วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดประสบการณ์ 'ฮิปฮอปไทย' โกอินเตอร์แข่งเต้นระดับโลก

"ทีมข่าวบันเทิง ไทยรัฐออนไลน์" พูดคุยกับกลุ่มนักเต้นฮิปฮอปและครูสอนเต้นระดับแนวหน้า ถึงประสบการณ์การประกวดเต้นฮิปฮอประดับโลกที่อเมริกา รวมถึงการประกวดเวทีเต้นฮิปฮอปไทย "ไทยแลนด์ ฮิปฮอป แดนซ์ แชมเปี้ยนชิพ 2014" ที่จะจัดขึ้น 18-20 เม.ย.นี้ ณ เดอะมอลล์ บางกะปิ...

หากใครรักในการเต้นฮิปฮอปและมีความฝันที่จะไปเก็บประสบการณ์ดีๆ บนเวทีการเต้นระดับนานาชาติ ไม่ควรพลาดการแข่งขันเต้นครั้งใหญ่ของเมืองไทย "ไทยแลนด์ ฮิปฮอป แดนซ์ แชมเปี้ยนชิพ 2014" (Thailand Hip Hop Dance Championship 2014) เวทีค้นหาสุดยอดนักเต้นฮิปฮอปของประเทศไทย เพื่อไปชิงความเป็นหนึ่งบนเวที "เวิลด์ ฮิปฮอป แดนซ์ แชมเปี้ยนชิพ" (World Hip Hop Dance Championship) ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยในปีนี้นับเป็นปีที่ 2 แล้วที่กลุ่ม "ฮิปฮอป อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์" (Hip Hop International Thailand) ได้จัดการแข่งขันขึ้น ซึ่งในส่วนการตัดสินในปีนี้ ได้ปรมาจารย์ด้านการเต้น ครูเจด้า-อภิสราฐ์ เพชรเรืองรอง ที่ทำให้ท่าเต้น "แน่นอก" ระบาดไปทั้งเมือง รวมถึงท่าเต้น "อย่ามโน" ของ 2 เซ็กซี่สตาร์ค่ายอาร์เอส ใบเตย อาร์สยาม และ กิ๊ฟซี่ เกิร์ลลี่ เบอร์รี่ มาร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินด้วย

นอกจากนี้ ในครั้งนี้ "ทีมข่าวบันเทิง ไทยรัฐออนไลน์" มีโอกาสได้พูดคุยกับ ครูมิกซ์-ทฤฆมน ยอดจันทร์ โต้โผใหญ่แห่งกลุ่มฮิปฮอป อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ รวมทั้งน้องๆ กลุ่มฮิปฮอปแดนซ์ที่เคยไปประกวดเวทีเวิลด์ ฮิปฮอป แดนซ์ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งประกอบไปด้วย 5 สาวขาแดนซ์ ปอปอ-เปรมิกา พิพัฒน์วีรวัฒน์, แพรว-ธัญชนก วรเพียรกุล, อาย-ภัทรานิษฐ์ ศิริสา, บีม-สุชานันท์ มานะพิทักษ์พงศ์ และ จูน-ธิดารัตน์ รมณียเพชร งานนี้ทุกคนพร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้รับจากการประกวดบนเวทีนี้ให้ฟังด้วยความตื่นเต้น

Q : เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ไปแข่งขันเต้นฮิปฮอประดับโลกที่อเมริกา?

A : ก็เป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากค่ะ เพราะจะมีสักกี่คนที่ไปตรงนั้น พวกหนูเองก็เต้นกันมานานแล้วและมีความใฝ่ฝันที่อยากไปตรงนั้น และมีคนยื่นโอกาสให้มา คือ การแข่งขันครั้งนี้ เราก็มีโอกาสได้ไปเปิดโลกกว้างในการเรียนรู้ในเรื่องของการเต้นค่ะ เราก็ได้เห็นว่าประเทศอื่นเป็นยังไงบ้าง ประเทศเราอยู่ตรงไหน ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่เราไม่เคยเห็น เช่น การฝึกซ้อมเขาเป็นยังไง ศักยภาพของเขาเป็นยังไงบ้างค่ะ ถามว่าก่อนไปเราเตรียมตัวยังไงบ้าง ถ้าก่อนไปแข่งที่อเมริกาก็เตรียมตัวประมาณเดือนนึงค่ะ แต่ปกติพวกหนูจะรวมตัวกันอยู่แล้ว 3 คน และก็แข่งมาเรื่อยๆ แล้วมารวมตัวกันเป็น 5 คนเพื่อไปแข่งขันค่ะ

Q : หนักใจไหมเพราะเป็นการแข่งระดับนานาชาติ?

A : ก็หนักใจมากค่ะ พอไปถึงที่โน่น พวกหนูนั่งอยู่นิ่งๆ แล้วก็ใจแป้วค่ะ เพราะพอไปถึงวันแรกก็เห็นเขาซ้อมอยู่ พี่ๆ ก็พยายามบอกว่าเราก็เจ๋งอยู่นะ ก็ช่วยกันบิวท์เพราะเรายังใหม่มาก แล้วที่นั่นมีนักเต้นจากทั่วโลกมารวมตัวกัน และทุกคนก็จะขยับตลอดเวลา ทีมนั้นทีมนี้ก็จะซ้อม ประกอบกับเป็นเด็กวัยรุ่น แล้วก็ด้วยบรรยากาศในเมืองไทยกับที่นู่นก็ต่างกัน ในเมืองไทยเรายังสบายตัว พอไปถึงปุ๊บ คนนั้นก็แข่ง คนนี้ก็ซ้อม คนนั้นก็ขยับ ก็เลยแป้วๆ กันแป๊บนึง นั่งมองซ้ายขวาเพราะไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน แต่โชคดีที่เราไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ คือมีรุ่นโตไปด้วย เขาก็จะบอกว่าไม่ได้นะ ต้องสร้างกำลังใจให้ตัวเอง อย่าไปใจเสียก่อนนะ เราต้องทำได้ คุณครูที่ไปด้วยก็ช่วยกันบิวท์

Q : ตอนลงแข่งขันจริงเป็นยังไงบ้าง มีตื่นเต้นหรือกดดันไหม?

A : พวกเรา 5 คนยืนเกาะราวข้างๆ เวที มือสั่นเหมือนขึ้นรถไฟเหาะ (หัวเราะ) กลัวมาก ตอนแรกก็พยายามแบบสติอยู่กับตัวเองนะ พยายามนิ่ง แต่พอพิธีกรเข้ามาทักว่า "เฮ้!!" เราก็หลุดเลยค่ะ (หัวเราะ) แล้วคนดูเยอะมาก มีรูปในหลวงด้วย แล้วคนที่นั่งดูก็เป็นนักเต้นทั้งหมด ก็เลยกดดันมาก ถามว่าตอนที่ได้โชว์เราพอใจมากแค่ไหน ก็พอใจค่ะเพราะว่าตอนเต้นเสร็จแล้วลงจากเวที พี่ๆ ก็พูดว่าทำไมทำได้แบบนี้ แล้วทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก เพราะตอนซ้อมจะโดนว่าตลอดว่าทำไมไม่เต็มที่ เหมือนเราเองก็กลัวด้วยค่ะ แต่พอเต้นบนเวทีจริงเหนือความคาดหมายของพี่ๆ เลยค่ะ เราก็ดีใจ

Q : สิ่งที่ได้จากเวทีนี้คืออะไรบ้าง?

A : ก็ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เราไม่สามารถเดินออกไปนอกบ้านแล้วเจอได้ทั่วๆ ไป และได้ความสามัคคี เพราะก่อนไปที่โน่นก็มีเรื่องกันเยอะ แต่พอไปที่โน่นแล้วแบบเฮ้ย ไม่ได้นะ เราต้องช่วยกัน แล้วเราก็ได้ประสบการณ์การเต้นด้วย ได้เห็นว่าเขาเต้นกันขนาดไหน ในวันที่เรายืนอยู่จุดนี้เรารู้สึกว่ามันพอแล้ว เราเต็มอิ่ม เราเจ๋งแล้ว แต่พอเราเดินไปเห็นข้างนอกของจริงจากหลายประเทศ คือไม่ใช่เราไม่เจ๋งนะ แต่มันจะมีมุมของแต่ละประเทศที่เป็นรูปแบบของตัวเอง พอเราไปเห็นปุ๊บเหมือนเป็นการเปิดวิสัยทัศน์ค่ะ แล้วเราจะนำสิ่งเหล่านั้นกลับมาแก้ไขปรับปรุงตัวเอง สิ่งที่ได้มาก็จะถูกแชร์ส่งต่อมาถึงรุ่นน้อง เพื่อนในวงการเดียวกัน มันเหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกันค่ะ และสิ่งที่ต่อยอดได้อีกอย่างคือการที่ได้เพื่อนใหม่ เราเจอมิตรภาพดีๆ จากทั่วโลก แล้วเราก็จะเก็บคอนเน็กชั่นตรงนี้ไว้ ก็มีรุ่นโตที่พอเก็บคอนเน็กชั่นตรงนี้ แล้วสามารถต่อยอดของพวกเขาต่อไปได้ค่ะ สักวันหนึ่งเราอาจจะได้เห็นนักเต้นไทยไปยืนอยู่หลังเวทีระดับฮอลลีวูดก็ได้ค่ะ มันเป็นโอกาสดีๆ ค่ะ เพราะว่านักเต้นที่เราเคยเห็นในรายการดังๆ เดินอยู่ในนั้นทุกคน

Q : มีคาดหวังเรื่องรางวัลไหม?

A : ก็หวังค่ะ สักวันเราก็อยากเห็นคนไทยติด 1 ใน 3 ของโลก ซึ่งปีที่แล้วแคนาดาได้ทั้ง 3 รุ่นเลยค่ะ เรามั่นใจว่าเราทำได้ แต่อาจจะต้องอาศัยเวลา เพราะด้วยสังคม วัฒนธรรมที่เราอยู่ มันถูกตีกรอบในการเต้น การใช้ชีวิต หรืออะไรหลายๆ อย่าง แต่ว่าพอเราได้ไปเห็นการแสดงออก สิ่งที่เราแพ้เขาคงเป็นเรื่องการแสดงออกความเป็นตัวตน พอเราไปเห็นปุ๊บ ทำให้เราเปิดใจกว้างมากขึ้น และคิดว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นค่ะ เพราะที่เคยไปมา ก็เห็นว่าดีขึ้นเรื่อยๆ ต้องทำได้สักวันนึงค่ะ

Q : คิดว่าเราได้รับอะไรจากการเต้นบ้าง?

A : ถ้าในมุมมองของวงการ เราเป็นครูสอนเต้นและอยู่กับการเต้นมานานมาก พ่อแม่และคนในสังคมส่วนใหญ่จะมองว่า เรื่องเต้นก็แค่เป็นการรวมกลุ่มเป็นแก๊งสเตอร์ในด้านไม่ดีค่ะ แต่จริงๆ เราอยากจะบอกว่า อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าเรากำลังทำเพื่อประเทศชาติอยู่ เราเอาศักยภาพคนไทยไปให้เวทีโลกได้รู้จัก มันเป็นการตอบแทนประเทศชาติในความสามารถที่พวกเรามี แล้วการที่มีเด็กๆ มารวมตัวกันมันไม่ใช่ในเรื่องไม่ดี คือแรงกดดันมันทำให้ต้องขยันซ้อม ต้องมีความมุ่งมั่นจริงๆ เขาจะได้ไม่มีเวลาไปกับสิ่งที่เหลวไหล เวลาที่จะไปอยู่ตรงนั้นได้ไม่ใช่การซ้อมแค่วันละ 1-2 ชม. แต่มันคือความทุ่มเท หลายๆ ทีมซ้อมตั้งแต่บ่าย 3 ถึงเที่ยงคืน กลับบ้านอ่านหนังสือนอน ตื่นเช้าเรียนและมาซ้อม ดังนั้น การที่เขาจะออกนอกลู่นอกทางมันเป็นไปได้ยากมาก ซึ่งสิ่งที่เขาได้รับก็ได้ทั้งความสามัคคี ได้ความคิด ได้มุมมองใหม่ๆ มันคือ การปรับทัศนคติในการใช้ชีวิตด้วยค่ะ และเป็นการสร้างวินัยในตัวเองไปในตัวค่ะ สำหรับน้องๆ ที่มีโอกาสตรงนี้ ก็มองว่าการเต้นเป็นการออกกำลังกาย ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มันทำให้ผ่อนคลายด้วยค่ะ มาฝึกเต้นก็ได้รู้จักการใช้กล้ามเนื้อยังไงให้ถูกต้องค่ะ

Q : เราอยากถ่ายทอดตรงนี้ให้กับนักเต้นรุ่นหลัง เพื่อพัฒนาวงการเต้นของบ้านเรายังไงบ้าง?

A : เราก็ยังทำตรงนี้กันต่อเนื่องค่ะ อย่างคนที่ไปประกวดก็จะมีพี่ๆ รุ่นโตที่ไปมาแล้วมาดูแลและให้คำปรึกษา แนะนำ อย่างตัวเราซึ่งเป็นครูสอนเต้นก็พยายามหานักออกแบบท่าเต้นจากเมืองนอกที่จะ สามารถแนะนำไอเดีย หรือทำให้เขาพัฒนาได้เหมือนกัน เราก็จะเริ่มมีช่องทางมากขึ้นค่ะ มันก็คือการส่งต่ออยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็มีการเวิร์กช็อปกฎกติกากันไป เราก็จะเอาครูหรือคณะกรรมการที่เคยได้รับการอบรมมาแล้วมาแจม เอาพี่ๆ ที่เคยไปมาแล้วมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง มันถูกส่งต่ออยู่แล้ว แต่เพียงแค่การส่งต่อแบบนี้มันไม่เท่ากับการไปเห็นด้วยตัวเองค่ะ มันจะเข้าใจมากกว่า แต่เราก็แชร์ประสบการณ์นี้อยู่แล้วในส่วนวงการเต้นค่ะ

Q : กับการแข่งขันการเต้นฮิปฮอปในเมืองไทยในปีนี้ ซึ่งเป็นซีซั่นที่ 2 แล้ว เราอยากให้ผู้เข้าประกวดเตรียมตัวยังไงบ้าง?

A : เราเชื่อว่าทุกคนมีความฝันแหละ แต่ว่าบางคนอาจจะยังไม่กล้า บางคนอาจจะยังกลัว แต่แค่เดินออกมาค่ะ อย่าคิดว่าเราทำได้ไม่ดี หรือทำได้ไม่เต็มที่ค่ะ มาลองสมัครลองแข่งกันมารวมกลุ่มกัน อย่างน้อยเราได้เริ่มต้นแล้ว เตรียมตัวด้วยการซ้อม เรียนรู้ ดูกฎกติกา ดูต้นแบบจากอะไรต่างๆ ที่มีอยู่ค่ะ ยังไม่ต้องคิดว่าเราจะเจ๋งมากพอที่จะชนะไหม แต่จุดเริ่มต้น คือ การรวมกลุ่มศึกษา การหาแรงบันดาลใจ ส่วนจะชนะไม่ชนะ ต่อให้ไม่ชนะมันก็ได้อะไรกลับไปแน่นอนค่ะ

Q : ถ้าเราเป็นกรรมการการประกวดครั้งนี้ เราอยากเห็นอะไรในตัวผู้ประกวดบ้าง?

A : อย่างที่บอกไปว่า คนไทยต่างจากเมืองนอก คือ การแสดงออกในเรื่องตัวตนของตัวเอง เราเองก็อยากให้น้องๆ ถ่ายทอดในส่วนที่มันเป็นตัวเองมากที่สุด แต่อยู่บนพื้นฐานความถูกต้องในเรื่องกฎกติกาค่ะ เพราะการแข่งขันก็มีกฎกติกาแบบสากลอยู่แล้ว แต่ว่าในรูปแบบการแสดงออก มันคือตัวตนเราอยู่ดี เพราะว่าคำว่าฮิปฮอปมันใหญ่มาก แล้วในคำว่าฮิปฮอปมันถูกแยกออกมาอีกหลากหลายสไตล์ ซึ่งแต่ละสไตล์มันบ่งบอกความเป็นตัวตนของตัวเองอยู่แล้ว ฉะนั้น อย่าไปคิดว่าฉันจะทำแบบนี้เพราะว่าทีมที่ได้ที่ 1 ปีที่แล้วได้แบบนี้ อยากให้เข้าใจตัวเองแล้วถ่ายทอดในแบบที่ตัวเองเป็นดีกว่า เราเชื่อว่าแต่ละทีมที่ชนะ เพราะเขามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เพราะถ้าก๊อบปี้กันไป มันก็เหมือนไม่ได้พัฒนาค่ะ อย่างคนที่ไปแข่ง เขาก็จะสร้างคอนเซปต์ของเขา มีธีมในการแข่งของเขา แต่สุดท้ายก็คือฮิปฮอป เขาก็เอาการเต้นหลายๆ แบบมาผสมอยู่ในนั้น แต่เพียงแค่เขากำหนดธีม หรือสิ่งที่เขาอยากแสดงออกมาให้กรรมการได้ดูค่ะ มันก็สร้างความโดดเด่นชัดเจนขึ้นมาค่ะ

Q : สุดท้ายแล้ว ฝากอะไรถึงคนที่อยากเข้ามาประกวดในเวทีนี้กันสักนิด?

A : สำหรับคนที่รักการเต้น หรือชอบดูการเต้น ก็อยากให้มางานกันเยอะๆ เพราะว่าเป็นงานที่สามารถเปิดมุมมองได้กว้างมาก และได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง มันเป็นบรรยากาศที่สนุกมากๆ เราจะได้เห็นแรงบันดาลใจใหม่ๆ เพื่อเอาไปต่อยอดในความคิดในการใช้ชีวิต ในการซ้อม หรือการทำโชว์ของเราด้วย และคนที่มาดูจะได้เห็นศักยภาพของเด็กไทยด้วย ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้นักเต้นทุกคนที่อยากจะมีโอกาสที่ได้ไปยืนตรงนั้น เมื่อเรามีโอกาสตรงนี้ก็ทำให้ดีที่สุด เพื่อที่เราจะได้ต่อยอดไปจนถึงความฝันของเรา แล้วเราจะรู้สึกภูมิใจกับตรงนั้นที่เรายืนค่ะ ในงานครั้งนี้จะได้เห็นเลยว่าเด็กๆ ทุกคนมีความฝันจริงๆ และในปีที่แล้วมีหลายทีมพูดกันบ่อยมากว่า ไม่ว่าทีมไหนจะชนะหรือได้ไป แต่สุดท้ายแล้วทีมนั้นคือ ทีมไทย มันคือความฝันของเด็กๆ ต่อให้ไม่ได้ไป แต่มีคนไทยไปยืนบนเวทีโลกก็โอเคแล้วค่ะ

สำหรับการแข่งขัน "ไทยแลนด์ ฮิปฮอป แดนซ์ แชมเปี้ยนชิพ 2014" จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 เม.ย.นี้ ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ โดยการแข่งขันแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ เวิลด์ ฮิปฮอป แดนซ์ แชมเปี้ยน ชิพ แบ่งเป็น 3 รุ่น คือ รุ่นเด็กเล็ก รุ่นกลาง และรุ่นผู้ใหญ่, เมก้า ครูว์ และ เวิลด์ แบทเทิล ที่แยกเป็น 4 ประเภท คือ ป๊อปปิ้ง, ล็อกกิ้ง, บีบอย-บีเกิร์ล และออล สไตล์ เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้-31 มี.ค. 2557 สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ 09-2993-6620 หรือดาวน์โหลดใบสมัครพร้อมดูข้อมูลได้ที่ www.hhithailand.com และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.facebook.com/hiphopinternationalthailand งานนี้ ขาแดนซ์ฮิปฮอปตัวจริงไม่ควรพลาดนะจ๊ะ!!

 

"ทีมข่าวบันเทิง ไทยรัฐออนไลน์" พูดคุยกับกลุ่มนักเต้นฮิปฮอปและครูสอนเต้นระดับแนวหน้าถึงประสบการณ์การประกวดเต้นฮิปฮอประดับโลกที่อเมริกา รวมถึงการประกวดเวทีเต้นฮิปฮอปไทย "ไทยแลนด์ ฮิปฮอป แดนซ์ แชมเปี้ยนชิพ 2014" ที่จะจัดขึ้น 18-20 เม.ย.นี้ ณ เดอะมอลล์บางกะปิ... 21 มี.ค. 2557 16:56 23 มี.ค. 2557 13:01 ไทยรัฐ