วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ประชาธิปไตย "ไม่ถ่วงดุล"

ประชาธิปไตย "ไม่ถ่วงดุล"

  • Share:

เปิดใจ“นิคม”ปมแก้รัฐธรรมนูญถูกเชือดพ้นสภา

ดีการเมืองเดินหน้าเข้าสู่การพิจารณาตัดสินชี้ขาดขององค์กรอิสระ ทยอยออกมาปรากฏให้เห็น ส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเมือง

ซึ่งถูกมองว่าเป็นเชื้อเติมอุณหภูมิร้อนในเขาวงกตแห่งความขัดแย้งหรือเป็นหนทางแห่งความหวังออกจากเขาวงกต โปรดแกะรอยคำให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ของ นายนิคม ไวยรัชพานิช

ซึ่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภาเมื่อถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่า รวบรัด ตัดสิทธิ์สมาชิกรัฐสภาในประเด็นแก้รัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. ส่อว่าจงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 และมาตรา 291 เป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา

นายนิคม ระบุว่า ไม่แปลกใจที่มีมติออกมาเช่นนี้ รู้ตั้งแต่แรกว่าถูกชี้มูลแน่ แม้ได้นำเอกสารจำนวนมากไปชี้แจงข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช. เชื่อมั่นว่าหักล้างได้ทุกประเด็น

ขอยืนยันระหว่างทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาและรัฐธรรมนูญ ไม่ได้รวบรัดปิดการอภิปรายและไม่ได้ตัดสิทธิ์สมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติ

แต่สมาชิกมีเจตนาเตะถ่วง ซึ่งเมื่อถึงคิวอภิปราย คนที่สงวนคำแปรญัตติก็ไม่อยู่ในห้องประชุม ประธานในที่ประชุมจำเป็นต้องตัดชื่อออกจากคิวการอภิปราย

เมื่อถึงเวลาโหวตลงมติแพ้ปั๊บ สมาชิกในที่ประชุมที่แพ้โหวตกลับมาโทษว่าประธานในที่ประชุมทำผิด นึกไม่ถึงว่าฝ่ายที่ทำหน้าที่พิจารณาออกกฎหมายจะทำหน้าที่ไม่ได้ ตราบใดที่บอกว่าการเลือกตั้งไม่เป็นประชาธิปไตย มันทำให้สถาบันนิติบัญญัติล่มสลาย

ขั้นตอนต่อไป ป.ป.ช.จะส่งเรื่องมาที่วุฒิสภาเข้าสู่กระบวนการถอดถอน ถึงเวลานั้นผู้ที่ทำหน้าที่แทนประธานวุฒิสภาจะต้องส่งให้ ส.ว. 142  คนเพื่อให้มีเวลาดูเอกสารไม่น้อยกว่า 15 วัน และต้องเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 132

(มาตรา 132 กำหนดไว้ว่าระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ห้ามไม่ให้มีการประชุมวุฒิสภา เว้นแต่เป็นการประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาและมีมติให้ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง)

จังหวะนี้เป็นรอยต่อระหว่างที่ ส.ว.เลือกตั้งหมดวาระ แต่ยังปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมี ส.ว.ชุดใหม่เข้ามา ผมพยายามพูดเสมอว่าอย่าเพิ่งดำเนินการตามขั้นตอนนี้ รอให้ ส.ว.ชุดใหม่เลือกตั้งเข้ามาก่อน แต่เหมือนจงใจต้องการให้เกิดเช่นนี้ตามที่คาดการณ์และจับสัญญาณได้ไม่มีผิด

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า มีข้อเสนอว่าจะไม่ถอดถอนประธานวุฒิสภาออกจากตำแหน่ง ภายใต้เงื่อนไขขอให้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 นายนิคม บอกว่า คิดไว้แล้ว แต่ขอดูก่อนว่า จะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร ถ้าเกิดอีกฝ่ายได้เปรียบกว่า วงจรอุบาทว์จะกลับมาเหมือนเดิม

การจะทำอย่างนี้ได้ทุกฝ่ายต้องเห็นพ้องต้องกัน ไม่มีใครจะได้ทั้งหมดหรือจะเสียทั้งหมด แม้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เดี๋ยวจะมีคนเสนอข้อยกเว้นอ้างเพื่อความสงบของบ้านเมือง

เรื่องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา หากเกิดขึ้นจริงจะเสียใจหรือไม่ นายนิคม บอกว่า ไม่เสียใจ แค่รู้สึกผิดหวังกับระบบ เพราะนักการเมืองที่ผ่านสนามการเลือกตั้งมีอุปสรรค บันไดแต่ละขั้นมีขวากหนาม

แต่มีบางฝ่ายพยายามชี้ให้เห็นว่า คนที่มาจากการเลือกตั้งใช้ไม่ได้ ใช้เงินซื้อมา ใช้ฐานการเมืองที่เป็นเครือญาติเข้ามา

ตั้งแต่เป็นประธานวุฒิสภา 1 ปีครึ่งรู้สึกแปลกใจที่มาเจอแบบนี้ ประสบวิบากกรรมเยอะ เป็นลาภที่ไม่ควรได้ ทำไมถึงดูถูกดูแคลนมองว่านักการเมืองที่ประชาชนเลือกมาแย่มาก

เมื่อรู้สึกเช่นนี้ มีคำถามว่าทำอย่างไรถึงให้กระบวนการเดินต่อไปได้ คงจะต้องสู้ต่อไปเพื่อให้สังคมมีระบบที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นสังคมจะเข้าใจผิดคิดว่านักการเมืองมีแต่คนเลว ไม่มีคุณภาพ และเหลือกลุ่มบุคคลนิดเดียวที่ทำอะไรถูกต้องไปหมด

จุดเปลี่ยนแปลงในชีวิตทางการเมืองคืออะไร นายนิคม บอกว่า บังเอิญเป็นคนพูดตรงๆว่านิยมการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.ต้องมาจากประชาชน

ถ้ามาจากการสรรหา ผมไปรู้จักกับประธาน (คณะกรรมการสรรหา ส.ว.) คนใดคนหนึ่งก็ได้เป็นแล้ว พูดแค่นี้ไปแทงใจดำบางคน ซึ่งนำไปฟ้อง ป.ป.ช.ด้วย หลังจากนั้นเกิดจุดแตกหัก เรื่องนี้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต

การทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา แน่นอนว่ามือต้องเปรอะเปื้อนไม่ถูกใจคนทุกคน แต่สิ่งที่ได้คือประชาชนและประเทศชาติ ขาดอย่างเดียวที่ไม่สามารถเชื่อม ส.ว.สรรหาให้เข้าหา ส.ว.เลือกตั้งได้

จากนี้ไปหากหลุดพ้นจากวงโคจรทางการเมือง ในช่วงที่ห้ามกลับมาเป็น ส.ส.หรือเป็นข้าราชการการเมือง คงอยู่แบบคนแก่ไปเทิร์นโปรกอล์ฟ เขียนหนังสือเบื้องหลัง

การทำงานของ “ประธานนิคม” เล่มที่สาม มาถึงวันนี้แล้วอย่างไรก็รับสภาพได้ เพราะเป็นคนแข็งแกร่ง คนอย่างผมดายฮาร์ด เหนื่อย บู๊ เป็นแมวเก้าชีวิตจริงๆ ถ้าฆ่าไม่ตายจะลุกขึ้นมาสู้ ถ้าจะเล่นผมจะต้องตีให้ตาย เช่นเดียวกันถ้าถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภาไม่ได้ จะกลับมาสู้ใหม่เหมือนเดิม บาดแผลครั้งนี้ 10 ปีรอวันสะสางไม่สาย

กระบวนการต่อไปใกล้ถึงขั้นตอนเสนอนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 จะให้นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหาและรองประธานวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกฯ แทนประธานสภาผู้แทนราษฎร นายนิคม บอกว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้เช่นนั้น

แต่กำหนดว่าประธานสภาฯเป็นประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา  ถ้าประธานรัฐสภาไม่อยู่ให้รองประธานรัฐสภาทำหน้าที่แทน

และตามกฎหมายผมยังอยู่ในตำแหน่งประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภาจะมาปฏิบัติหน้าที่แทนไม่ได้ แต่ไม่แน่นะ อาจจะมีการตีความแบบศรีธนญชัย

โดยส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แม้ไม่เข้าข่ายเป็นความขัดแย้งระหว่าง 2 องค์กร ก็จะมีการบอกว่าเป็นความขัดแย้งระหว่าง 2 องค์กร

เพราะมีคนพยายามหาช่องทางที่จะใช้มาตรา 7 เอานายกฯคนกลางเข้ามาปฏิรูปประเทศ 1-2 ปี เสร็จแล้วยุบสภา เปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่

ทั้งหมดมีเป้าหมายชัดเจน เป็นกระบวนการที่พยายามทำให้เกิดเดดล็อกทางการเมือง ตอนนี้เกิดสุญญากาศเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ สภาพของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารเหมือนเป็ดง่อย และเป็นไปตามโรดแม็ปเข้าสู่อำนาจรัฐโดยหนีไม่พ้นนายกฯตามมาตรา 7

บังเอิญผมอยู่ในช่วงของความขัดแย้งก็ยอมรับสภาพ สังเกตดูผมมีหน้าตาสดใส หน้าตาผ่อง

ไม่เหมือนบางคนหน้าตาหมองคล้ำ ถ้าไม่เกิดบรรยากาศขัดแย้งในประเทศเชื่อว่าคดีแบบนี้ไม่มี

ทุกวันนี้ผมต้องอยู่ด้วยการยึดหลักกฎหมาย ยึดหลักความถูกต้อง จะชี้ว่าผมทำผิด จะลงโทษก็ทำไป ถึงอย่างไรขอยืนยันการทำหน้าที่ด้วยความถูก ต้อง พร้อมรับผลการ พิจารณาที่จะเกิดขึ้น

ถ้าสมมติรองประธานวุฒิสภาเสนอ

ชื่อนายกฯ ตามมาตรา 7 ไม่ได้ กระบวนการถอดถอนผมจะต้องเสร็จสิ้นในช่วงเดือน เม.ย.

ถ้าที่ประชุมวุฒิสภามีมติไม่ถอดถอน ผมก็กลับมาทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา อาจจะล็อกช่วงเวลานั้นก็ได้จะได้ไม่ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้มากเรื่อง เพราะแค่นี้ก็ตีความจนไปไม่ถูกแล้ว

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า จะทำอย่างไรเมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สุญญากาศ นายนิคม บอกว่า ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน แค่แปลกใจทำไมทำให้บ้านเมืองเกิดสุญญากาศ

แต่ยังพอมีช่องอยู่นิดหนึ่ง ยังพอไปได้ ทางออกคือการเจรจาโดยมีเป้าหมายการปฏิรูปประเทศไทยและยังคงรัฐธรรมนูญเอาไว้ ทำไมไม่มาทำงานเพื่อประโยชน์ร่วมกัน คงไม่มีใครจะได้ทั้งหมด ต้องได้บ้างเสียบ้าง ถ้าอยากได้ทุกอย่างเป็นไปไม่ได้ เพราะคนที่เสียหมดทุกอย่างจะไม่ยอม

และหากปล่อยให้เดินตามตุลาการภิวัฒน์ต่อไปก็จะเกิดความขัดแย้ง ไม่มีทางที่จะยอมกันตลอดไป คนเรายอมถึงแค่จุดหนึ่ง ก็จะมีคนออกมาต่อต้าน คงหนีไม่พ้นความรุนแรง

โดยเฉพาะขณะนี้หลักการถ่วงดุลของอำนาจฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ไม่มีหลักปักแล้ว

เมื่อไม่มีหลักย่อมไม่มีการถ่วงดุล.


ทีมข่าวการเมือง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้