วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มัสต์แฮฟ จุดเปลี่ยนหรือจุดเริ่มที่ดี

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นปัญหา การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 ซึ่งมี อาร์เอส เป็นผู้ถือสิทธิ์ กับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ถูกพูดถึงในวงกว้างมากกว่าทุกเรื่อง

เข้าใจง่ายๆ หากใครต้องการดูครบทุกนัด 64 แมตช์ อาร์เอส เจ้าของสิทธิ์ บอกว่าดูผ่านกล่องรับสัญญาณของเค้าได้ แต่ก็จะแบ่งถ่ายผ่านฟรีทีวีให้ 22 นัด ตามที่ฟีฟ่ากำหนดไว้ขั้นต่ำ อย่างไรก็ตาม กสทช.ที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ในไทย บอกทำเช่นนั้นไม่ได้ ฟรีทีวีต้องครบทุกนัดเช่นกัน

กสทช.มีประกาศหลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ.2555 ซึ่งกำหนดรายการทีวีที่สำคัญ ให้ออกอากาศได้เฉพาะฟรีทีวีเท่านั้น ซึ่งบริการทีวีระบบบอกรับสมาชิก หรือเคเบิลทีวีอื่นๆ ก็จะดูได้ผ่านทางช่องฟรีทีวีเช่นกัน หรือที่เรียกว่า Must have (มัสต์ แฮฟ)

หากใครฝ่าฝืนก็จะมีโทษปรับจากเบาไปหนัก หรือถึงขั้นถอนใบอนุญาตประกอบการ ซึ่งเรื่องนี้ยังอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองว่าจะเห็นควรอย่างไร ด้วย มีความก้ำกึ่งระหว่างช่วงเวลาที่อาร์เอสไปได้สิทธิ์มาเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการประกาศใช้กฎนี้ หรือไม่ว่าอย่างไรใครก็ต้องปฏิบัติตาม โดยไม่อิงเรื่องดังกล่าว ซึ่งต้องติดตามกันให้ดีว่าสุดท้ายจะจบเช่นไร

แต่ทว่ากับสิ่งที่เกิดขึ้น ถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีของผู้ประกอบการเพย์ทีวี ที่จากนี้ไปอาจจะต้องคิดกันมากขึ้นว่าการที่จะซื้อลิขสิทธิ์กีฬา ที่อยู่ในข่ายมัสต์แฮฟ 7 รายการ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก ซีเกมส์ อาเซียนพาราเกมส์ เอเชียนเกมส์ เอเชียนพาราเกมส์ โอลิมปิก และพาราลิมปิก จะทำอย่างไรกันต่อไป

มีความเห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร ในอนาคตยังสนใจที่จะซื้ออยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ทางออกที่หาก กสทช.จะเป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์กีฬาที่กำหนดไว้เอง จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เหล่านี้เชื่อว่าพี่น้องประชาชนคงจะสนใจว่าผู้ประกอบการแต่ละรายคิดเห็นเช่นไร ซึ่งในวันนี้ “ฮอตสปอร์ต” มีคำตอบมาให้

เริ่มจากผู้ที่ได้รับผลโดยตรง “เฮียฮ้อ” นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนงานทุกอย่างของเรายังตามเดิม แต่ก็ต้องดูสถานการณ์อีกครั้งว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร ซึ่งอาร์เอสพร้อมปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตาม ยังยืนยันว่ากฎดังกล่าวไม่เป็นธรรมกับอาร์เอส เพราะเราได้สิทธิ์มาก่อนที่ประกาศนี้จะออกมา ส่วนอนาคตจะซื้อสิทธิ์อีกหรือไม่ ก็ต้องดูอีกครั้ง หากประมูลมาแล้วทำธุรกิจไม่ได้ก็ไม่ประมูล

นางพรพรรณ เตชะรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเราเข้าใจดี เชื่อว่าคนดูส่วนหนึ่งก็เข้าใจเรา คอนเทนดีๆ ก็ต้องมีต้นทุนที่สูง และอีกส่วนเราก็เข้าใจว่าการรับชมที่ผ่านมาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเรื่องนี้อยู่ที่ศาล ก็ต้องรอฟังผล ส่วนครั้งต่อๆไป การประมูลก็ยังถือว่าน่าสนใจ แต่ที่สำคัญ ในเมื่อมีกฎมัสต์แฮฟ ก็ต้องคิดกันมากขึ้น คิดว่าจะต้องไปประมูลในราคาเท่าไหร่ต่อไป

ส่วนข้อเสนอที่ให้ กสทช.ซื้อสิทธิ์เอง ถือเป็นทางออกที่ดี แต่ที่ผ่านมาก็มีกรณีของสิงคโปร์ ที่ตอนแรกเพย์ทีวีถูกควบคุม โดย กสทช.ที่นั่น จนคนสิงคโปร์เกือบไม่ได้ดู แต่สุดท้ายก็ต้องจ่ายในราคาแพง กว่าจะได้ดูกัน ซึ่งก็ต้องระวังด้วยว่า สุดท้ายหากมีกฎนี้อาจจะไม่มีบริษัทใดไปซื้อสิทธิ์มา

นายอรรถพล ณ บางช้าง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายรายการ บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับวิธีการของ กสทช. ที่เข้ามาดูแลสื่อ แต่ในเรื่องที่เกิดขึ้นอยากให้มีรายละเอียดที่ชัดเจนกว่านี้ ยกตัวอย่าง โอลิมปิกเกมส์ที่เราเคยถือลิขสิทธิ์ครั้งก่อน ในครั้งหน้าที่มีการประมูลไปแล้ว เราก็ไม่ได้ซื้อ เพราะยังไม่ทราบความแน่ชัดของหลักเกณฑ์ กสทช. จนปัจจุบันมีบริษัทหนึ่งในญี่ปุ่นได้สิทธิ์ไปเรียบร้อย

ส่วนทรูวิชั่นส์เอง มีความสนใจที่จะไปประมูลให้ได้สิทธิ์ฟุตบอลโลกหรือไม่ เรื่องนี้คงไม่ เพราะเห็นว่ารายการนี้เหมาะกับประชาชนโดยส่วนรวม ขณะที่ทางออกที่เสนอให้ กสทช.ไปซื้อสิทธิ์เอง ตรงนี้ก็ต้องอยู่ที่ กสทช.ว่าจะคิดเห็นอย่างไร และที่สำคัญการจะซื้อสิทธิ์ใดๆ ก็อยู่ที่ราคาด้วย จากเดิมบริษัทในไทยซื้อไว้ในราคาที่มาก แต่ถ้า กสทช.จะไปซื้อถูก เค้าก็คงไม่ขาย และที่น่าห่วงเมื่อเจ้าของสิทธิ์ไม่ขาย คนไทยอาจไม่ได้ดูกีฬาดีๆเลยก็ได้

นายวัชร วัชรพล รองประธานกรรมการ บริษัท ซีทีเอช จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เห็นใจผู้ที่ได้รับผลกระทบตรงนี้ เพราะกฎที่ว่าก็เพิ่งออกมา ส่วนในอนาคตซีทีเอชสนใจจะซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกหรือไม่ คงเป็นเรื่องยาก เพราะเอกชนต้องลงทุน อีกอย่างเพย์ทีวีจำเป็นต้องมีรายการที่ต่างไปจากฟรีทีวีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทำเช่นนั้น ส่วนข้อเสนอที่ให้ กสทช. ซื้อลิขสิทธิ์เอง เป็นทางออกที่เหมาะสม เพราะมีรายได้จากทั้งค่าประมูล ค่าธรรมเนียม ทีวีดิจิตอลที่มากอยู่พอสมควร

ปิดท้ายที่นายเดียว วรตั้งตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มงานแพลตฟอร์ม สตราติจี แอนด์ สปอร์ตเซอร์ชิฟ บริษัท แซท เทรดดิ้ง จำกัด ของแกรมมี่ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนมองไปที่เจตนาที่ดีของ กสทช. ที่มีมัสต์แฮฟเข้ามาดูแลควบคุม ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เป็นกติกาที่ต้องยอมรับ ฟุตบอลโลกมีการมองหลายมุม ส่วนใหญ่ต้องได้ชม ไม่เฉพาะแค่เรา คนในอังกฤษ เบลเยียม ก็ชนะจากการฟ้องคดีมาแล้ว ได้ดูครบ จะจำกัดจำนวนคู่ไม่ได้

ถามว่าเราสนใจจะซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกในอนาคตหรือไม่ แกรมมี่สนใจทุกคอนเทนต์ แต่เราก็ต้องดูเรื่องความอยู่รอดในธุรกิจด้วย อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีสถิติที่ออกอากาศทางฟรีทีวี ก็สามารถทำธุรกิจได้ ส่วน กสทช.ควรซื้อสิทธิ์เองหรือไม่ ตรงนี้คิดว่ามีทางออกที่ดีกว่านั้น คิดว่า กสทช.เหมาะที่จะเป็นตัวกลางมากกว่า ซึ่งยังเชื่อว่าแม้จะมีกฎนี้ ก็ยังมีเอกชนอีกหลายรายร่วมประมูลสิทธิ์

ถือว่ามองต่างมุมกันไป แต่สิ่งที่แยกได้หลักๆ ก็คงเป็นเรื่องของธุรกิจ ที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญกับการนำไปสู่คอนเทนต์กีฬาดีๆ ในเมืองไทย แต่อีกด้านหนึ่งในภาพใหญ่ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ก็มี กสทช.เข้ามาดูแลให้ถ่วงดุลกันได้ดี และสุดท้ายแล้วจะหาจุดกึ่งกลางกันได้เจอ

มัสต์แฮฟเป็นจุดเปลี่ยนของลิขสิทธิ์กีฬา หรือเป็นจุดเริ่มที่ดี

เชื่อว่าทุกคนมีคำตอบอยู่ในใจ...

กัญจน์ ศิริวุฒิ

22 มี.ค. 2557 09:09 22 มี.ค. 2557 09:10 ไทยรัฐ