วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ธีระชัย'เทียบข้อดี-เสีย ระบบเลือกนายกฯโดยตรง

"ธีระชัย" โพสต์เฟซบุ๊ก เทียบข้อดี-ข้อเสีย ระบบเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ชี้ข้อดีซื้อเสียงยาก-นายกรัฐมนตรีไม่สามารถละเลยรัฐสภา ส่วนข้อเสีย พรรคฝ่ายค้านประสานงานระหว่างนายกรัฐมนตรีกับรัฐสภายากขึ้น...

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 57 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับระบบการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง รวมถึงข้อดีและข้อเสีย โดยระบุว่า ระบบการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ควรมีการศึกษาถึงข้อดี-ข้อเสีย ซึ่งก่อนหน้านี้ ศ.ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ได้เสนอให้ศึกษาแนวคิด ระบบการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง โดยแนวคิดดังกล่าวตรงกับของ ศ.สตีเฟ่น ยัง อดีตคณบดีกฎหมาย มหาวิทยาลัยแฮมไลน์ ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ติดตามการเมืองของไทยมาเกือบ 40 ปี  

นายธีระชัยได้ขยายความแนวคิดดังกล่าว เพื่อเป็นข้อมูลให้ใช้ศึกษาต่อไป โดยระบบการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง วิธีนี้ยังเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เหมือนเดิม และอาจจะออกแบบในลักษณะดังต่อไปนี้

- การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี จะกระทำทุก 4 ปี ในปีที่ 1 ปีที่ 5 ปีที่ 9 ฯลฯ
- ส่วนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ก็จะกระทำทุก 4 ปีเช่นเดียวกัน แต่กำหนดให้เหลื่อมกับการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี คือ ในปีที่ 3 ปีที่ 7 ปีที่ 11 ฯลฯ
- สำหรับการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ให้กระทำทุก 4 ปี ในปีเดียวกับการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี
- ผู้ที่สมัครเป็นนายกรัฐมนตรี จะสังกัดพรรคการเมืองก็ได้ หรือจะไม่สังกัดก็ได้
- ผู้สมัครต้องเสนอแนวนโยบายให้ประชาชนรับทราบ โดยถือเป็นแนวนโยบายของผู้สมัครนั้น ไม่เน้นบทบาทนโยบายของพรรค และไม่ต้องแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นคณะรัฐมนตรี ยกเว้นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีเพียงคนเดียว
- เมื่อมีการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งแรกแล้ว ให้คัดเลือกผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดสองคนแรก เพื่อเลือกตั้งเฉพาะระหว่างสองคนนี้อีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่สอง
- เมื่อได้รับเลือกแล้ว นายกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งบุคคลเข้าเป็นรัฐมนตรี โดยไม่จำเป็นต้องกังวลถึงโควตา  ของพรรคเล็ก หรือพรรคใหญ่ ในพรรคใดๆ เพราะการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องมีการลงคะแนนในสภาใดๆ อีกแล้ว
- ในการบริหารรัฐบาล นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจในการออกกฎหมาย หรือผ่านงบประมาณได้เอง  จำเป็นต้องอาศัยรัฐสภาเป็นผู้ออกกฎหมายและอนุมัติงบประมาณ
- หากนายกรัฐมนตรีฝ่าฝืนกฎหมาย หรือประพฤติผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง รัฐสภาสามารถจะถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ โดยพิจารณาเป็นสองชั้น ชั้นที่หนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร และหากสภาดังกล่าวลงมติให้ถอดถอน ให้วุฒิสภาลงมติอีกชั้นหนึ่ง
- กระบวนการถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง จะใช้กับรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ด้วย
- วาระของนายกรัฐมนตรีมีเวลา 4 ปี โดยบุคคลหนึ่งจะดำรงตำแหน่งเกิน 2 วาระไม่ได้
- หากนายกรัฐมนตรีมีเหตุต้องพ้นตำแหน่ง ก่อนครบวาระ 4 ปี ให้รองนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งแทน ในช่วงเวลาที่เหลือของวาระ 4 ปี
- นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอแต่งตั้ง หรือเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีแต่ผู้เดียว โดยหากเลือกผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสมาชิก เข้ามาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี บุคคลนั้นจะพ้นจากตำแหน่งในรัฐสภาไปโดยทันที

ทั้งนี้ ข้อดีของระบบการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง มีดังต่อไปนี้
- ในการเลือกนายกรัฐมนตรี การซื้อเสียงจะทำได้ยาก เพราะต้องซื้อทั่วประเทศ และต้องซื้อถึงสองครั้ง
- ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสมาชิก การซื้อเสียงถึงแม้จะทำได้ แต่ก็ไม่มีประโยชน์ในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากจังหวะเวลาในการเลือกตั้งนั้น กำหนดให้เหลื่อมกัน
- นายกรัฐมนตรีสามารถแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ เข้ามาเป็นคณะรัฐมนตรี โดยไม่ต้องกังวลถึงมุ้งเล็กมุ้งใหญ่ หรือโควตาพรรคร่วมรัฐบาล
- ฝ่ายค้านยังสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ ผ่านกระบวนการถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง
- นายกรัฐมนตรีไม่สามารถละเลยรัฐสภา ต้องคัดเลือกนโยบาย ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่เห็นด้วย ไม่ใช่นโยบายที่สุดโต่ง

ขณะเดียวกัน การเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง มีข้อเสียดังต่อไปนี้ คือ
- หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่ เป็นพรรคฝ่ายค้าน การประสานงานระหว่างนายกรัฐมนตรีกับรัฐสภา จะยากขึ้น
- องค์กรอิสระ ที่จะถ่วงดุลนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จะต้องมีประสิทธิภาพ.

"ธีระชัย" โพสต์เฟซบุ๊ก เทียบข้อดี-ข้อเสีย ระบบเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ชี้ข้อดีซื้อเสียงยาก-นายกรัฐมนตรีไม่สามารถละเลยรัฐสภา ส่วนข้อเสีย พรรคฝ่ายค้านประสานงานระหว่างนายกรัฐมนตรีกับรัฐสภายากขึ้น... 21 มี.ค. 2557 11:01 21 มี.ค. 2557 11:58 ไทยรัฐ