วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เลือกตั้งติดหล่ม เลือดท่วมประเทศ


เสื้อแดง “ปรับทัพ” รับสถานการณ์สอย “ยิ่งลักษณ์”

อากาศเมืองไทยกำลังย่างเข้าสู่ฤดูร้อน

ตามแนวโน้มอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกขณะ น่าจะถึงขั้นที่ใช้คำว่า “ร้อนตับแตก” ได้เลย

แต่ที่ร้อนต่อเนื่อง สถานการณ์วิกฤติการเมืองที่จ่อเข้า ใกล้จุดเดือดเข้าไปทุกที ตามเงื่อนไขที่ต่างฝ่ายต่างยื้อ เล่นบทแข็งขืนไม่มีใครยอมหลบให้กัน

ลากสถานการณ์ขึงพืด ประจันหน้ากันอย่างไม่ลดละ

ในจังหวะที่ฝ่ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเครือข่ายของ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กำลังตกอยู่ในภาวการณ์ลำบากจากสารพัดปมที่โดนร้องเรียน ลากเข้าติดเงี่ยงกฎหมาย

อย่างที่ต้องตีปี๊บโหมกระแส โดนองค์กรอิสระล้อมกรอบ

ตามอาการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องเล่นบทอ้อน ขออย่าใช้องค์กรอิสระเข้ามาเป็นเครื่องมือใช้กฎหมายห้ำหั่นกันจนไร้ที่ยืน
สะท้อนว่ารู้คำตอบล่วงหน้า สถานภาพใกล้จอดป้าย

นั่นก็เพราะคิวที่จ่อรออยู่นับกันไม่หวาดไม่ไหว

ไล่ตั้งแต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อนุญาตให้เลื่อนได้อีกแค่15 วันนายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในประเด็น ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ส่อเค้าจะลงดาบกันในปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน

ที่แน่ๆนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ออกมาแสดงตัวล่วงหน้าแล้วว่าในฐานะ รองนายกฯอันดับที่หนึ่งก็ต้องปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯยิ่งลักษณ์ ถ้าหากถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด และต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

เตรียมแผนสลับตัวสำรองเผื่อกันไว้เลย

ยังไม่นับผลสะเทือนต่อเนื่องจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่า 2 ล้านล้านบาท ขัดกับรัฐธรรมนูญ

เปิดช่องให้พรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายฝ่ายต้านพรรคเพื่อไทยไล่ตามซ้ำดาบสอง เดินหน้ายื่นถอดถอนนายกฯยิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทันที

ดักหน้าดักหลัง ปักชนักคาไว้อีกหนึ่งคดี

สรุปมาถึงตอนนี้ นายกฯยิ่งลักษณ์เองยังจำไม่ไหวกับปมที่ถูกร้องคาไว้ในองค์กรอิสระทั้ง ป.ป.ช.ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดินฯลฯ

และเมื่อถึงจังหวะที่องค์กรอิสระเร่งเครื่องพิจารณาคดีสำคัญ มันก็ใกล้ถึงจุดเปลี่ยน

สถานะบนอำนาจของ “ยิ่งลักษณ์” ป้อแป้เต็มที

ในขณะที่เงื่อนไขสำคัญที่นายกฯยิ่งลักษณ์และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอาศัยเป็นกำแพงพิง ยื้อเกมเป็นฝ่ายถืออำนาจรัฐมาตลอด

ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ3เสียง ฟันธงให้การเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่2 กุมภาพันธ์ 2557 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ถือว่า เป็นโมฆะ

เนื่องจากไม่ได้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

อย่างไรก็ตามผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาคงไม่มีผลต่อเกมขึงพืดซักเท่าไหร่

เพราะดูเหมือนเงื่อนไขมันเลยจุดนั้นไปแล้ว

ก็อย่างที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารจัดการเลือกตั้ง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงทัศนะส่วนตัวไว้ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะมีมติอย่างไร ระหว่างการเลือกตั้งโมฆะ หรือเดินหน้าเลือกตั้งต่อใน 28 เขตที่เหลือ

มันคือจุดจบของการเริ่มต้นปัญหารอบใหม่ทั้งสิ้น

เพราะหากชี้ว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กกต.และรัฐบาลต้องไปตกลงกันว่าจะออกพระราชกฤษฎีกา กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน แต่กระแสมวลชนทั้งฝ่าย นปช.ที่อาจไม่ยอมรับคำตัดสิน หรือฝั่ง กปปส.ที่ยังอาจยืนยันปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง จะนำสถานการณ์ของประเทศไปสู่มุมอับยิ่งขึ้นอย่างไรไม่ทราบได้

หรือถ้าหากศาลชี้ว่า 28 เขตเดินหน้าต่อได้ ไม่รัฐบาลหรือกกต.คงต้องรับไปดำเนินการต่อการเลือกตั้งในส่วนนี้ แต่ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีการคัดค้าน ขัดขวางไม่ให้สำเร็จอีกหรือไม่

ไปซ้ายก็ไม่จบง่าย ไปขวาก็ใช่ว่าจะปลอดโปร่ง

ฉะนั้นก็ทำใจได้เลยว่า ภาวะแบบ 7 เดือนที่ผ่านมา ยังซ้ำซากในรูปแบบเดิม

ว่ากันตามรูปการณ์ กกต.ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการ เลือกตั้งโดยตรง สะท้อนอารมณ์ออกมาแบบนี้ มันก็เป็นอะไรที่มืดมน ไร้ความหวัง

เลือกตั้ง “ติดหล่ม” เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังลำบาก

ขณะที่ฉากอำนาจของ “ยิ่งลักษณ์” ในบทนายกฯหญิงก็ใกล้ถึงจุดอวสาน

ตามรูปการณ์ก็ถึงจังหวะต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์กันใหม่ ตามปรากฏการณ์ที่เครือข่ายคนเสื้อแดงมีการปรับหัวขบวน

โดยให้ “ตุ๊ดตู่” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ขึ้นมาเป็นประธาน กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แทนนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานหญิงคนเก่า

“ปรับทัพ” สลับเอาฮาร์ดคอร์มาปักหลักตั้งป้อมสู้

กองทัพเสื้อแดงพร้อมเข้าสู่โหมดพร้อมรบ

เบื้องต้นเลยก็เป็นการกระตุกดุลอำนาจต่อรองของฝ่าย “นายใหญ่” ที่กำลังจะเสียการเป็นฝ่ายครอบครองอำนาจรัฐไปจากการที่นายกฯยิ่งลักษณ์จ่อโดนคดีในองค์กรอิสระ

ใช้กองทัพเสื้อแดงขู่กันเป็นนัย

และนั่นก็กระตุกปฏิกิริยาทันทีทันควัน ตามอาการฮึ่มๆที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศก้องเลยว่า ไม่เคยให้ราคา ไม่ให้ความ สำคัญกับคนพวกนี้ เพราะไม่มีเกียรติพอ

เสียดายที่ประชาชนให้เป็นแกนนำแล้วเดินตาม

“ตู่ ทบ.” กับ “ตู่ นปช.” ทำสงครามน้ำลายยั่วกันตั้งแต่วันแรกเลย

ขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวของกองทัพในการปรับย้ายนายทหารกลางปี โดยเฉพาะบรรดาผู้บังคับกองพันที่คุมหน่วยรบสำคัญ

ซึ่งแน่นอนต้องมีผลต่อดุลอำนาจในกองทัพในจังหวะการตั้งรับการขยับของแนวร่วมเสื้อแดง

ประกอบกับการแปรรหัสสัญญาณร้อนแรงจากคิวที่“ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษชี้ไปที่ข้อความแกะสลักใต้ฐานอนุสาวรีย์ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา อดีต ผบ.ทบ.ที่ค่ายกฤษณ์สีวะรา จังหวัดทหารบกสกลนคร ที่ว่า

“ทหารเรายืนอยู่บนเกียรติอันสูงส่ง ที่ประชาชนคนไทยหวังเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเขา”

แล้วก็พูดลอยๆแค่ว่า “อยากให้ ผบ.ทบ.ได้อ่าน”

แนวรบด้านกองทัพน่าจะร้อนแรงนับจากนี้ไป

เช่นเดียวกับปฏิกิริยาจาก ป.ป.ช.ที่มีมติให้กรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะ เป็นองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีที่มีการกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ พร้อมกับพวกรวม 14คน

จากกรณีที่นายจารุพงศ์และนายณัฐวุฒิ ได้ร่วมกันจัดเวทีปราศรัยบนเวที “นปช.ลั่นกลองรบ” ที่จังหวัดนครราชสีมา ในลักษณะยุยงให้ใช้ความรุนแรง ให้จัดตั้งกองกำลังของกลุ่มคนเสื้อแดง ข่มขู่องค์กรอิสระ ศาล ยุยงให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ให้มีการแบ่งแยกราชอาณาจักรไทยออกเป็นสองส่วน จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศชาติ

แนวต้านกลุ่มเสื้อแดงขยับกันพรึบพรับ

ทั้งกองทัพและองค์กรอิสระแปรรูปขบวนพร้อมสู่เกมปะทะเหมือนกัน

โดยสถานการณ์ประจันหน้าระหว่างเครือข่ายระบอบทักษิณกับแนวร่วมฝ่ายต้าน ภายใต้ศักยภาพของทั้ง 2 ขั้วขัดแย้งที่พัฒนามาถึงขั้นที่ต่างฝ่ายต่างมีพร้อม

ฝั่งหนึ่งพรรคเพื่อไทยกับมวลชนคนเสื้อแดงและทีมชุดดำ อีกฝั่งหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์กับมวลชน กปปส. และมือปืนป๊อบคอร์น

ทั้งพรรคการเมือง มวลชน และกองกำลังติดอาวุธ

รอแค่สถานการณ์ถึงจุดเดือดเท่านั้น

แต่ที่ยังต้องลุ้นกันเหนื่อยต่อไป กับความพยายามในการตั้งโต๊ะเจรจาที่ล่มไม่เป็นท่าอีกรอบ

ภายหลังการขยับขององค์กรอิสระ อันประกอบไปด้วยกกต. ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอเป็นตัวกลางประสานคู่ขัดแย้ง

แล้วก็ฟาล์วไปตามระเบียบ

ภายหลังโดนปฏิเสธอย่างไม่ไยดี ไม่มีใครเอาด้วยทั้งฝ่ายของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.และฝั่ง รัฐบาลพรรคเพื่อไทย

ตั้งแง่ใส่กันเลยว่า ไม่ได้เป็นกลางอย่างแท้จริง

ตามรูปการณ์ “หน้าแตก” และเงื่อนไขที่ต่างฝ่ายต่างยังอยู่ในอารมณ์ “หวาดระแวงกันไม่เลิก”

คงไม่มีใครกล้าเสนอตัวเป็นคนกลางอีกแล้ว

ขณะที่วงดีลเบื้องหลังที่มีทั้งบิ๊กท็อปบูต ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อดีตนักการเมือง เพื่อให้เกิดการตั้งโต๊ะเจรจาก็ยังพยายามกันต่อไป ภายใต้สถานการณ์ที่ความหวังริบหรี่เต็มที

เพราะไม่มีใครยอมหลบให้ใคร

ต่างฝ่ายต่างยื้อผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง

เอาเป็นว่า สถานการณ์ไหลมาถึงจุดที่มีการตั้งคำถามในหมู่คนวงใน เหตุใดถึงไม่เจรจาก่อนตีกัน ทำไมต้องตีกันก่อนแล้วถึงค่อยเจรจา

เรื่องของเรื่องย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทย ตั้งแต่การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เรื่อยมาถึงเหตุการณ์ “14 ตุลา 2516” ต่อเนื่องถึงเหตุการณ์ “6 ตุลา 2519” และเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ 2535”

ความขัดแย้งทางการเมือง เกมชิงอำนาจเมืองไทยไม่เคยจบได้เพราะเจรจา

ต้องมีเหตุปะทะ บาดเจ็บ ล้มตายก่อนทุกรอบ

นี่อาจเป็นคำตอบสุดท้าย

กับวิกฤติที่กำลังเข้าสู่จุดเสี่ยงเลือดท่วมประเทศ.


“ทีมการเมือง”

22 มี.ค. 2557 09:55 ไทยรัฐ