วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โวยปล้นสิทธิปชช.20ล้านเสียง

‘นพดล’แฉขัดหลักกม. ปชป.โต้แผนสมคบคิด

รัฐบาล-เพื่อไทย ดาหน้าถล่มศาล รธน. แต่งดำไว้ทุกข์ 6 ตุลาการข้างมากหลังคำสั่ง 2 ก.พ. โมฆะ ฉะยับละเลง 9 สิ่งน่าละอาย รับงานรัฐประหารซ่อนรูป“นพดล” โวยตัดสินผิดหลัก ก.ม. เอื้อประโยชน์อาชญากร ปล้นสิทธิ ปชช. 20 ล้านเสียง “พงศ์เทพ” สวนเปรี้ยงความผิด กกต.อย่ามาโบ้ย ตะเพิด 5 เสือไขก๊อกเซ่นล้มเหลว ปชป.โต้วุ่น สมคบคิดโค่นอำนาจ จี้ “นายกฯ-รัฐบาล-กกต.” เจรจาผ่าทางตัน เตือนเร่งเกมล้างตาจุดจบซ้ำรอยเดิม วงเสวนาสับเละศาลรธน.ตัวการทุบไทยแตกแยก “นิติราษฎร์” แฉแผนภาค 3 ล้างบางเด็ดขั้วทักษิณ กกต.กอด ก.ม.แน่นไม่ต้องรับผิดชอบแพ่ง-อาญา “สมชัย” ลุยขยี้ต่อ 16 ผู้สมัคร ส.ส.พท.จ้อช่อง 11-ทัวร์นกขมิ้น ป.ป.ช.ลงนามชงวุฒิสภาสอย “นิคม” อีก 1-2 สัปดาห์ถึงคิวเชือด “ขุนค้อน”

กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง ทั่วไปวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์ วิจารณ์จากฝ่ายต่างๆออกมาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยยังคงตอกย้ำว่า  ศาลรัฐธรรมนูญ ได้สร้างบรรทัดฐานที่เลวร้าย และเรียกร้องให้ กกต.ลาออก รับผิดชอบการจัดการเลือกตั้งที่ล้มเหลว

รบ.รอถก กกต.กำหนดวัน ลต.

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 22 มี.ค. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยการเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะว่า รัฐบาลและ กกต.ต้องมาหารือกันหลังได้รับคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ เพื่อกำหนดวัน เลือกตั้งใหม่ โดยรัฐบาลต้องกำหนด พ.ร.ฎ.วันเลือกตั้งใหม่แน่นอน ตนคงไม่ไปเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้ง แต่เรียกร้ององค์กรทั้งหลายทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ใช้กฎหมายอย่างถูกต้องเที่ยงธรรม เลือกตั้งจะได้ไม่มีปัญหาหรือเสียเงินกว่า 3 พันล้านบาทจัดการเลือกตั้งอีก และเป็นหน้าที่ของตุลาการเสียงข้างมากต้องตอบ หากพรรคประชาธิปัตย์บอยคอต อีกเป็นหน้าที่ตุลาการฯเสียงข้างมากต้องตอบว่าอย่างไร จากนี้นักกฎหมายทั้งหลายจะได้นำความคิดเห็นไปวิเคราะห์กันแล้วว่า ถ้าตัดสินตามแนวทางนี้ตรงกับคำตัดสินเดิมที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยหรือไม่ และจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคตหรือไม่

โต้กลับ 2 ก.พ.โมฆะความผิด กกต.

นายพงศ์เทพกล่าวว่า ส่วนคำวินิจฉัยการเลือกตั้ง ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะวันเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 108 กำหนดไว้ว่าจะต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 60 วัน นับแต่วันยุบสภา เมื่อการเลือกตั้งที่กำหนดไว้แต่แรกวันที่ 2 ก.พ. กว่า 56 วันแล้ว นับแต่วันยุบสภา หากขยับการเลือกตั้งไปหลังวันที่ 2 ก.พ. จะขยับได้กี่วันจะไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แล้ว กกต.จะมาอ้างอะไรได้ ในเมื่อ กกต.มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด รัฐบาลไม่สามารถขยับได้ ถ้าขยับไปเกิน 60 วัน ต้องมีคนบอกว่ายิ่งขัดรัฐธรรมนูญไปกันใหญ่ และที่วินิจฉัยการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง 28 เขต หลังวันที่ 2 ก.พ.ไม่สามารถกระทำได้ จะทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร เช่นกัน ถามว่าใครมีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง รัฐบาลเสนอจัดการเลือกตั้งนอกจังหวัด กกต.ก็ไม่รับข้อเสนอ ให้ขยายเวลารับสมัครก็ไม่ทำ ไม่ใช่มาโบ้ยรัฐบาล ใครควรรับผิดชอบไปดูเอา รวมถึงคนที่ขัดขวางการเลือกตั้งด้วย

พท.แต่งดำไว้อาลัยศาล รธน.

ที่พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แต่งชุดดำแถลงข่าวเพื่อไว้อาลัยมติศาลรัฐธรรมนูญที่ให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะ โดยระบุว่า ขอไว้อาลัยให้ 6 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และไว้ทุกข์ให้กระบวนการเลือกตั้ง 6 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสร้างบรรทัดฐานน่าละอาย 9 ประการคือ 1. ถ้าใครอยากให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แค่ทำให้การเลือกตั้งไม่สามารถจัดวันเดียวได้ 2.เสียง ของคนกว่า 20 ล้านคนไม่มีคุณค่าเท่าเสียงคน 9 คน หรือเสียงนกหวีด กปปส.ที่ขัดขวางเลือกตั้ง 3.ศาล รัฐธรรมนูญเคยรับรองการชุมนุมของ กปปส.ว่าทำได้ ตามสิทธิรัฐธรรมนูญ กลับให้น้ำหนัก กปปส.ขัดขวางเลือกตั้งมาเป็นเหตุโมฆะ 4.งบ 3,800 ล้านบาท ที่เสียไปแลกกับความสะใจของ กปปส.

ประชดไร้ ลต.ถ้า กปปส.ไม่อนุญาต

นายอนุสรณ์กล่าวว่า 5.ทั้ง 53 พรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้งไม่มีคุณค่าเท่า 1 พรรคการเมืองที่บอยคอตการเลือกตั้ง 6.การฉีกบัตรเลือกตั้งจะไม่ผิด เพราะการก่อจลาจลในหน่วยเลือกตั้ง ศาลไม่ได้นำมาเป็นประเด็นพิจารณา 7.เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แม้จะบาดเจ็บล้มตาย จะไม่ได้รับการคุ้มครองเท่าคนขัดขวางการเลือกตั้ง 8.ทหารออกมาตั้งบังเกอร์ยามที่ตัดสินเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทั้งที่ควรมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง แต่กลับปล่อยมือปืนป๊อปคอร์นกับการ์ด กปปส.คุกคามคนอื่น 9.ประเทศอาจไม่มีการเลือกตั้งอีก ถ้า กปปส.ไม่อนุญาตหรือพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มั่นใจว่าจะชนะการเลือกตั้ง

ฉะ 3 ประสานรัฐประหารซ่อนรูป

นายอนุสรณ์กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตรูปแบบการปล้นอำนาจรัฐว่า หลายเหตุการณ์ หลายคดีทางการเมืองมีรูปแบบตามยุทธวิธีเดียวกัน โดยใช้ 3 กระบวนการคือ 1.เริ่มต้นการเดินสายปลุกกระแส เปิดเวทีสร้างอุปาทานหมู่ ทำม็อบ สร้างความเกลียดชังต่อรัฐบาล โดย กปปส.และพรรคการเมืองหนึ่ง 2.องค์กรอิสระตัดสินตามเสียงเชียร์ที่กลุ่มแรกไปปูทางไว้ 3.หากมีคนเห็นต่าง รับไม่ได้กับพฤติกรรมสองมาตรฐานก็ส่งทหารไปตั้งบังเกอร์บล็อกไว้ ส่งกองกำลังไม่ทราบฝ่ายไปก่อเหตุให้คนเห็นต่างไม่มีที่ยืนในสังคม การเมือง เป็นยุทธวิธี 3 กระบวนการ 3 ประสานคือ 1.กปปส. พรรคการเมือง 2.องค์กรอิสระ 3.ทหารและกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ร่วมกันทำรัฐประหารซ่อนรูป ดูถูกประชาชน ผลของการประเมินประชาชนต่ำเกินไปจะรุนแรงเพียงใด อีกไม่นานคงได้เห็นกัน

จี้ กกต.รับผิดชอบลาออก

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ระบุว่าเมื่อการเลือกตั้งเป็นโมฆะ รัฐบาลต้องรับผิดชอบงบประมาณที่สูญไปกว่า 3 พันกว่าล้านบาท สอดคล้องกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ปราศรัยบนเวทีว่า เป็นคำพูดของคนที่ไม่รับผิดชอบทั้งคู่ กกต.มีอำนาจจัดการเลือกตั้งเพียงผู้เดียว รัฐบาลเป็นเพียงผู้สนับสนุน ที่ผ่านมา กกต.ไม่ปฏิบัติหน้าที่เต็มกำลังจึงเกิดปัญหา ขณะที่นายสุเทพและพวกขัดขวางการเลือกตั้งชัดเจน และยุให้ประชาชนร่วมฟ้องนายกฯ อย่างหน้าด้านไร้ยางอาย แต่ กกต.ไม่แจ้งความเอาผิด ดังนั้น กกต.ต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญารวมทั้งค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองและผู้สมัครทั้งหมด และขอให้ กกต.แสดงสปิริตโดยการลาออก อยู่ไปก็อายเปล่าๆ

โวยคำตัดสินมิชอบขัดหลัก ก.ม.

นายนพดล ปัทมะ กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญอ้างเหตุว่า 28 เขตเลือกตั้งที่ยังไม่มีการรับสมัครทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวทั้งประเทศ จะสร้างบรรทัดฐานที่มีผลเสียต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง ดังนี้  1.คำตัดสินมิชอบด้วยกฎหมายเพราะผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจยื่นเรื่องให้ชี้ว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะตาม มาตรา 245 (1) 2.การตัดสินให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.เป็นโมฆะ เพราะการเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวทั้งประเทศ ในอนาคตใครอยากล้มเลือกตั้ง ก็ไปปิดล้อมไม่ให้สมัครได้ในเขตหนึ่งเขตใดจะเป็นโมฆะทันที 3.กปปส.ร่วมมือกับนักการเมืองบางกลุ่ม ขัดขวางไม่ให้รับสมัครเลือกตั้งใน 28 เขต ทำให้เป็นโมฆะสมประโยชน์ กปปส.ผลของคำตัดสินจึงขัดหลักการกฎหมายที่ว่า “ต้องไม่ให้อาชญากรได้กำไรจากอาชญากรรมของตน” 4.การตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเท่ากับยินยอมให้คนไม่กี่คนทำลายการออกเสียงของคน 20 ล้านคน ที่ไปใช้สิทธิ 5.คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทำให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศรู้สึกขมขื่นใจเป็นอย่างมาก

20 ล้านคนขมขื่นถูกปล้นสิทธิ

“ไม่เคยมีครั้งใดในประเทศไทย ที่คนจำนวนมากที่สุด ต้องเสียสิทธิจากคนจำนวนน้อยที่สุด ที่ใช้ความรุนแรงมากที่สุด จากการยื่นเรื่องโดยวิธีที่ขัดกฎหมายอย่างชัดเจนที่สุด จนคนทั้งประเทศรู้สึกขมขื่นใจสุดๆ ขอเรียกร้องพี่น้องที่รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม และเห็นว่าถูกรังแกอีกแล้ว อดทนต่อสู้ด้วยสันติวิธีและยึดมั่นกติกาต่อไป เราต้องรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ให้ลูกหลาน และเชื่อว่าธรรมะต้องชนะอธรรมในท้ายที่สุด” นายนพดลกล่าว

เย้ย “มาร์ค” ถาม “เทือก” แทนมติ ปชป.

ขณะที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช และ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย สวมชุดดำร่วมแถลงข่าว โดยนายจิรายุกล่าวว่า ขอเรียกร้อง กกต.ชี้แจงว่าจะชำระหนี้เงินของผู้สมัครที่ใช้หาเสียงไปอย่างไร สัปดาห์หน้าถ้าไม่ได้คำตอบจะฟ้องเรียกค่าเสียหาย ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกต้องรอการประชุมพรรควันที่ 25 มี.ค. ถึงจะทราบว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ต้องไปถามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.มากกว่าน่าจะมีธงอยู่แล้ว

พูดให้ชัดลง ส.ส.หรือบอยคอตซ้ำ

ร.ท.ปรีชาพลกล่าวว่า อยากถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะลงสมัครหรือบอยคอตบอกมาให้ชัดว่าสังคมจะต้องเจอกับอะไรอีก นายอภิสิทธิ์ขอให้นายกฯไปพูดคุยกับนายสุเทพ หากมีจิตสำนึกนายอภิสิทธิ์กล้าไปพูดกับนายสุเทพ กล้าขัดคำสั่งนายสุเทพหรือไม่
น.ส.ขัตติยากล่าวว่า นายอภิสิทธิ์กล้าพอจะลงแข่งกับผู้นำสตรีอย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ประกาศยอมตายบนเส้นทางประชาธิปไตยหรือท่านไม่เป็นสุภาพ– บุรุษ จะรอให้ใครเอาพานใส่ตำแหน่งมาให้ประเทศไทยรอประชาธิปไตยจากพรรคประชาธิปัตย์มามากพอแล้ว วันนี้หากไม่มีพรรคประชาธิปัตย์คงไม่เป็นไร แต่ประชาธิปไตยต้องคงอยู่กับประเทศไทยต่อไป

ดักคอก้าวล่วงพระราชอำนาจ

ด้านนายคณิน บุญสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้เราอยู่ในเหตุวิปริตในการปกครองระบอบประชาธิปไตย คือ 1.กรรมการ ป.ป.ช. และ ส.ว.สรรหาที่ไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง กำลังใช้อำนาจชี้มูลความผิดถอดถอนนายกฯและประธานสภาฯ 2.ศาลรัฐธรรมนูญใช้เพียงข้อกำหนดซึ่งไม่มีสถานะเป็นกฎหมายมาวินิจฉัยล้มล้างรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ล่าสุดได้สั่งวินิจฉัยล้มการเลือกตั้งทั่วไป ยึดอำนาจประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 20 ล้านคน 3.สำนัก– งานการตรวจเงินแผ่นดิน นับตั้งแต่ปี 53 จนถึงปัจจุบัน ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงที่ต้องมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ไม่มีกฎหมายที่มีพระบรมราชโองการให้ประกาศใช้ แต่กลับชงเรื่องให้ ป.ป.ช.และ ส.ว.สรรหาที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ มาชี้มูลความผิดและถอดถอนนายกฯที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ขอดักคอไว้ก่อนว่าเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจหรือไม่

“โอ๊ค”อัดสร้างบรรทัดฐานเลวร้าย

นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญมีค่าเท่ากับ 3,800 ล้าน ที่ กกต.นำไปโยนทิ้งโดยไม่ไยดี ศาลรัฐธรรมนูญได้กระทำในสิ่งที่จะเป็นตราบาปให้กับคนไทยไปชั่วชีวิต และเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างมหาศาล ด้วยการกำหนดบรรทัดฐานที่เลวร้าย ต่อไปนี้พรรคการเมืองไหนงอแง กลัวแพ้การเลือกตั้งเพียงแต่เกณฑ์คนไม่กี่ร้อยคนไปปิดสถานที่รับสมัครเลือกตั้ง เมื่อไม่สามารถสมัครได้เพียงหน่วยเดียว จะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าไม่สามารถเลือกตั้งได้พร้อมกันทั้งประเทศ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำตัดสินนี้ถือว่าเปิดหน้าชกกันระหว่างฝ่ายสนับสนุนอำมาตย์ ซึ่งนิยมชมชอบนายกฯคนกลางที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้ กับฝ่ายยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยที่สนับสนุนนายกฯที่ประชาชนเลือกมาเอง รับรองว่าเรายังต้องสู้กันจนยกสุดท้าย ไม่มีประเทศไหนยอมรับได้หรอก ระบอบอำมาตยาธิปไตยไดโนเสาร์เต่าล้านปี ลุแก่อำนาจแบบนี้

“ปู” งดภารกิจเก็บตัวเซฟเฮาส์

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 16.50 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra เชิญชวนคนไทยน้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางในการอนุรักษ์น้ำและป่าเพื่อความยั่งยืน รักษาแหล่งน้ำที่เป็นต้นน้ำ ร่วมกันลดมลพิษและภาวะโลกร้อน วางระบบบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เสริมสร้างประชาชนเข้าถึงแหล่งน้ำที่สะอาด เนื่องจากองค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 22 มี.ค. เป็นวันน้ำของโลก (World day Water) ทั้งนี้ นายกฯได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดพักผ่อนอยู่กับครอบครัว ที่เซฟเฮาส์ในกรุงเทพฯ และพักรักษาอาการเอ็นข้อเท้าฉีก จนต้องใส่เฝือกอ่อนและนั่งวีลแชร์ จากอุบัติเหตุข้อเท้าพลิกที่ จ.เชียงใหม่ โดยไม่มีภารกิจใดๆ

ปชป.โต้วุ่นสมคบคิดโค่นอำนาจ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้แถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยที่ระบุกลุ่ม กปปส. พรรคประชาธิปัตย์ และองค์กรอิสระใช้ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดกันชิงอำนาจทางการเมืองโดยใช้กฎหมายว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ใช้ทฤษฎีดังกล่าว และเป็นการกล่าวหาที่ใช้จินตนาการเลื่อนลอย ปราศจากข้อเท็จจริง ขอชี้แจงดังนี้ 1.คำร้องที่ถูกยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรมด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่มีผลกระทบต่อนัยสำคัญในระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรมตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ม.197 และ ม.3 วรรคสอง ไม่ได้ เวนคืนอำนาจอธิปไตยของประชาชนไปเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ 2.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่มีผลต่อส่วนรวม ที่ระบุว่าจะเป็นบรรทัดฐานสร้างความ ชอบธรรมให้ผู้ขัดขวางการเลือกตั้ง ไม่เป็นความจริงหากการเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม

บี้ พท.ยอมรับการกระทำของตัวเอง

นายองอาจกล่าวว่า 3.การอ้างว่าเป็นความ ต้องการการเมืองนอกระบบของกลุ่ม กปปส.ก็ไม่เป็นความจริง ปัญหามาจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และรัฐบาลปล่อยให้มีการทุจริต 4.การกล่าวหาทัศนคติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหา ตัดสินสร้างผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยเป็นข้อสันนิษฐานที่ไม่ถูกต้อง 5.การที่พรรคเพื่อไทยกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งและการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกพรรค มีผลต่อการวินิจฉัยให้การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะ ยืนยันว่าพรรคไม่ได้ต้องการให้ศาลตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่เป็นดุลพินิจของศาล และพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กระทำการใดๆที่ขัดรัฐธรรมนูญ  พรรคเพื่อไทยจึงควรยอมรับผลการกระทำของตัวเอง ดีกว่าแสดงอาการเช่นนี้

เตือนรีบล้างตาจุดจบซ้ำรอยเดิม

นายองอาจกล่าวว่า ส่วนที่พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ลงสมัครรับเลือกตั้ง และขอให้ กกต.จัดการเลือกตั้งโดยเร็ว โจทย์การเลือกตั้งครั้งนี้คงไม่ใช่ข้อสอบแบบปรนัยที่มีตัวเลือกว่าจะลงหรือไม่ลงเลือกตั้ง แต่ควรเป็นแบบอัตนัยที่ต้องการหาทางออกให้ประเทศได้อย่างแท้จริงคือ ควรเปิดกว้างเพื่อรับฟังและร่วมหาคำตอบ เบื้องต้นขึ้นอยู่กับนายกฯ รัฐบาล และ กกต.จะหาทางออกร่วมกันเจรจากับทุกฝ่าย จึงขึ้นอยู่กับตัวนายกฯจะใช้โอกาสนี้หาทางออกให้ประเทศหรือไม่ หากรัฐบาลยังใช้แนวคิดเดิมมุ่งหน้าเลือกตั้งโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้น การเลือกตั้งครั้งใหม่จะมีจุดจบซ้ำรอยการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา

“จ้อน” แนะ รบ.–กปปส.หาข้อยุติ

วันเดียวกัน นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ ใช้ชื่อตอนว่า “เพื่อชาติ” ว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะ ถ้าทุกฝ่าย “คิดเพื่อชาติ” ใช้ช่วงเวลานี้หาทางออกให้กับประเทศอย่างมีสติก็ถือเป็นโอกาสของประเทศไทย มีข้อเสนอว่า 1.รัฐบาลและ กปปส.ควรเจรจากันจนได้ข้อยุติจึงเสนอวันเลือกตั้งต่อ กกต. 2.ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 9 เดือน 3.ทุกพรรคลงเลือกตั้ง

“มาร์ค” ตั้งแง่นำ ปชป.คืนสนาม

ที่เวที กปปส.สวนลุมพินี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนพรรคหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะ ว่า รัฐบาลและ กกต.ควรหารือทุกฝ่ายว่าการเลือกตั้งที่เรียบร้อยจะเกิดขึ้นได้เมื่อใดและบนเงื่อนไขอะไร ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะลงเลือกตั้งครั้งใหม่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งได้กำหนดเงื่อนไขสภาวะแวดล้อมที่เรียบร้อยและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายหรือไม่ รวมถึงต้องไม่มีการใช้อำนาจรัฐเพื่อเอาเปรียบหรือคุกคามฝ่ายอื่น อยู่ที่รัฐบาลถ้าตั้งใจคุยหาทางออก บรรยากาศจะเริ่มคลี่คลาย แต่ถ้ายังปักธงสิ่งที่ต้องการ เผชิญหน้ากับองค์กรอิสระ ปัญหายิ่งยืดเยื้อ

ปัดชื่อโผล่นั่งนายกฯคนกลาง

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จังหวัดสงขลาจะไปยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยยุบพรรคการเมือง 53 พรรค ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ ขณะนี้พรรคไม่มีแนวคิดจะไปยื่นยุบพรรคใคร แต่กำลังเตรียมพร้อมการปฏิรูปประเทศ 7 ด้านในสัปดาห์หน้า ไม่ได้กำหนดว่าจะปฏิรูปก่อนหรือหลังเลือกตั้ง เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวโลกออนไลน์เสนอชื่อนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯคนกลาง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนไม่เกี่ยวข้องเพราะเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ต้องสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตย และไม่ทราบกระแสข่าวว่านายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาธิการพรรค จะลาออกไปตั้งพรรค การเมืองใหม่ ได้คุยกับนายเฉลิมชัยแล้ว เชื่อว่านายอลงกรณ์จะไม่ทำเช่นนั้น

วงเสวนาสับศาล รธน.ทำแตกแยก

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ สถาบันการศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยมูลนิธิการพัฒนาประชาธิปไตยและนโยบายศึกษา จัดเสวนาหัวข้อ “ฤาตุลาการเป็นตัวการสร้างความแตกแยก” โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันกล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ศาลรัฐธรรมนูญปิดทางไม่ให้กลไกตามรัฐธรรมนูญแก้ปัญหาความแตกแยกด้วยการเลือกตั้ง และจากคำวินิจฉัยเห็นได้ว่าจะไม่มีการเลือกตั้งอีกนาน

คำตัดสินแบ่งไทยแตก 2 เสี่ยง

นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญทำให้ ประเทศไทยแตกเป็น 2 เสี่ยง เพราะตัดสินว่าการไปเลือกตั้งของ 20 ล้านเสียง เป็นโมฆะ 20 ล้านเสียงเป็นครึ่งหนึ่งจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 40 ล้านเสียง ตั้งแต่ 2549 ตุลาการแตกแยกเป็นตุลาการฝ่ายประจำกับตุลาการฝ่ายการเมือง ส่งผลกระทบต่อระบบการเมืองอย่างมากถึงขั้นล่มสลาย ในอนาคตระบบที่จะล่มสลายคือตุลาการ

ชี้เทคนิครัฐประหารสุดร้ายกาจ

ขณะที่นายอธึกกิต แสวงสุข คอลัมนิสต์อิสระนามปากใบตองแห้ง กล่าวว่า เรื่องนี้คนผิดคือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 6 คน ไม่ใช่ม็อบหรือรัฐบาล เพราะตัดสินให้เกิดทางตัน ให้โจรได้ใจ ผู้ขัดขวางการเลือกตั้งได้ใจ ดังนั้น ไม่มีทางจัดการเลือกตั้งได้ จนกว่าพรรคเพื่อไทยยอมแพ้ ทำตามข้อเรียกร้องของม็อบ หรือถ้าพรรคเพื่อไทยเลือกตั้งแล้วเป็นรัฐบาลก็แก้รัฐ-ธรรมนูญไม่ได้แม้แต่มาตราเดียว ทำให้มวลชนอึดอัดอาจปะทุขึ้นมา จึงสงสารประเทศ ให้ทำรัฐประหารไปเถอะ

นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนจากคณะนิติราษฎร์ กล่าวว่า จากใบแถลงข่าวของศาล รัฐธรรมนูญพบว่าไม่มีตรงไหนบอกว่าการเลือกตั้ง 2 ก.พ.2557 เป็นโมฆะ ศาลรัฐธรรมนูญบอกเพียงว่า พ.ร.ฎ.ยุบสภาเฉพาะในส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 2 ก.พ.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อมีรัฐบาลขั้วนี้ต้องเจอตุลาการ–ภิวัตน์ และครั้งนี้เป็นภาค 3 เชื่อว่าจะเป็นภาคสุดท้าย และต้องเอาให้ได้ เพื่อแก้มือจากปี 2549 ที่จัดการไม่สำเร็จ ถ้าดูขบวนการทั้งหมดเชื่อว่าเป็นขบวนการรัฐประหารแต่เป็นเทคนิครัฐประหารที่ร้ายกาจ

“สมชัย” ขยี้ต่อจ้อช่อง 11–ทัวร์นกขมิ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญถึงกรณีคดีเลือกตั้งที่อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะยุติลงหรือไม่ ว่าคดีที่อยู่ระหว่างสืบสวน เพื่อออกใบเหลืองใบแดง ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการต่อ แต่หากเป็นกรณีคดีอาญา ยังต้องดำเนินการต่อไป ดังนั้นคดีขัดขวางการเลือกตั้ง การทำลายทรัพย์สินราชการ การทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ การใช้ทรัพยากรรัฐเพื่อประโยชน์ความได้เปรียบเสียเปรียบ เช่น กรณีทัวร์นกขมิ้น และช่อง 11 ก็ยังต้องดำเนินต่อไป

กกต.รอคำวินิจฉัยกลาง

ด้านนายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต.กล่าวในรายการ กกต. พบประชาชน ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กระจายเสียงแห่งประเทศไทย ช่อง 11 ถึงการดำเนินการภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่ามีสถานการณ์แทรกซ้อนที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ 28 เขตเลือกตั้งไม่มีผู้สมัคร ส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปในวันเดียวทั่วราชอาญาจักรตามรัฐธรรมนูญมาตรา 108 วรรคสอง ขั้นตอนการดำเนินการหลังจากนี้คงต้องรอคำวินิจฉัยกลางอย่างเป็นทางการก่อน ทั้งนี้ได้เรียกประชุมผู้บริหารสำนักงานเพื่อเตรียมความพร้อมไว้แล้ว

เดินหน้าเอาผิดคนขวางเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ นายภุชงค์กล่าวว่า มีหลายเสียงออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ต้องรับผิดชอบ แต่ยืนยันว่า กกต.จัดการเลือกตั้งโดยสุจริตเที่ยงธรรม ทำตามกฎหมายทุกขั้นตอน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งมาตรา 20 ให้การคุ้มครอง กรณีที่ กกต.จัดการเลือกตั้งโดยสุจริตไว้ ส่วนการจัดการเลือกตั้งหลังจากนี้ทาง กกต.จะนำประสบการณ์ที่ได้มาปรับใช้ เช่น การลงคะแนนทดแทนใน 5 จังหวัด เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่กกต.มีคำสั่งหน่วยงานต่างๆให้ความร่วมมือจัดการเลือกตั้ง เมื่อเวลาเปลี่ยนไปเชื่อว่าสถานการณ์การเมืองจะดีขึ้น และขณะนี้มีการดำเนินคดีเกี่ยวกับการขัดขวางการเลือกตั้งแล้วกว่า 170 คดี มีทั้งคดีที่ กกต.ถูกฟ้อง และกกต.เป็นผู้ฟ้อง สำนักงาน กกต.ได้ตั้งคณะทำงาน 4ชุดเพื่อพิจารณา ใครฝ่าฝืนกฎหมายคงต้องไปเจอกันที่ศาล

มั่นใจเลือก ส.ว.ผ่านฉลุย

นายภุชงค์ยังกล่าวถึงการเลือกตั้ง ส.ว.ว่าในวันที่ 23 มี.ค. จะมีการเลือกตั้งล่วงหน้า 2 ส่วน คือการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด ที่หน่วยเลือกตั้งกลางนอกเขตจังหวัด กว่า 150 หน่วยทั่วประเทศ โดยมีประชาชนลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้ากว่า 2 ล้าน 1 แสนคน และอีกส่วนหนึ่งคือการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตจังหวัดทุกเขตเลือกตั้ง ยืนยันว่า กกต.มีความพร้อมจัดการเลือกตั้ง ส.ว. และไม่มีกลุ่มไหนบอกว่าจะออกมาคัดค้านจึงมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาว่าจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเหมือนการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา ขอให้ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและประชาชนทั่วไปออกมาใช้สิทธิ หากได้การตอบรับที่ดีเชื่อว่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิถึงร้อยละ 70 ตามที่ กกต.ตั้งเป้าไว้ โดยประชาชนทั่วไปตรวจสอบสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งได้ที่สายด่วน 1171 หรือ www. khonthai.com

เมื่อเวลา 09.00 น. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุม ศปก.ตร. โดย พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า ได้เน้นย้ำในวันเลือกตั้ง ส.ว.ล่วงหน้าวันที่ 23 มี.ค.ให้ผู้ควบคุมผู้ปฏิบัติ โดยเฉพาะ ผบก.ให้ควบคุมด้วยตนเอง เน้นการป้องกันการเกิดเหตุ จุดตรวจเข้มแข็ง ขอให้รายงานให้ทันต่อเหตุการณ์

“เจ๊หน่อย” สั่งหนุน “สุพิศาล” คั่ว ส.ว.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า ในการประชุม ส.ส.ภาค กทม.กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำภาค กทม.เข้าร่วมประชุม ช่วงหนึ่งได้หารือถึงการเลือกตั้ง ส.ว.ในวันที่ 30 มี.ค.มีการกำชับให้อดีต ส.ส.กทม.สนับสนุน พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาท อดีต ผบก.ป. ผู้สมัคร ส.ว. กทม.หมายเลข 1 ซึ่งเป็น นรต.31 รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร.และยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ด้วย

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในการประชุมภาค กทม.ไม่ได้เน้นย้ำให้ไปสนับสนุนผู้สมัคร ส.ว.รายใด ปล่อยให้ฟรีโหวต แต่ส่วนตัวชอบผู้สมัครหมายเลข 1 เนื่องจากเคยทำงานด้านปราบปราม มีความรู้ความสามารถน่าจะทำงานช่วยเหลือประชาชนได้

ป.ป.ช.จ่อฟัน “ขุนค้อน” 1–2 สัปดาห์

อีกเรื่องหนึ่ง นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ในวันที่ 24 มี.ค.คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะลงนามรับรองสำนวนการชี้มูลความผิดการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ จากนั้นจะส่งเรื่องไปให้วุฒิสภาเพื่อดำเนินการถอดถอนขั้นตอนต่อไปทันที ยืนยันว่าการลงมติของ ป.ป.ช.ทำตามอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมายและพยานหลักฐาน อย่าไปผูกโยงว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการโค่นล้มรัฐบาล ส่วนการไต่สวนถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา กรณีเดียวกันอยู่ระหว่างไต่สวนพยานเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย คาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์จะส่งเรื่องให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ลงมติตัดสินได้ว่ามีความผิดหรือไม่

เล่นโทษหนักรวบรัดปิดอภิปราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อกล่าวหาของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ที่ ป.ป.ช.ไต่สวนถอดถอนกรณีวางตัวไม่เป็นกลางในการทำหน้าที่ประธานที่ประชุมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญประกอบด้วย 1. กรณีเป็นผู้ตรวจร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. ซึ่งถูกส่งเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาถูกกล่าวหาว่าเป็นร่างปลอม ไม่ตรงกับร่างที่สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อขอแก้ไข 2. กรณีปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ได้จัดให้ลงมติเพื่อวินิจฉัยตัดสิทธิสมาชิกผู้แปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็น 57 คน โดยอ้างว่าคำแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภาขัดต่อหลักการ ซึ่งนายนิคมชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ว่าการตัดสิทธิสมาชิก 57 คน ไม่ให้อภิปราย อยู่ในช่วงที่นายสมศักดิ์ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม 3. การรวบรัดให้ลงมติอภิปรายทั้งที่มีผู้แปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็นยังไม่ได้ใช้สิทธิอภิปรายจำนวนมาก โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของสมาชิก ซึ่งเป็นกรณีเดียวกับที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายนิคม เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา

23 มี.ค. 2557 06:01 ไทยรัฐ