วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รุกรานในรูปแทรกซึม รัสเซียฮุบไครเมียนิ่มๆ

ยึดครอง  -  ทหารรัสเซียในชุดเครื่องแบบไร้สังกัด ยืนรักษาการณ์ที่หน้าสำนักงานอัยการทหารในเมืองซิมเฟอโรโปล เมืองเอกของไครเมีย หลังสภาผู้แทนฯรัสเซียลงมติรับรองสนธิสัญญาผนวกไครเมียเข้ากับรัสเซีย (เอพี)

ในที่สุด “รัสเซีย” ก็ผนวก “ไครเมีย” ซึ่งเป็นสาธารณรัฐปกครองตนเองของยูเครนเข้ากับรัสเซียสำเร็จ หลังผลการลงประชามติปรากฏว่า ชาวไครเมียเกือบ 97% ต้องการกลับไปอยู่กับรัสเซียลูกพี่เก่า

จากนั้นประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ก็ลงนามในร่างสนธิสัญญาผนวกไครเมียเข้ากับรัสเซีย ก่อนส่งให้สภาผู้แทนฯ และวุฒิสภารัสเซียรับรองต่อไป เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน “ฮุบ” ไครเมียอย่างนิ่มๆ

จะว่าไปแล้ว การฮุบไครเมีย มีการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอนแบบลับๆ โดยรัสเซียและรัฐบาลไครเมียที่ฝักใฝ่รัสเซียมานานแล้ว และเริ่มลงมือปฏิบัติหลังประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช ผู้ฝักใฝ่รัสเซีย ถูกฝ่ายค้านและรัฐสภายูเครนรวมหัวกันยึดอำนาจเมื่อ 22 ก.พ. จนต้องวิ่งโร่ไปพึ่งใบบุญรัสเซีย

จากนั้นรัสเซียก็เริ่มส่งทหารหน่วยพิเศษทั้งในและนอกเครื่องแบบแทรกซึมเข้าไปในไครเมียอย่างลับๆ เพื่อสมทบกับ “กองกำลังอาสาสมัครพลเรือน” ฝักใฝ่รัสเซีย ซึ่งทำงานประสานกันอย่างได้ผล โดยกลุ่มอาสาสมัครที่ว่านี้ บางส่วนเป็นชาวไครเมียเอง และบางส่วนถูกส่งไปจากรัสเซียโดยตรง

สัญญาณแรกที่เห็นได้ชัดว่ารัสเซียเริ่มฮุบไครเมียแล้ว เกิดขึ้นตั้งแต่ 28 ก.พ. เมื่อมีการตั้งด่านตรวจบนถนนที่เมืองอาร์มแยงสค์และชอง-การ์ ซึ่งเป็นด่านที่แบ่งแยกคาบสมุทรไครเมียออกจากแผ่นดินใหญ่ของยูเครน โดยกองกำลังที่ควบคุมด่านมีทั้งทหารตำรวจในเครื่องแบบ นอกเครื่องแบบ ไปจนถึงกองกำลังในชุดพราง

จากนั้นทั้งทหารรัสเซียและกองกำลังอาสาสมัครพลเรือน ซึ่งรัสเซียอ้างว่าเป็น “กองกำลังป้องกันตนเอง” ของชาวไครเมียเอง ก็ทยอยบุกเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งฐานทัพเรือของยูเครน ซึ่งแทบจะไร้การต่อต้าน จึงไม่มีการนองเลือด ยกเว้น นายทหารแห่งกองทัพยูเครนคนหนึ่งถูกยิงตาย

นักวิเคราะห์ด้านการทหารชี้ว่า การฮุบไครเมีย เป็นการรุกรานยึดดินแดนประเทศอื่นที่ “ราบรื่น” และ “ฉับไว” ที่สุดในโลกยุคใหม่  เพราะไม่มีการทำสงครามนองเลือด แตกต่างจากการรุกรานอื่นๆของรัสเซีย

ในยุคใหม่ รัสเซียเคยบุกประเทศอื่นครั้งใหญ่ๆ แล้ว 3 ครั้ง คือการบุกฮังการีในเดือน พ.ย. 2499 บุกเชโกสโลวะเกียในเดือน ส.ค. 2511 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของทั้ง 2 ประเทศนี้เริ่มมีแนวโน้มหันไปฝักใฝ่ตะวันตก และต่อมาในเดือน ธ.ค.2522 รัสเซียก็บุกอัฟกานิสถาน ในช่วงที่รัฐบาลฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ใกล้ล่มสลาย

การบุก 3 ครั้งนั้น รัสเซียใช้ปฏิบัติการทางทหารแบบใหญ่โตและเปิดเผย  ส่งทั้งทหารและรถถังเข้าสู่สมรภูมิจำนวนมาก  เกิดการสู้รบนองเลือด แต่การบุกยึดไครเมียแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในทางทหารจึงไม่น่าจะเรียกว่า “การรุกราน” (Invasion) แต่น่าจะเป็น “การแทรกซึม” (Infiltration) มากกว่า และที่สำคัญ ชาวไครเมียส่วนใหญ่ซึ่งพูดภาษารัสเซียยินดีต้อนรับ ไม่ต่อต้านเหมือนกรณีบุกฮังการี เชโกสโลวะเกีย และอัฟกานิสถาน

การฮุบไครเมียของรัสเซียทำเอาสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งหนุนหลังรัฐบาลใหม่ของยูเครนนั่งไม่ติด เพราะเป็นการลูบคมกันเห็นๆ และทำให้แผนขยายอิทธิพลสู่ยุโรปตะวันออกของมหาอำนาจตะวันตกหยุดชะงัก ขณะที่รัสเซียก็พยายามดึงอดีตชาติบริวารของสหภาพโซเวียตกลับเข้าสู่อ้อมอกอีกครั้ง

จึงไม่แปลกที่สหรัฐฯและอียูจะทยอยใช้มาตรการ “คว่ำบาตร” ตอบโต้รัสเซีย รวมทั้งสั่งอายัดทรัพย์และห้ามการเดินทางของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการฮุบไครเมีย ติดตามด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการทูต โดยขู่จะคว่ำบาตรการประชุมสุดยอดผู้นำ “จี-8” ที่เมืองโซชิในรัสเซียในเดือน มิ.ย.นี้ และอาจถึงขั้นตะเพิดรัสเซียออกจากการเป็นสมาชิกจี-8 ในที่สุด

อย่าลืมว่า กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 ของโลกหรือ “จี-7” ดึงรัสเซียเข้าร่วมกลุ่มจนเกิดมี “จี-8” เพื่อสลายขั้วอำนาจของโลกหลังสหภาพโซเวียตล่มสลายและเห็นว่ารัสเซียทำตัวดี สมควรดึงมาเป็น “หุ้นส่วน” มากกว่าเป็นศัตรู แต่เมื่อรัสเซียทำตัวเกเรเช่นนี้  สมควรถูกขับออกจากกลุ่มหรือไม่?

มหาอำนาจตะวันตกชี้ว่าการฮุบไครเมียของรัสเซียเป็นการละเมิดอธิปไตยของชาติอื่น อีกทั้งผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และถ้าไม่ถูกประชาคมโลกลงโทษ จะเป็นตัวอย่างที่เลวร้ายให้ชาติอื่นทำตาม โดยเฉพาะศัตรูตัวเอ้อย่างอิหร่านและเกาหลีเหนือ  ส่วนจีนซึ่งกำลังแย่งชิงน่านน้ำและหมู่เกาะต่างๆ กับชาติเพื่อนบ้าน ก็อาจเอาอย่าง ประกาศฮุบเขตพิพาทเอาดื้อๆ

กรณีรัสเซียฮุบไครเมียยังเป็นบททดสอบ “กึ๋น”  ของประธานาธิบดีบารัค  โอบามา  แห่งสหรัฐฯ ในฐานะ “ตำรวจโลก” ด้วย ถ้าตอบโต้แผ่วเกินไปจะถูกมองว่าอ่อนแอ แต่ถ้าตอบโต้แรงเกินไปอาจผลักไสให้รัสเซียกลายเป็นศัตรู และกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างกัน ซึ่งมีมหาศาล โดยเฉพาะด้านพลังงาน

แต่การงัดข้อระหว่างรัสเซียกับมหาอำนาจตะวันตกหนนี้ ชาวโลกเบาใจได้อย่างหนึ่งครับ เพราะไม่มีฝ่ายใดเอ่ยถึงเรื่อง “สงคราม” ซักแอะ!


บวร โทศรีแก้ว

22 มี.ค. 2557 09:47 ไทยรัฐ