วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศาลรธน.ฟัน6:3 ลต.โมฆะ กกต.โบ้ยรบ.ผิด


ปชป.รีบหารือส่อหวนคืนสนาม ยิ่งลักษณ์วอนอย่าบอยคอตอีก พท.จวกเละลุยฟอง5เสือทั่วปท.

ศาล รธน.ล้มกระดานเลือกตั้ง ส.ส. มติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 สั่งเลือกตั้ง 2 ก.พ. เป็นโมฆะ โยน กกต.จัดเลือกตั้งใหม่ให้ยึดแนวปี 49 ประธาน กกต.โบ้ยความผิดรัฐบาลเตือนแล้วไม่ฟัง ย้ำเหตุการณ์ไม่สงบยังไม่ควรจัดเลือกตั้ง “สมชัย” มือโพสต์ให้ไปเรียกค่า เสียหายเลือกตั้งจั่วลมที่รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ประกาศพร้อมลุยศึกรอบใหม่ ขอร้อง ปชป.อย่าบอยคอตอีก “จาตุรนต์” เซ็งเลือกอีกก็โมฆะอีก พท.ฉุนออกแถลงการณ์โต้ จวกทำลายศรัทธาด้วยมือตัวเอง สั่งผู้สมัครลุยฟ้องดะ 5 เสือทั่วประเทศ “มาร์ค” กลับลำหวนคืนสนาม เรียกแกนนำถกแบ่งโซนดูแลผู้สมัคร “นิพิฏฐ์” ดี๊ด๊าอยากลงสนามเต็มแก่ “สุรชัย” จ่อขอ พ.ร.ฎ.เปิดสภาถอด “นิคม” “บิ๊กแป๊ะ”นำคณะตบเท้าแซยิด “บิ๊กตู่” เผยสัญญาใจนำชาติสู่ความสงบสุข

การเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 2 ก.พ. มีอันต้องถูกล้มกระดาน ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ชี้ให้เป็นโมฆะ ขณะที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันทีอย่างเผ็ดร้อน พร้อมสั่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรค 28 เขต ที่ถูกขัดขวางจนไม่สามารถสมัครได้ กระจายแจ้งความเอาผิด 5 เสือ กกต.ทั่วประเทศ

ลุ้นระทึกศาล รธน.ชี้เลือกตั้งโมฆะ

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 21 มี.ค.ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มีการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 245 (1) ว่าการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 ตาม พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยมีนายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินทางมารับฟังคำวินิจฉัย ท่ามกลางสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศที่มารอทำข่าวจำนวนมาก โดยนายภุชงค์กล่าวว่า ไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไรก็พร้อมยอมรับ หากวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ กกต.ก็ต้องยกเลิกประกาศการลงคะแนนเลือกตั้งทดแทนการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ กกต.กำหนดให้จัดขึ้นใน 5 จังหวัด คือ จ.นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ประจวบคีรีขันธ์ และ กทม. ในวันที่ 5 เม.ย.

มติ 6 ต่อ 3 ล้มกระดานเลือก ส.ส.

ต่อมาเวลา 12.20 น. นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 สรุปว่าการที่ พ.ร.ฎ.ยุบสภา กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ. เมื่อได้ดำเนินการเลือกตั้งไปแล้ว ปรากฏว่ายังไม่มีการจัดการเลือกตั้งใน 28 เขตเลือกตั้ง ซึ่งยังไม่เคยมีการสมัครรับเลือกตั้งมาก่อนเลย จึงถือได้ว่าในวันที่ 2 ก.พ. มิได้มีการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ส่วนการที่จะดำเนินการจัดการเลือกตั้งสำหรับ 28 เขต หลังวันที่ 2 ก.พ.นั้น ไม่สามารถกระทำได้ เพราะจะมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรเช่นกัน เป็นผลให้ พ.ร.ฎ.ยุบสภา เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 2 ก.พ. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 108 วรรคสอง

ยกคำร้อง กกต.อำนาจตรา พ.ร.ฎ.

นายพิมลกล่าวต่อว่า ส่วนคำร้องของ กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 214 เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. และ ครม. ในการดำเนินการรับสมัครเลือกตั้งใหม่ใน 28 เขตเลือกตั้ง ว่าใครจะเป็นผู้ออก พ.ร.ฎ.ใหม่เฉพาะ 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัคร หรือออก พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ทุกเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่าเมื่อได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่าการเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 2 ก.พ. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 108 วรรคสอง ดังนั้นกรณีจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยประเด็นตามคำร้องนี้ต่อไป ตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย ข้อ 23 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคำร้อง

โยน กกต.จัดเลือกตั้งยึดแนวปี 49

นายพิมลกล่าวอีกว่า หลังจากนี้การจะมีเลือกตั้งใหม่ ต้องมีการตรา พ.ร.ฎ.เลือกตั้งขึ้นใหม่ เป็นเรื่องที่ กกต.ต้องไปพิจารณาดำเนินการ ส่วนเรื่องกรอบระยะเวลาในการดำเนินการก็อยู่ที่ กกต.กำหนด โดยมีแนวปฏิบัติของปี 2549 เป็นบรรทัดฐานให้ดำเนินการได้อยู่แล้ว ส่วนใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับการเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 2 ก.พ.ที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการระบุ นอกจากนี้มติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ที่วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น 3 เสียงข้างน้อย ประกอบด้วย นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี นายชัช ชลวร นายเฉลิมพล เอกอุรุ โดยเห็นว่าการเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 2 ก.พ.ไม่มีประเด็นใดที่ขัดรัฐธรรมนูญ

ปธ.กกต.โบ้ยความผิดรัฐบาล

ต่อมาเวลา 15.50 น. ที่สำนักงาน กกต. นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. แถลงภายหลังรับทราบคำวินิจฉัยว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยมาแล้ว กกต.ต้องน้อมรับ เพราะถือว่าผูกพันทุกองค์กร โดยเลขาธิการ กกต. ได้เรียกประชุมผู้บริหารทั้งหมด เพื่อเตรียมความพร้อมหลังจากได้รับคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการจากศาลรัฐธรรมนูญ ต้องดูว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ กกต.ดำเนินการอย่างไรต่อไป และจะเหมือนที่เคยวินิจฉัยไว้ในปี 2549 หรือไม่ ส่วนสาเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปในวันเดียวกันนั้น เนื่องจากสภาพปัญหาที่มีการขัดขวางการเลือกตั้ง การรับสมัครเลือกตั้งใน 28 เขตภาคใต้ ผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งไม่สามารถรับสมัครได้ โดยที่ผ่านมา กกต.ได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณาเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง ที่จะประสบปัญหาอุปสรรคอย่างไร และขอให้ขยายระยะเวลาการรับสมัครออกไป หากรัฐบาลทำตามก็ไม่ต้องเสียงบประมาณในการจัดเลือกตั้ง ทั้งนี้ กกต.จะมีการประชุมนัดพิเศษในวันที่ 24 มี.ค. เพื่อพิจารณาในเรื่องดังกล่าว

ปัดรับผิดชอบหลังเลือกตั้งโมฆะ

นายศุภชัยกล่าวถึงกรณีที่จะมีผู้ร้องฟ้องต่อ กกต. ให้รับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญา เนื่องจากที่ กกต. ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ว่า การจะฟ้องให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่ง ต้องดูว่า กกต. ประมาทเลินเล่อหรือไม่ เราทำทุกวิถีทาง การรับสมัครไม่ได้เป็นความผิดของ กกต. แต่เป็นเหตุที่เกิดจากปัจจัยภายนอก ที่มีผู้มาปิดล้อมไม่ให้เกิดการสมัครรับเลือกตั้งได้ จึงขอเรียนไปยังผู้ที่จะฟ้อง กกต.ว่า ในการรับสมัคร ส.ส.แบ่งเขตเป็นอำนาจหน้าที่ของ ผอ.การเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง โดย กกต.ทั้ง 5 คนไม่มีอำนาจเข้าไปก้าวก่ายได้ ขอยืนยัน กกต. ดำเนินการตามกฎหมาย ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งมาตรา 20 วรรคสอง คือไม่ถูกฟ้องทั้งทางแพ่งและทางอาญา รวมทั้งไม่ต้องรับผิดชอบ

ลั่นเหตุการณ์ไม่สงบไม่ควรจัด ลต.

เมื่อถามว่า  มีแนวคิดที่จะพูดคุยกับพรรคการเมือง เพื่อหาข้อสรุปวันเลือกตั้งที่เหมาะสมหรือไม่ นายศุภชัยตอบว่า ถ้าจะกำหนดวันเลือกใหม่เราควรปรึกษาหารือกับพรรคการเมืองและรัฐบาล เหมือนกับ พ.ร.ฎ.แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป เมื่อปี 2549 คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน จึงจะจัดการเลือกตั้งได้ และยืนยันว่าหากสถานการณ์ไม่สงบและรุนแรง ก็ไม่ควรจัดการเลือกตั้ง เพราะจัดแล้วทำให้เสียเงินภาษีของประชาชนโดยเปล่าประโยชน์ เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะซ้ำรอยเดิมหากจัดการเลือกตั้งใหม่ นายศุภชัยตอบว่า คิดอยู่เหมือนกัน แต่ไม่กังวล เพราะเวลาผ่านไปสถานการณ์อาจจะเปลี่ยน ถ้าทุกคนคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง เพราะขณะนี้ประเทศชาติหยุดอยู่ เหมือนกับที่ช่อง 11 ถ่ายทอด แช่แข็งประเทศไทย ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ มีรัฐบาลใหม่ บ้านเมืองก็จะต้องเดินหน้าต่อไปได้

รัฐต้องรับผิดงบเลือกตั้งที่สูญเสีย

วันเดียวกัน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “มีคำถามมากมายถึงผมว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่ จะเกิดอย่างไรและเกิดเมื่อใดนั้น กกต.ต้องรอหนังสือวินิจฉัยที่เป็นทางการจากศาลรัฐธรรมนูญ จากนั้นเรียกประชุม กกต.เพื่อดำเนินการตามมติศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าจะมี 2 แนวทาง คือ 1.กกต.ประชุมกับรัฐบาล เพื่อทูลเกล้าฯขอ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ใน 60 วัน หรือ 2.กกต.เชิญหัวหน้าพรรคการเมืองมาปรึกษา เพื่อดูวันเลือกตั้งใหม่ที่เหมาะสม กรณีนี้อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบ 60 วัน ส่วนใครต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย 3,800 ล้านบาทในการเลือกตั้งที่เสียไป กกต.ได้ระบุถึงปัญหาให้รัฐบาลทราบก่อนวันที่ 2 ก.พ.แล้วว่า หากเดินหน้าต่อจะสุ่มเสี่ยงกับถูกฟ้องเป็นโมฆะ แต่รัฐบาลยังยืนยันให้เดินหน้าต่อ ดังนั้นรัฐบาลต้องรับผิดชอบ และการเลือกใหม่จะสำเร็จหรือไม่ จะมีการขัดขวางจนเป็นโมฆะอีกหรือไม่ หากทุกพรรคได้ปรึกษากัน และเห็นการเลือกตั้งใหม่เป็นทางออกประเทศ กระบวนการขัดขวางจากฝ่ายต่างๆน่าจะลดลง จากประสบการณ์ที่เห็นถึงปัญหาอุปสรรค จะเป็นบทเรียนให้ กกต.ปรับปรุงการจัดการให้ดีขึ้น

จ่อถก ปชป.ไม่ลงเลือกตั้ง

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า การเลือกตั้งหลังจากนี้ต้องดูที่สถานการณ์ ยืนยันว่าเราไม่ได้งอมืองอเท้า แต่ขณะนี้ กปปส.ไม่ยอมให้เดินหน้าจัดการเลือกตั้ง คิดว่าถ้ารัฐบาลบังคับใช้กฎหมายได้ปกติ ปัญหาต่างๆก็จะคลี่คลาย ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงเลือกตั้งอีกครั้ง จะทำให้สามารถถูกฟ้องยุบพรรคหรือไม่นั้น ประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงในเรื่องข้อกฎหมาย ได้สั่งการให้ฝ่ายกิจการพรรคการเมืองนำเสนอเรื่องต่อ กกต. กฎหมายระบุว่าหากพรรค การเมืองไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งติดต่อกัน 2 ครั้งภายในระยะเวลา 8 ปี จะทำให้ถูกฟ้องยุบพรรคการเมืองหรือไม่ ทั้งนี้การเลือกตั้งครั้งนี้ศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นโมฆะ กกต.ต้องพิจารณาว่า การไม่ลงเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้เป็นโมฆะไปด้วยหรือไม่

“ปุ้ม” ยัน “ปู” พร้อมเลือกตั้งใหม่

ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม รับทราบคำตัดสินแล้ว ยืนยันพร้อมเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งใหม่ แต่ต้องหารือภายในพรรคเพื่อไทยก่อน และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะแล้ว กกต.ควรรีบกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนที่ได้ใช้สิทธิไปแล้วไม่เสียสิทธิตรงนี้ไป และได้ใช้สิทธิอีกครั้ง คนที่ยังไม่ใช้สิทธิจะได้ออกมาใช้สิทธิ ที่สำคัญที่สุดเพื่อให้เกิดความปรองดอง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ผิดพลาดอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตจากการบอยคอตเลือกตั้ง

ขอร้อง ปชป.อย่าบอยคอตอีก

นายสุรนันทน์กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องลงเลือกตั้ง ไม่ควรมีข้ออ้าง ไม่เช่นนั้นประชาชนจะผิดหวังพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้นไปอีก ที่สำคัญการเลือกตั้งที่ไม่ประสบความสำเร็จครั้งที่แล้ว โดยที่รัฐบาลได้ดำเนินการทุกอย่างตามกลไกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อการเลือกตั้งไม่สำเร็จ ที่เกิดจากการบอยคอตของพรรคประชาธิปัตย์ การขัดขวางการเลือกตั้งของ กปปส. ทำให้เป็นโมฆะ ในที่สุด วันนี้เมื่อเราได้บทเรียนว่าทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ ก็อยากจะเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้ง ส่วน กปปส.รัฐบาลคงไม่มีสิทธิไปเรียกร้อง

“จาตุรนต์” ชี้เลือกตั้งใหม่ก็โมฆะอีก

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หลังจากก่อนหน้านี้เคยวินิจฉัยว่าการเคลื่อนไหวของ กปปส.เป็นการชุมนุมตามสิทธิรัฐธรรมนูญ ทั้งยังได้รับการคุ้มครองจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หมายความว่าจะยังไม่มีการเลือกตั้งไปอีกนาน ฉะนั้นแม้จะออก พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ก็ไม่มีความหมาย พอเปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส. กปปส.ก็ไปขัดขวางอีก ถึงเลือกตั้งไปก็เป็นโมฆะซ้ำอีก บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้และบทบาทของ กปปส. มีความหมายว่าประเทศไทยจะยังไม่มีการเลือกตั้งไปอีกนาน ระหว่างนี้จะมีการจัดการกับรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล และนักการเมืองฟากรัฐบาล เพื่อให้เกิดสุญญากาศนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้เกิดรัฐบาลคนนอก เกิดการปฏิรูปการเมือง เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองที่นำไปสู่ระบบการปกครองที่เขาแน่ใจได้ว่า พรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้จะไม่ได้เป็นรัฐบาลอีก และเขาสามารถกำหนดได้ว่าเขาจะให้ใครเป็นรัฐบาล ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำได้คือไม่เข้าร่วมขบวนการนี้ คือต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อทำหน้าที่ต่อไป

“เฉลิม” เย้ย “เทือก” แพ้ตลอดชาติ

ที่ บช.ปส.  ร.ต.อ.เฉลิม  อยู่บำรุง  รมว.แรงงาน ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ  (ศอ.รส.) กล่าวว่า การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศจะขัดขวางการเลือกตั้งอีกครั้ง จึงค่อนข้างสบายใจว่านายสุเทพพ่ายแพ้แล้ว เพราะประชาชนที่รักประชาธิปไตย ไม่ว่าคน กทม.หรือคนทั้งประเทศ จะไม่รับม็อบ กปปส. ที่สำคัญต่างชาติจะประณามว่านายสุเทพเป็นตัวขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตย โดยมีพรรคประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลังการชุมนุมของ กปปส. เพราะรู้ว่าลงเลือกตั้งจะแพ้ เมื่อถามว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงเลือกตั้งอีกครั้งจะทำอย่างไร ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ทายใจเขายาก เพราะเป็นพรรคเทวดามีเส้น อย่างไรก็ไม่ถูกยุบพรรค

พท. แถลงการณ์โต้ศาล รธน.

เวลา 15.10 น. ที่พรรคเพื่อไทย คณะกรรมการบริหารและแกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดยนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค ร่วมกันแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กรณีมีมติให้เลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.2557 เป็นโมฆะ โดยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย อ่านแถลงการณ์ว่า

1. ตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้อง  และให้ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา  การกระทำของศาลรัฐธรรมนูญเสมือนบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นใช้เองตามใจชอบ เป็นการเวนคืนอำนาจอธิปไตยของประชาชนไปเป็นของศาลรัฐธรรมนูญโดยมิชอบ 2. คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการสร้างปัญหา และมีผลกระทบต่อส่วนรวม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกลับจะยิ่งสร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ไม่ปฏิเสธถ้าใช้อำนาจชอบธรรม

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า 3. ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากความต้องการการเมืองนอกระบบของกลุ่ม กปปส. และผู้ที่อยู่เบื้องหลัง  แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับบอกว่าเป็นการชุมนุมโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ 4. ที่มาและทัศนคติของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ มีปัญหาตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน เพราะมีกำเนิดมาจากคณะรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย.2549 สร้างผลงานที่ส่งผลกระทบต่อฝ่ายพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด ต่างกับคดีของพรรคประชาธิปัตย์รวมทั้งคดีของม็อบ กปปส. จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมถึงความไม่เป็นกลาง  5.พรรคไม่เคยปฏิเสธการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าการใช้อำนาจนั้นอยู่ในกรอบแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ดังนั้น พรรคย่อมมีความชอบธรรมที่จะดำเนินการทุกวิถี ทาง เพื่อรักษาไว้ซึ่งกติกาตามระบอบประชาธิปไตย

ทำลายศรัทธาด้วยมือตัวเอง

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า 6.ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำลายศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสถาบันศาล นำความเสื่อมเสียต่อสถาบันอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นการ ซ้ำเติมให้เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจ รังแกจิตใจผู้รักประ-ชาธิปไตยและความเป็นธรรมอย่างไม่ไยดี และไม่รับผิดชอบ “ตลอดเวลาที่ผ่านมา เมื่อประมวลภาพของการมุ่งทำลายล้างกลุ่มการเมืองฝ่ายพรรคเพื่อไทย จะเห็นได้ว่าการใช้ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ของกลุ่มบุคคลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพื่อช่วงชิงอำนาจทางการเมือง และมุ่งทำลายฐานอำนาจทางการเมืองฝ่ายที่นิยมประชาธิปไตย โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ได้ปรากฏภาพให้เห็นโดยประจักษ์ ทั้งกระทำโดยองค์กรเอง หรือรับลูกกันเป็นทอดๆอย่างเป็นระบบเดียวกันกับเมื่อปี 2549 พรรคจึงขอให้ประชาชนได้ร่วมกันต่อสู้กับการใช้อำนาจนอกระบบทุกรูปแบบ เพื่อให้ได้มาซึ่งประชา-ธิปไตยที่แท้จริง โดยวิธีการสันติ

สั่งผู้สมัครลุยฟ้องดะทั่วประเทศ

นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า องค์กรใดก็ตามที่ทำนอกเหนือกฎหมาย เหนือรัฐธรรมนูญโดยไม่มีอำนาจ เท่ากับว่ากระทำฝ่าฝืนกฎหมาย กรณีนี้มีองค์กรที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 องค์กร คือ ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีนี้มีผู้เสียหายคือผู้สมัคร ส.ส.ทั้งหลายคงต้องฟ้องดำเนินคดี

นายพร้อมพงศ์กล่าวเสริมว่า ผู้ที่ต้องรับผิดชอบที่ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยจะดำเนินการฟ้องร้อง คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. และกลุ่ม กปปส. พรรคประชาธิปัตย์ และ กกต.ทั้ง 5 ท่าน โดยจะให้ผู้สมัครของแต่ละเขตดำเนินการในเขตที่ลงสมัคร เพื่อให้รับผิดชอบค่าจ่ายที่ทั้งผู้สมัครและพรรคเพื่อไทยใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ นอกจากนี้จะฟ้องอาญาด้วย จะเริ่มฟ้องร้องตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป

ระบุเป็นรัฐประหารโดยศาล รธน.

นายคณิน บุญสุวรรณ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญต้องรับผิดชอบเงินภาษีประชาชนในการจัดเลือกตั้ง 3,800 ล้านบาท คำตัดสินเท่ากับเป็นการล้มล้างอำนาจของประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิ์ทั้ง 20 ล้านเสียง รวมทั้งผู้สมัครของพรรคการเมืองอีกทั้ง 53 พรรค กว่า 1,200 คน การทำแบบนี้เป็นเหมือนการตบหน้าประชาชนฉาดใหญ่ เหมือนเป็นการทำรัฐประหารโดยศาลรัฐธรรมนูญ และยังเหมือนการให้รางวัลผู้กระทำผิดกฎหมายที่ขัดขวางการเลือกตั้งให้เป็นโมฆะ ทำให้ประชาชนเป็นทาสคนไม่กี่คน สมควรแล้วหรือยังที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญยุติการทำหน้าที่

นายอุดมเดช รัตนเสถียร แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในฐานะพรรคการเมืองก็ต้องเดินหน้าตามระบอบประชาธิปไตยต่อไป ก็ได้แต่สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นให้ประชาชนเห็นว่ามีความไม่ถูกต้องชอบธรรมอย่างไร ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของประชาชนในการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง

เสื้อแดงคึก “ขวัญชัย” กลับมาแล้ว

ส่วนที่ชั้น 6 ศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว แกนนำ นปช.เปิดแถลงหลังทราบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีแกนนำคนเสื้อแดงในสหรัฐฯขึ้นมาประกาศว่า ได้ส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือยังสถานเอกอัคราชทูตและสถานกงสุลต่างๆในไทย แล้วเพื่อขอให้รัฐบาลประเทศต่างๆไม่ยอมรับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยระหว่างการแถลงข่าว นางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธาน นปช. ได้ประกาศเปิดตัวนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร อดีตแกนนำ นปช. ที่เพิ่งถูกคนร้ายกราดยิงถล่มด้วยอาวุธสงคราม ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของคนเสื้อแดง โดยนายขวัญชัยเคยเป็นไม้เบื่อไม้เมาประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับนางธิดามาก่อนหน้านี้ ได้เข้ามายกมือไหว้และร้องไห้ต่อหน้านางธิดา จากนั้นนายขวัญชัยกล่าวว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเหมือนเป็นการราดน้ำมันเชื้อเพลิงในใจคนอีสาน 20 จังหวัด จึงจะนำมวลชนเดินทางไปร่วมชุมนุมใหญ่กับ นปช. ที่เขาตะโล จ.ชลบุรี ในฐานะเป็นผู้ร่วมจัดตั้ง อาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตย (อพปช.) ขึ้นมา ยืนยันจะเป็นแนวร่วมกับ นปช. และหลังจากนี้ นปช.ชุมนุมที่ไหน อพปช.จะเข้ามาดูแลความปลอดภัยให้

“ตู่” ขู่รัฐบาลล้มเมื่อไหร่แดงลุกฮือ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า คำตัดสินเป็นไปอย่างที่เราคาด แต่ปัญหาคือค่าใช้จ่ายเลือกตั้งกว่า 3,000 ล้านบาท ใครจะรับผิดชอบ ตารางฝ่ายอำมาตย์ยังมีอีก ก่อนสิ้นเดือน มี.ค.เชื่อว่า ส.ส. ส.ว. 308 คน ที่โหวตแก้รัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.ไม่มีทางรอด หนทางนี้เพื่อบีบบังคับให้เกิดสุญญากาศ เปิดช่องนายกฯคนกลาง แต่ไม่มีช่องทางใดเว้นการรัฐประหาร หวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. จะไปใช้ชีวิตหลังเกษียณเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่ถ้าต้องการถูกก่นด่าก็ให้ทำรัฐประหาร ส่วนตัวชาตินี้ขอเลือกตายดีกว่ายกอำนาจปกครองประเทศให้นายสุเทพ ขอชวนคนรักประชาธิปไตยทั้งแผ่นดินว่าเราต้องสำแดงพลังภายใต้กติการัฐธรรมนูญ แต่ในวันที่เราจะออกมาครั้งใหญ่ คือวันที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือมีนายกฯที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะได้เห็นการลุกฮือของประชาชนจะยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ระดมมวลชนพร้อมรบแตกหัก

นายจตุพรกล่าวว่า คนที่คิดจะฆ่าก็ต้องคิดว่าจะฆ่าให้หมดได้อย่างไร พวกเราที่เคยมีประสบการณ์ขอให้เตรียมพร้อม ถ้ามีความจำเป็นอาจประกาศชุมนุมในแต่ละจังหวัดพร้อมๆกัน ก่อนที่จะขยับเข้ามา กทม. การเลือกตั้งจะโมฆะก็ช่างหัวมัน ส่วนของเราคือสร้างมวลชนระดมประชาชน อย่าสนใจคำวินิจฉัยต่างๆ จงมีสีหน้าเยาะเย้ย และทายท้าว่ายังมีอะไรอีกขอให้ทำเลย

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า หวยนายกฯเดายาก แต่หวยศาลรัฐธรรมนูญเดาง่าย เพราะมาตามที่คาด เป้าหมายเขาไม่ได้อยู่ที่ล้มการเลือกตั้ง แต่คือการสถาปนาอำนาจรัฐขึ้นมาใหม่ที่ไม่ได้มาจากประชาชน  เขาถึงมีการพูดถึงการมีรัฐบาลคนกลาง เพราะนั่นคือเป้าที่แท้จริง ดังนั้น เราจึงยังไม่แพ้ และเขาก็ยังไม่ชนะ จนกว่าจะมีรัฐบาลลากตั้ง

นัดแต่งดำประท้วงศาล รธน.

ขณะที่กลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยศาลรธน. ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ รวมตัวกันที่หน้าสวนเบญจสิริ แสดงออกด้วยการนัดหมายแต่งชุดดำมายืนริมถนนสุขุมวิท พร้อมชูป้ายประท้วงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และตะโกนคำว่า “ศาลไม่เป็นกลาง” เพื่อให้ผู้ที่ใช้รถสัญจรผ่านไปมาได้เห็น ทั้งนี้กลุ่มดังกล่าวมองว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญสร้างความแคลงใจให้ประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ เพราะล้มการเลือกตั้งที่ประชาชนตั้งใจมาใช้สิทธิ แต่กลับวินิจฉัยให้การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่ประกาศล้มการเลือกตั้ง เป็นการชุมนุมที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

กลุ่ม นศ.ร่วมซัดให้ลาออกทั้งคณะ

ต่อมาเวลา 19.00 น. ที่บริเวณหน้าศาลรัฐธรรมนูญ ถนนจักรเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กทม. กลุ่มเครือข่ายกิจกรรมนักศึกษา ประมาณ 50 คน ร่วมกันแสดงสัญลักษณ์ไว้อาลัยการตัดสินคดีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะ โดยนำผ้าสีดำกว้าง 1 เมตร ยาว 10 เมตร ผูกติดไว้ที่รั้วคอนกรีต พร้อมฉีกผ้าดำเป็นเส้นคล้ายเชือกมัดพันธนาการป้ายสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญและยังใช้ผ้าดำพันปิดปากหรือปิดตาตัวเอง บางคนใช้ผ้าดำแสดงท่าทางผูกคอตายโดยมัดปลายเชือกไว้กับป้ายศาลรัฐธรรมนูญ จากนั้นมีการจุดเทียนร้องเพลงพร้อมถือป้ายข้อความปราศรัยในลักษณะว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่มีความชอบธรรมให้พิจารณาตัวเองลาออกไปทั้งคณะ ก่อนแยกย้ายกลับโดยไม่มีความวุ่นวาย

“มาร์ค” แนะ “ปู—เทือก” เจรจาอีกรอบ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องเคารพคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นโอกาสคลี่คลายปัญหาเพื่อหาทางให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อเดินหน้าไปสู่สิ่งที่ดีกว่า กกต.ต้องเป็นเจ้าภาพร่วมกับรัฐบาล ระดมความคิดว่าการจะมีการเลือกตั้งซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่มีปัญหาความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงขอให้รัฐบาลปรับท่าทีใหม่จากที่เคยแสดงออกว่า จะไม่มีการเจรจา หากตั้งใจให้กระบวนการประชาธิปไตยเดินหน้า ก็ต้องทำให้กระบวนการราบรื่น จึงไม่เห็นเหตุผลใดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯ กปปส. จะคุยกันไม่ได้ และไม่มีประเด็นที่จะต้องตั้งเงื่อนไขอะไรแล้ว จึงควรคุยกันเพื่อกำหนดแนวทางว่ามีอะไรต้องดำเนินการก่อนเลือกตั้งบ้าง ถ้าบรรยากาศยังเป็นแบบนี้ ก็ไม่มีใครตอบได้ว่าการเลือกตั้งจะสำเร็จหรือไม่

ปชป.ดักทาง “ปู” อย่ารีบดัน พ.ร.ฎ.

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่พรรคกังวลมากกว่าคือท่าทีของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย จะตอบรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร เพราะการประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ น่ากังวลว่าจะเพิ่มความขัดแย้งแตกแยกในสังคมมากขึ้น จึงขอเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม อย่ารีบร้อนกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ต้องเปิดโอกาสให้ กกต.หารือร่วมกับพรรคการเมืองและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองมีวิกฤติ ซึ่งในปี 2549 ใช้เวลาเกือบ 4 เดือนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ จึงไม่มีเหตุผลที่จะกำหนดการเลือกตั้งให้เร็วอย่างที่พรรคเพื่อไทยชี้นำ

ผุดเงื่อนไขก่อนคืนเวทีเลือกตั้ง

นายชวนนท์กล่าวต่อว่า ส่วนจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่นั้น พรรคเคารพกระบวนการประชาธิปไตยอันมีพระ-มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากมีการเลือกตั้งที่เป็นที่ยอมรับ สุจริต เที่ยงธรรม พรรคพร้อมจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง แต่ถ้าให้มีการเลือกตั้งบนพื้นฐานความไม่สุจริต การเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองโดยไม่คำนึงผลประโยชน์ประเทศชาติ พรรคจะ ตัดสินใจโดยยึดถือประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งใหม่จะสมบูรณ์เรียบร้อยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ฝากถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน อย่ามาท้าทาย เพราะพรรคเราพร้อมกลับสู่สนามเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม

“นิพิฏฐ์” ดี๊ด๊าอยากลงสนามเต็มแก่

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จะเรียกประชุมอดีต ส.ส.พรรค มาวิเคราะห์และหารือกันว่าจะลงเลือกตั้งครั้งใหม่หรือไม่ แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะแล้วต้องนับเป็นครั้งแรก และหากครั้งที่สองไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอีก อาจเสี่ยงถูกยุบพรรคได้ โดยตนจะโหวตให้พรรคส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง โดยต้องมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ก่อน และทุกคนต้องลงเลือกตั้ง ส่วนข้อเสนอจะให้พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครเพียงคนเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงถูกยุบพรรคนั้น ตนไม่สนับสนุนแนวคิดนี้ เพราะเป็นข้อเสนอปาหี่หลอกลวงประชาชน ส่วนถ้าพรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งจะขัดกับ กปปส. หรือไม่นั้น เห็นว่าไม่ขัดกัน เพราะ กปปส.ต้องเป็นอิสระกับพรรคการเมือง แต่ตนยืนยันเห็นด้วยกับแนวทาง กปปส. แต่เราเป็นพรรคการเมืองก็ไม่ควรถูกยุบพรรคเช่นกัน จึงควรส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง

นัดถกแบ่งพื้นที่เผื่อลงเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกประชุมภายในกับรองหัวหน้าภาคต่างๆ รองเลขาธิการภาคและกรรมการบริหารพรรคบางส่วน โดยใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง เพื่อหารือการเตรียมความพร้อมลงสมัครรับเลือกตั้ง หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย โดยมีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบให้รองเลขาธิการภาคเน้นทำพื้นที่และรับผิดชอบพื้นที่ตามรายภาค อาทิ นายอัศวิน วิภูศิริ รองหัวหน้าภาคเหนือร่วมดูแลพื้นที่กับนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองเลขาฯภาคเหนือ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าภาคอีสาน ดูพื้นที่โดยมีทีมงานร่วมดูแล เช่น นายวิรัช ร่มเย็น นายศุภชัย ศรีหล้า นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้า ภาคกลาง ร่วมรับผิดชอบพื้นที่กับนายศิริโชค โสภา รองเลขาฯภาคกลาง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รอง หัวหน้าภาค กทม. ดูแลภาค กทม. และนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าภาคใต้ ร่วมดูแลพื้นที่กับนายเทพไท เสนพงศ์ รองเลขาฯภาคใต้ ในกรณีที่พรรคส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งจะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคชุดใหญ่อีกครั้งในวันที่ 25 มี.ค.อีกครั้ง

ชทพ.ขอหลักประกันไม่ป่วนอีก

ด้านนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า พรรคยังไม่ได้หารือกันว่าจะตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.อีกหรือไม่ แต่จะจัดประชุมเพื่อพิจารณารายงานการดำเนินกิจการของพรรคในรอบปี 2556 วันที่ 24 มี.ค. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ อย่างไรก็ตาม พรรคพร้อมน้อมรับคำวินิจฉัย เพราะถือว่าคำวินิจฉัยมีผลผูกพันทุกองค์กร แต่สิ่งที่น่าห่วงที่สุดขณะนี้คือ หากประกาศรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.อีกครั้ง จะมีหลักประกันอะไรที่จะเป็นตัวบอกว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์ขัดขวางการเลือกตั้งซ้ำรอยแบบที่ผ่านมาอีก ไม่เช่นนั้นปัญหาก็ไม่มีทางจบ จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องปรึกษาหารือกันอย่างจริงจัง เพื่อให้ชาติเดินหน้าต่อไปได้

ภท.ขอเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า คงมีการพูดคุยถึงคำวินิจฉัยดังกล่าวในการประชุมสามัญประจำปีพรรคภูมิใจไทย วันที่ 24 มี.ค. ในฐานะที่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรค การเมืองจะขอเดินหน้าลงเลือกตั้งต่อไป ส่วนตัวเห็นว่าประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้ด้วยระบอบประ-ชาธิปไตยและระบบรัฐสภา กลไกการขับเคลื่อนประเทศที่สำคัญคือรัฐสภา ดังนั้นจึงต้องขับเคลื่อนการเลือกตั้งไปให้ได้ อยากเรียกร้องทุกพรรคช่วยกันทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น เมื่อถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมองว่าเป็นการรับลูกขององค์กรอิสระเพื่อนำมาสู่นายกฯ ม.7 หรือไม่ นายศุภชัยตอบว่า ประเทศไทยไม่เคยมีบรรทัดฐานในเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมี วันนี้ เวลานี้ บ้านเมืองไม่ได้มีฝ่ายเดียวที่จะเห็นพ้องตรงกันไปหมด ยังมีคนเห็นต่าง ทุกฝ่ายควรคิดว่าทำอย่างไรจะไม่เกิดข้อขัดแย้งรุนแรง การใช้อำนาจองค์กรอิสระแล้วเกิดความขัดแย้ง เกิดสงครามภายในประเทศไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆกับประเทศ วันนี้ประเทศไทยยังควรมีหลักนิติรัฐ ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันลดราวาศอก แล้วเดินหน้าร่วมกัน

“จุฤทธิ์” จี้ ส.ว.เร่งถอดถอน “นิคม”

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. ซึ่งจะต้องไปสู่กระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่งต่อไปว่า ขอให้สังคมจับตากระบวนการถอดถอนที่จะเกิดขึ้นต่อไป โดย ส.ว.สามารถดำเนินการได้เลย แม้จะยังไม่มี ส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่เข้ามา เพราะต้องมีการเรียกประชุมวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่ภายใน 20 วัน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 132

“สุรชัย” จ่อขอ พ.ร.ฎ.เปิดสภาถอด “นิคม”

ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน วุฒิสภา คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมฝ่ายกฎหมายวุฒิสภาว่า ได้มอบหมายให้สำนักเลขาธิการวุฒิสภาไปศึกษาข้อกฎหมาย เพื่อขอตรา พ.ร.ฎ.เปิดสมัยประชุมวิสามัญ เพื่อวาระการถอดถอนนายนิคม รวมทั้งวาระการคัดเลือกกรรมการ ป.ป.ช. แทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช. น่าจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในเดือน เม.ย.นี้ จึงจะตรา พ.ร.ฎ.เปิดประชุมเพื่อพิจารณาทั้ง 2 เรื่องในคราวเดียวกัน โดยแนวทางปฏิบัติจะประสานไปยังสำนักเลขาธิการคณะ-รัฐมนตรี (สลค.) เพื่อให้เสนอ พ.ร.ฎ.เปิดประชุมสมัย วิสามัญ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรม-ราชโองการ แนวทางนี้เคยปฏิบัติมาแล้ว และคาดว่าสามารถเปิดประชุมวุฒิสภาได้ช่วงต้นเดือน เม.ย.นี้

“นิพัทธ์” นำตบเท้าแซยิด “บิ๊กตู่”

วันเดียวกันเวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม นำ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ พล.อ.อ.ทรงธรรม โชคคณาพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม เข้าอวยพรวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. โดย พล.อ.นิพัทธ์นำแจกันดอกไม้และศาลหลักเมืองจำลองมามอบให้ โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวขอบคุณที่ได้มาอวยพรวันเกิด และฝากให้ทุกคนช่วยกันดูแลชาติบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย โดยงานได้จัดขึ้นเป็นการภายในเท่านั้น และ พล.อ.ประยุทธ์ได้มอบธนบัตรใบละ 80 บาท เป็นที่ระลึกแก่ผู้เข้าอวยพร และมีการจัดเลี้ยงอาหารพิเศษกำลังพลที่ปฏิบัติงานภายใน บก.ทบ. อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต รมว.กลาโหม พี่ใหญ่ในสายบูรพาพยัคฆ์ ได้จัดเลี้ยงให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่บ้านพักส่วนตัวย่านมีนบุรี เป็นการล่วงหน้าแล้ว

สัญญาใจนำชาติสู่ความสงบสุข

พล.อ.นิพัทธ์กล่าวภายหลังเข้าอวยพรว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวกับคณะนายทหารว่า ขอให้ทหารเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้องด้วยกัน จึงมิอาจแบ่งแยกได้ ขอให้ทหารช่วยกันรักษาบ้านเมืองให้เกิดความสุขสงบ เป็นที่พึ่งของประชาชนในยามที่บ้านเมืองกำลังประสบปัญหาหลายด้าน นอกจากนี้ ผบ.ทบ.ยังมีสัญญาใจกับตนในฐานะที่เป็นนายทหารรุ่นพี่เตรียมทหาร ในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเกษียณอายุราชการในเดือน ต.ค.นี้ อยากให้ ผบ.ทบ.ซึ่งถือว่าเป็นทั้งรุ่นพี่เตรียมทหาร และ ผบ.ทบ. นำพาประเทศชาติไปสู่ความสงบสุข เจริญรุ่งเรือง นำพาสังคมไทยให้เกิดความสุขให้ได้ เพราะทุกวันนี้คนไทยมีแต่เรื่องที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจระหว่างกัน ซึ่ง ผบ.ทบ.รับปาก เพราะอยากเห็นคนไทยและประเทศไปในทิศทางเดียวกัน ถือว่าเป็นสัญญาใจระหว่างพี่กับน้องที่จบจากโรงเรียนเตรียมทหารด้วยกัน นับจากนี้ ผบ.ทบ.จะทำงานในหน้าที่ เมื่อน้องขอมา “พี่ตู่” ก็รับปากเป็นอย่างดี  และเรามีความเห็นตรงกันที่จะทำให้บ้านเมืองสงบสุข

ทูตเมืองผู้ดีเข้าพบ “ยิ่งลักษณ์”

สำหรับภารกิจหน้าที่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เมื่อเวลา 10.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจตามปกติ ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี โดยไม่เปิดให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ จากนั้นนายมาร์ค เคนต์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศ ไทย เข้าเยี่ยมคารวะที่ชั้น 10 ต่อมาช่วงบ่าย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบนายกฯ รายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาไฟไหม้บ่อขยะแพรกษา จ.สมุทรปราการ และนายกฯยังได้มอนิเตอร์ติดตามการอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และได้นั่งเซ็นงานจนถึงเวลา 15.40 น. จึงได้เดินทางออกจาก สป.กห.กลับเซฟเฮาส์ โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด ทั้งนี้ นายกฯยังคงใส่เฝือกอ่อนและนั่งวีลแชร์มาปฏิบัติหน้าที่

โดยช่วงเช้าก่อนหน้านี้ นายฮัช วาร์ดัน ชริงลา เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ได้เข้าพบนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เพื่อสอบถามความคืบหน้าข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยกับอินเดีย

22 มี.ค. 2557 07:25 22 มี.ค. 2557 07:25 ไทยรัฐ