปร่วมงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ITB 2014 ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี และได้หารือกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีก็บอกว่าพร้อมนำนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทย และจะจัดแคมเปญร่วมกันกับประเทศไทยเพื่อผลักดันนักท่องเที่ยวเยอรมันมาเที่ยวประเทศไทยด้วย

ขณะเดียวกัน เมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน สัญญาณที่ประเทศต่างๆมองไทยก็ดีขึ้นและพร้อมนำนักท่องเที่ยวกลับมา เห็นได้จากหน่วยงานความมั่นคงของฮ่องกงจากที่มีการออกประกาศเตือนการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่เข้าประเทศเป็นระดับสีดำ คือ ห้ามเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร ก็ได้ประกาศยกเลิกการห้ามดังกล่าวทันที จากนี้ไปนักท่องเที่ยวที่เป็นกรุ๊ปทัวร์ฮ่องกงก็จะมาท่องเที่ยวประเทศไทยได้ และเชื่อว่านักท่องเที่ยวจีนและไต้หวันก็จะตามมาเช่นกัน

นอกจากนั้น ตอนนี้ภาคเหนือของไทยได้กลายเป็นพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวจีนที่ไม่ไปเพียงแต่ จ.เชียงใหม่ แต่กระจายไป จ.เชียงราย จ.ลำปาง และ จ.ลำพูนด้วย โดยนักท่องเที่ยวจีนที่มาท่องเที่ยวภาคเหนือมาทั้งทางรถยนต์และเครื่องบิน ทั้งเครื่องบินที่มีเที่ยวบินปกติและเครื่องบินเช่าเหมาลำ และต่อไปจะมีการเปิดเที่ยวบินใหม่จากเชียงใหม่-ฮ่องกง และเชียงใหม่-มาเก๊า ของสายการบินดาร์กอน แอร์ ซึ่งทั้งหมดเป็นโอกาสของประเทศไทย ฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วขอให้นักการเมืองมาเริ่มต้นกันใหม่ จะทำอะไรก็คุยกัน

ขณะนี้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวสูญเสียรายได้ไปแน่ๆแล้ว คาดว่าครึ่งปีแรกสูญรายได้ 82,000 ล้านบาท โดยในเดือน ม.ค.นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาในไทยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน คือ เพิ่มขึ้นเพียง 0.06% เท่านั้น แต่ในเดือน ก.พ.จำนวนนักท่องเที่ยวกลับลดลงจากปีก่อนประมาณ 8% โดยจะเหลือเพียง 2.17 ล้านคน จากเดิมในปี 2556 ที่มี 2.37 ล้านคน
โดยรวมแล้วคาดว่าไตรมาสแรกจะมีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 6.5 ล้านคน น้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ถึง 1.1 ล้านคน และน้อยกว่าปีก่อน 500,000 คน ทำให้เสียรายได้จากการท่องเที่ยวไปถึงประมาณ 50,000 ล้านบาท ในไตรมาสแรก และคาดว่าในครึ่งปีแรกจะส่งผลกระทบโดยรวมถึง 82,000 ล้านบาท ก็คาดหวังว่าจะไปกู้คืนรายได้ที่สูญเสียไปดังกล่าวในไตรมาส 3 และไตร-มาส 4 ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนได้คือการเมืองสงบ ฉะนั้น ในตอนนี้ สทท.คงจะยังไม่ปรับประมาณ การนักท่องเที่ยวที่จัดทำไว้

นายประวิทย์ จิตนราพงศ์
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด


การที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 ออกมาว่า การเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 ที่ผ่านมา ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถือเป็นโมฆะ อันมีสาเหตุมาจากไม่ได้จัดการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรนั้น ในฐานะภาคเอกชนที่ทำธุรกิจค้าขาย มองเรื่องนี้ 2 แบบ คือ 1.โล่งอก และให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสลงมาแข่งขัน โดยใช้วิถีทางประชาธิปไตยเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง

2.วิตกกังวล เพราะอีกฝ่ายไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง โดยต้องการให้ปฏิรูปประเทศไทยก่อนเลือกตั้ง ขณะที่อีกฝ่ายต้องการให้เลือกตั้งก่อน ค่อยปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า หากมีการเลือกตั้งใหม่ภายในระยะเวลาที่กำหนด อาจไม่มีเวลาเหลือพอที่จะปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง

ดังนั้น ที่ภาคเอกชนกลัวและกังวลมากที่สุดในเวลานี้ คือ ถ้าไม่มีการเลือกตั้งใหม่ และยังมีการชุมนุมทางการเมืองอยู่ ก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น แต่ถ้าให้มีการเลือกตั้งใหม่ ขณะที่อีกฝ่ายยังไม่ยอมรับสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความไม่สงบทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจ ความไม่เชื่อมั่นในการลงทุนของภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ นักท่องเที่ยวหยุดการเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทย ก็ยังเป็นอยู่แบบทุกวันนี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

ดังนั้น จึงอยากให้ทั้ง 2 ฝ่าย รัฐบาลและคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ใช้ช่วงระยะเวลาสุญญากาศนี้ หันหน้าคุยกันหรือถอยคนละก้าว เพราะทุกฝ่ายต่างก็บอกว่า “รักชาติ” ซึ่งก็จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ใคร ฝ่ายไหน “รักชาติ” อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่กังวล คือ จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหรือไม่ หรือการหาคนกลางมาเป็นนายกรัฐมนตรี ตามที่หลายฝ่ายเรียกร้อง ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า การหาคนกลางมาช่วย ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และภาคเอกชน นักลงทุนอาจมีการชะลอหรือหยุดชะงัก ไม่กล้าลงทุนต่อ เพราะไม่รู้ว่าจะเดินหน้าลงทุนต่อไปอย่างไร

แต่อย่างไรก็ตาม ก็อยากให้รีบยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อดึงต่างชาติให้เข้ามาท่องเที่ยว มีการใช้จ่ายเงินหมุนเวียนในธุรกิจท่องเที่ยวมากขึ้น เพื่อส่งผลให้ธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ให้มีโอกาสฟื้นด้วย

“ถึงวันนี้ก็ขอยืนยันว่า อยากให้ทั้ง 2 ฝ่ายหันหน้าคุยกัน ดูความต้องการของอีกฝ่าย และจูนกันให้ลงตัว เรื่องประชาธิปไตยใครๆก็อยากให้มี แต่วันนี้ที่เรื่องประชาธิปไตยยังไม่ลงตัว เพราะมีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน และอยากให้แต่ละฝ่ายอย่าไปเรียกร้องอะไรที่อีกฝ่ายทำไม่ได้ เรื่องการเมืองเราในฐานะภาคเอกชนที่ทำธุรกิจ ไม่อยากเข้าไปยุ่ง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูด เพราะปัจจัยที่เป็นตัวฉุดประเทศ ฉุดเศรษฐกิจในขณะนี้ คือ เรื่องการเมือง”.


ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้