วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มองไปข้างหน้าดีกว่าครับ

กรณี ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า การเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 108 วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้การเลือกตั้งทั่วไปต้องเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร แต่การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ไม่ทั่วราชอาณาจักร จึงถือเป็นโมฆะ ต้องเลือกตั้งใหม่

บางคนที่คาดเก่ง ก็บอกว่าเป็นไปตามคาด ส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่บอกว่าจะทำอย่างไรต่อไป

การวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นการวินิจฉัย “ความขัดแย้ง” ระหว่างสองฝ่ายที่เห็นต่างกัน ผลที่ออกมา ย่อมมีฝ่ายที่ได้ประโยชน์ และ ฝ่ายที่เสียประโยชน์ ฝ่ายที่ได้ประโยชน์ก็ชื่นชอบ ฝ่ายที่เสียประโยชน์ก็ไม่ชอบและไม่เห็นด้วย นี่คือผลจาก “กระบวนการยุติธรรม” ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็ต้องยอมรับคำตัดสิน

จากนี้ไปผมคิดว่าทุกฝ่ายควรจะ “มองไปข้างหน้า” เพื่อ “เริ่มต้นกันใหม่” เพื่อนำประเทศไทยให้พ้นจากความขัดแย้งดีกว่าไปหมกมุ่นทะเลาะในคำวินิจฉัย

ผมเห็นด้วยกับ อาจารย์ธนวรรธน์ พลวิชัย  ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่มองว่า กรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์เป็นโมฆะ ในมุมมองด้านเศรษฐกิจถือเป็นสัญญาณเชิงบวก ที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ตามกรอบของกฎหมายอีกครั้ง จะทำให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปได้  หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในไตรมาส 3 คือไม่เกินเดือนกันยายน  เศรษฐกิจไทยก็จะเติบโตได้ 2–3% ตามที่พยากรณ์ไว้ ตอนนี้ไทยสูญเสียเม็ดเงินไปแล้ว 420,000–430,000 ล้านบาท จากวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้น

สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้นำเรื่อง “สุดยอดนายกรัฐมนตรีของจีนโบราณ” มาเป็นตัวอย่างสองตอน เพื่อให้นักการเมืองและข้าราชการได้ตระหนักว่า บ้านเมืองจะสงบ ประชาชนจะอยู่ในวินัย รู้จักบาปบุญคุณโทษ ผู้ปกครองบ้านเมืองจะต้องสนใจทำให้ประชาชนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ความมั่นคงทางการเมืองของนักการเมือง  ต่อให้นักการเมืองมีเสียงข้างมากในสภาแค่ไหน ถ้าประชาชนในประเทศทุกข์ยาก การสั่งให้ประชาชนที่ทุกข์ยากประพฤติตนเป็นคนดี ก็เหมือนสีซอให้ควายฟัง ไม่มีประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น

วันนี้ผมจึงเสนอให้ทุกฝ่าย “มองไปข้างหน้า” อย่าไปทะเลาะในเรื่องอดีต แต่ควรจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ให้ดีที่สุด เพื่อก้าวไปบนถนนประชาธิปไตย

พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ควรเล่นการเมืองในลักษณะเดิมๆอีกต่อไป หากไม่สามารถพัฒนาพรรคขึ้นมาให้แข่งขันกับพรรคอื่นได้ ก็ควรจะรับความพ่ายแพ้ตลอดไป พรรคการเมืองก็เหมือนบริษัท ถ้าจะให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในโลกของการแข่งขันที่รุนแรง ก็ต้องมีการพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่คอยพึ่งใครต่อใครตลอดไป สุดท้ายก็จะไปไม่รอดอยู่ดี

คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ที่ประกาศยืนยันไม่ ยอมรับการเลือกตั้งใหม่ จนกว่าจะมีการตั้ง “สภาประชาชน” เพื่อปฏิรูปประเทศก่อนมีเลือกตั้ง ก็ปล่อยท่านไป การเลือกตั้งแม้จะเลวร้ายแค่ไหน ก็ยังเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่ใช้กันทั่วโลก ส่วนที่มีการ “ทุจริตซื้อเสียงขายเสียง” ก็เป็นเพราะ “นักการเมือง” นี่แหละ ที่บริหารประเทศแบบมูมมาม ทำให้ประชาชนต้องยากจนมาตลอด จึงทำให้ต้องขายสิทธิขายเสียง แม้จะรู้ว่าเป็นสิ่งไม่ดีก็ตาม แต่ไม่มีทางเลือก ถ้าประชาชนรวยเมื่อไหร่ ผมเชื่อว่าไม่มีใครคิดขายเสียงแน่นอน

เรื่อง เงินเลือกตั้ง 3,800 ล้านบาท ที่หลายคนแสดงความเสียดาย เรียกร้องให้มีคนรับผิดชอบ ผมว่าอย่าไปเสียดายเลยครับ ถ้าเทียบกับกรณีทุจริตและขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าว 3–4 แสนล้านบาท เงินก้อนนี้สามารถไปใช้เลือกตั้งได้อีกถึง 100 ครั้ง  ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ 100 ครั้ง การเมืองไทยจะสะอาดขึ้นกว่านี้แน่นอน

ผมจึงอยากให้ทุกคนมองไปข้างหน้า “การปฏิรูปประเทศไทย” เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดยามนี้ แต่ก็สามารถ “ทำคู่ขนาน” กันไปได้ ขอเพียง “นักการเมืองทุกฝ่าย” มีความจริงใจอย่างที่พูด ดีกว่าไปนั่งคิดกันลวกๆแค่ 1 ปี แล้วได้แต่การปฏิรูปบนแผ่นกระดาษเหมือนกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 11 แผน ที่ผ่านมา ยิ่งพัฒนาสังคมไทยยิ่งถอยหลัง.


“ลม เปลี่ยนทิศ”

23 มี.ค. 2557 10:31 23 มี.ค. 2557 10:31 ไทยรัฐ


advertisement