วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
‘ฮั่วเซ่งเฮง’แนะสัปดาห์หน้าติดตามจีดีพีไตรมาส 4 ของสหรัฐ

‘ฮั่วเซ่งเฮง’แนะสัปดาห์หน้าติดตามจีดีพีไตรมาส 4 ของสหรัฐ

  • Share:

ราคาทองสัปดาห์นี้ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากทำจุดสูงสุดในรอบ 6 เดือนที่ 1,392 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแรงเทขายจากสถานการณ์ยูเครนที่ตึงเครียดลดน้อยลง และการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้ลงนามในข้อตกลงยอมรับสาธารณรัฐไครเมีย เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนรัสเซีย ประธานาธิบดีรัสเซียเปิดเผยไม่ต้องการให้ยูเครนถูกแบ่งแยกอีก และไม่ต้องการยึดครองส่วนอื่นๆ ของยูเครนอีก

สำหรับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิม 0-0.25% และมีมติลดวงเงินในการซื้อพันธบัตรลง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้วงเงินการซื้อพันธบัตรในปัจจุบันคงเหลืออยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน จากระดับ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน เนื่องจากเศรษฐกิจโดยรวมมีความแข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญ เพียงพอที่จะช่วยหนุนการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องของภาวะตลาดแรงงาน

ทั้งนี้ ประเด็นที่สร้างแรงกดดันต่อราคาทองและตลาดหุ้น และส่งผลให้เงินดอลลาร์ดีดตัวแข็งค่าขึ้นมาก คือ คำแถลงของ นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่กล่าวว่าอาจจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากที่ยุติการผ่อนคลายทางการเงินไปแล้วราว 6 เดือน หากอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ เริ่มกลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้น เงินดอลลาร์มีแนวโน้มเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาทองคำลงไปต่ำสุดที่ 1,320 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ส่วนสัปดาห์หน้าประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ การเปิดเผยจีดีพีไตรมาส 4 ของสหรัฐฯ รวมทั้งการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรป ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนมีนาคม ของจีน ที่ประกาศโดย HSBC สำหรับจีดีพีไตรมาส 4 ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประมาณการครั้งสุดท้าย คาดว่าจะขยายตัว 2.7% จากที่ประมาณการครั้งที่ 2 ขยายตัว 2.4% ทั้งนี้ อาจส่งผลลบต่อราคาทองคำบ้างในกรณีที่ตัวเลขออกมาขยายตัวสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้  

ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนมีนาคม ของจีน ที่ประกาศโดย HSBC ในกรณีที่ยังชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลลบต่อความต้องการทองคำ ราคาทองมีแนวรับที่บริเวณ 1,320 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถ้าหลุดแนวรับดังกล่าวจะมีแนวรับถัดไปที่ 1,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 1,350 และ 1,360 ดอลลาร์ต่อออนซ์ตามลำดับ.