วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

การเมืองยืดเยื้อเศรษฐกิจพัง สศค.-หอการค้ากุมขมับวอนทุกฝ่ายเห็นแก่ชาติ

การเมืองไทยยืดเยื้อ หลังศาลรัฐธรรมนูญให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ สศค.ชี้ยิ่งได้รัฐบาลใหม่ล่าช้า เศรษฐกิจชาติยิ่งทรุดหนัก งบประมาณปี 58 ลากยาว หอการค้าไทยลั่นถ้าไม่มีรัฐบาลใหม่ถึงปีหน้า ความเชื่อมั่นถดถอย ไม่มีลงทุนเพิ่ม

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทย ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นโมฆะ เนื่องจากเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกัน ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 108 วรรค 2 ว่า เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันเป็นเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน เพราะยิ่งตั้งรัฐบาลใหม่ได้ช้าเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากเท่านั้น และที่สำคัญงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ก็จะยิ่งล่าช้าออกไปอีก มีปัญหาแน่นอน

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าไทยจะเคยประสบกับปัญหางบประมาณประจำปีล่าช้าออกไปอยู่บ่อยครั้ง และเคยล่าช้าสูงสุดถึง 6 เดือนมาแล้ว แต่ทุกครั้งก็อยู่บนสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นปกติ เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้โดยภาคเอกชน แต่สถานการณ์ในปัจจุบันนี้แตกต่างกัน เศรษฐกิจไทยชะลอตัว แม้เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวบ้างแล้ว อีกทั้ง เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญๆเกือบทุกตัวก็ไม่ทำงาน ดังนั้น ถ้าไม่มีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ตามกำหนด ก็จะเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจประเทศให้ยิ่งแย่ลงไปอีก

“เมื่อก่อนเราก็เคยเจอปัญหางบประมาณประจำปีล่าช้า  ไม่เป็นไปตามกำหนด แต่ก็สามารถใช้งบประมาณปีก่อนไปพลางได้ และที่สำคัญที่ผ่านๆมา บ้านเมืองเราปกติ การเมืองปกติ ภาคเอกชนสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปได้ แต่ตอนนี้ ทุกอย่างชะลอตัวไปหมด ที่เราหวังว่าภาคการส่งออกจะดีเป็นตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจ ตอนนี้ก็อาจจะมีปัญหา เพราะถ้าสถานการณ์บ้านเมืองเรายังเป็นอย่างนี้ ผู้ที่จะมาสั่งซื้อสินค้าจากเราก็อาจจะเกิดความไม่มั่นใจ”

นายสมชัย กล่าวต่อว่า ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญกับสารพัดปัญหารุมเร้า แต่ สศค.ก็ยังเชื่อมั่นว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะไม่เลวร้ายถึงขั้นติดลบอย่างแน่นอน โดยประเมินว่าในปีนี้เศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ประมาณ 1-2% ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพราะฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า

“เราประเมินว่าเศรษฐกิจปีนี้ 1-2% น่าจะได้ เพราะฐานปีก่อนไม่สูงมาก แต่คงไม่ถึงขั้นติดลบ เพราะหากเศรษฐกิจติดลบ นั่นหมายถึงสถานการณ์บ้านเมืองจะต้องเกิดวิกฤติ ถึงแม้จะไม่ติดลบ แต่ภาวะเศรษฐกิจไทยก็จะอยู่ในลักษณะที่ซึมๆอย่างนี้ไปเรื่อยๆ”

ทั้งนี้  สศค.เห็นว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วง และต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด คือ เรื่องของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันระดับเอ็นพีแอลจะเพิ่มขึ้นทีละน้อย แต่ก็ต้องดูไม่ให้ระดับหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มสูงขึ้น ต้องบริหารไม่ให้มีลูกหนี้ตกชั้นมากขึ้น ซึ่งทางธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐจะต้องส่งเจ้าหน้าที่ลงไปเยี่ยมและพบปะลูกค้า หากพบว่ามีรายใดที่กำลังมีปัญหา หรือมีแนวโน้มจะขาดสภาพคล่องก็ต้องเร่งช่วยเหลือทันที

นายสมชัย กล่าวว่า  สศค. เห็นว่าหากหลายฝ่ายมีความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะเกิดภาวะวิกฤติ ทางออกที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือ ต้องขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาและออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย เพราะ กกต.มีอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว

“ตอนนี้คาดเดาสถานการณ์ต่างๆค่อนข้างยาก แต่ที่สำคัญคือ จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งทาง กกต. ก็ต้องไปหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งหากมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ได้เร็วเศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบน้อย แต่เท่าที่ฟัง ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ยังเป็นสถานการณ์ที่หาจุดจบไม่ได้ ต้องมีการหารือการเลือกตั้งอีกครั้งว่าจะเป็นเมื่อไหร่ จากนั้นทางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งก็จะออกมาขัดขวางไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง ส่วนพรรคการเมืองบางพรรคก็อาจจะไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ก็เท่ากับว่าสถานการณ์วนกลับมาจุดเริ่มต้นอีกครั้ง”

ด้าน นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.นี้ เป็นโมฆะ ไม่ได้ทำให้สถานการณ์การเมืองดีขึ้น แม้ตามกฎหมายต้องบังคับให้เลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน แต่ยังไม่รู้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะสามารถจัดการเลือกตั้งได้หรือไม่ หรือถ้าจัดเลือกตั้งได้ แล้วพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะยอมลงเลือกตั้งหรือไม่

แต่ก่อนจะถึง 45 วัน ระหว่างนี้อาจเกิดเหตุการณ์ต่างๆขึ้น เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อาจชี้มูลความผิดนายกรัฐมนตรี ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในโครงการรับจำนำข้าว จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศมหาศาล ซึ่งจะมีผลให้ถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง แม้รัฐบาลเตรียมรองนายกรัฐมนตรีขึ้นปฏิบัติหน้าที่แทน แต่ตามกฎหมายแล้ว คงไม่สามารถทำได้ เพราะการแต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรี รักษาการแทนต้องดำเนินการเฉพาะรัฐบาลเป็นรัฐบาลตัวจริง ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการอย่างในปัจจุบัน ดังนั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) คงต้องไปทั้งหมดเมื่อนายกฯถูกถอดถอน

“คงต้องรอดูว่า จะจัดการเลือกตั้งใหม่ได้หรือไม่ หรือนายกฯจะถูกถอดถอนหรือไม่ แต่ก่อนจะถึง 45 วัน ระหว่างนี้น่าจะรีบคุยกันให้ได้ พรรคเพื่อไทยไม่ใช่ยืนกระต่ายขาเดียว ควรสร้างบรรยากาศการเมืองใหม่ ถึงเวลาก็ต้องยอม ถ้าเหตุการณ์บีบรัดเรื่อยๆ ก็ต้องตัดสินใจ ส่วนกลุ่ม กปปส.ที่ขณะนี้กำลังได้เปรียบ ถ้าบีบรัดรัฐบาลมากๆ ก็ต้องมีเป้าหมาย ไม่ใช่บีบรัดรัฐบาลให้ลาออก แล้วหาคนกลางมาปฏิรูปประเทศเพียงอย่างเดียว จึงต้องการเสนอว่า หากรัฐบาลถอย โดยประกาศว่า แม้จะไม่ลาออก แต่ก็ไม่ทำหน้าที่อาจจะในเวลา 1 เดือน กลุ่ม กปปส.ก็น่าจะยอมเจรจาด้วย”

อย่างไรก็ตาม หากคู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายต่างคนต่างยังยืนกระต่ายขาเดียว ประเทศชาติคงหาทางออกยาก และกว่าจะได้รัฐบาลใหม่คงอาจจะเลยไปถึงปีหน้า ซึ่งจะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นของประเทศลดลงเรื่อยๆ การลงทุนใหม่ไม่มี ทำให้ไม่มีเม็ดเงินเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ธุรกิจภาคเอกชนซบเซา ยอดขายลดลง กำไรลดลง ธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีเงินทุนไม่มากทยอยปิดกิจการ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ซึมยาว.

การเมืองไทยยืดเยื้อ หลังศาลรัฐธรรมนูญให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ สศค.ชี้ยิ่งได้รัฐบาลใหม่ล่าช้า เศรษฐกิจชาติยิ่งทรุดหนัก งบประมาณปี 58 ลากยาว หอการค้าไทยลั่นถ้าไม่มีรัฐบาลใหม่ถึงปีหน้า ความเชื่อมั่นถดถอย ไม่มีลงทุนเพิ่ม... 22 มี.ค. 2557 01:44 22 มี.ค. 2557 01:45 ไทยรัฐ