วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไปเข้าเฝ้า...พระพุทธเจ้า ที่...อินเดีย (๒)

โดย

ฐานกำแพงและซากตึกที่ยังคงหลงเหลืออยู่ของมหาวิทยาลัยนาลันทา.

แดดยามใกล้เที่ยงบริเวณเขาคิชฌกูฏเริ่มแผดรัศมีความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ คณะธรรมะหรรษา ของ คุณกรองสิญจน์ กนิษฐสุต  นั่งเสลี่ยงทยอยกันลงมาจากยอดเขาด้วยใบหน้าอันอิ่มเอิบด้วยบุญ และเพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราจึงแวะรับประทานอาหารกลางวันกันที่โรงแรมฮ้อกเก้ (Hokke )เพื่อเอาแรงไว้สำหรับเดินหน้าไปแสวงบุญกันต่อ

โปรแกรมในช่วงบ่าย เราแวะชม วัดเวฬุวนารามมหาสังฆยิกาวาส หรือ วัดเวฬุวัน วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา

ตามพุทธประวัติ บอกว่า หลังจากพระพุทธองค์เสด็จลงจากเขาคิชฌกูฏ พระองค์ได้เสด็จไปยังเวฬุวัน เพื่อทรงแสดงธรรมในที่ประชุมสงฆ์ ตรงกับวันมาฆปุรณมี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ธรรมที่ทรงแสดงมีชื่อว่า โอวาทปาฏิโมกข์

ปัจจุบัน เวฬุวันหรือเวฬุวนาราม ซึ่งเดิมเป็นป่า ไผ่ ได้รับการปรับปรุงให้มีความสวยงาม แต่ยังคงความเข้มขลังเหมือนครั้งพุทธกาล ทั้งสระน้ำกลันทกนิวาปะ และลานใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ที่เชื่อว่าเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งในช่วงที่ พวกเราไปถึงนั้น ก็ได้พบกับคณะผู้แสวงบุญกว่า 150 คน จากวัดป่าดอนหายโศก จ.อุดรธานี กำลังนั่งสาธยายธรรมและสวดมนต์ ณ ลานแห่งพุทธกาลนั้น

นอกจากนี้ ภายในวัดเวฬุวันยังมีที่ตั้งสถูปบรรจุอัฐิธาตุของพระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย และพระอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งสำเร็จเป็นพระอรหันต์องค์แรกในพระพุทธศาสนาด้วย

จากเวฬุวันมหาวิหาร เรามุ่งหน้าสู่ “นาลันทา” มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก และถือเป็นศูนย์กลางการศึกษาในสมัยพุทธกาล แม้แต่ศาสดาของศาสนาเชน อย่าง ท่านมหาวีระ ซึ่งเชื่อมั่นในเรื่องของการเปลือยกายเพื่อบรรลุธรรม ก็เคยมาเผยแผ่คำสอนที่นี่ด้วย

คำว่านาลันทา มีผู้สันนิษฐานว่า อาจจะมาจากคำว่า นาลัน ที่แปลว่า ดอกบัว ซึ่งในอดีตมีอยู่มากในเมืองนี้ ส่วนคำว่า ทา แปลว่า ให้ นาลันทา จึงหมายถึง ผู้ให้ดอกบัว

มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนาลันทา ไม่ว่าจะในแง่ของความยิ่งใหญ่ในอดีต ในฐานะศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา ว่ากันว่า ในยุคพุทธกาลนั้น มหาวิทยาลัยนาลันทา เป็น 1 ใน 4 ของศูนย์กลางด้านการศึกษา ที่ประกอบด้วย อุชเชนี ตักสิลา มถุราและ นาลันทา

บันทึกของพระถังซัมจั๋ง หนึ่งในศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยนาลันทา เขียนถึงความยิ่งใหญ่ของสถาบันการศึกษาแห่งนี้ว่า การเรียนการสอนที่มหาวิทยาลัยนาลันทานั้นเป็นไปอย่างลึกซึ้ง ใช้เวลาตลอดวันยังไม่พอ ต่างอภิปรายถกเถียงกันด้วยหลักวิชา ตั้งแต่เช้าจนถึงกลางคืน......

นอกจากนี้ ยังมีบันทึกในที่อื่นๆเขียนไว้อีกว่า การเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยนาลันทา มีการสอนวิชาทุกอย่างที่อินเดียมีในสมัยนั้น ทั้งพุทธ พราหมณ์ หินยาน มหายาน พระเวท มีภาควิชาให้เลือกเรียน ทั้งพุทธปรัชญา วรรณคดี ตรรกวิทยา แพทยศาสตร์ คัมภีร์พราหมณ์ มีนักศึกษาถึงประมาณ 10,000 คน ครูและเจ้าหน้าที่ราว 1,000 คน สอนกันอย่างเข้มข้น อาจารย์ 1 คน ต่อนักศึกษา 4 คน ถือเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองของศิลปวิทยาการ

แต่ภาพของนาลันทาในวันนี้ที่เราเห็น คือฐาน รากของตึกที่เป็นอิฐแดงนับหมื่นนับแสนก้อนเรียงต่อกันเป็นชั้นๆ ซากอาคารเหล่านี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาคารเรียน ห้องสมุด หอพักนักศึกษา ห้องประชุม อาคารโรงครัว ไปจนถึงมหาวิหาร ฯลฯ เช่นเดียวกับซากของแนวกำแพงยาวนับพันๆเมตรโอบล้อมพื้นที่ ที่เป็นอนุสรณ์ของโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่มีต่อพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
ยุคล่มสลายของนาลันทา เริ่มต้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.1742 เมื่อพวกมุสลิมเข้ามารุกรานแผ่นดินอินเดีย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนาลันทานั้น ราวปี พ.ศ.1766 แม่ทัพมุสลิมชื่อ ภัขติยาร์ ขิลจี ให้ลูกชายชื่อ อิคเทีย ขิลจี คุมทหารม้า 200 นาย เดินทัพมาถึงนาลันทา ซึ่งมีพระภิกษุ สามเณร พักอยู่เต็ม เมื่อกองทัพมุสลิมมาถึง ก็ประกาศไล่บรรดาพระ เณร ให้ออกนอกสถานที่ ใครไม่ยอมออกก็จะถูกฆ่าตายอย่างทารุณ

บางบันทึกเขียนไว้ว่า พวกมุสลิมใช้ขวานฟันพระจนร่างกายขาดสะพายแล่ง บางรูปก็ถูกฟันคอมีพระ เณร จำนวนมากไม่ยอมออกนอกสถานที่ จึงถูกพวก มุสลิมเอาไฟสุมที่ตรงประตูทางเข้า แล้วเผากุฏิทั้งหลัง

กล่าวกันว่า ไฟที่ลุกโชนเผามหาวิทยาลัยนาลันทานั้นคุกรุ่นอยู่นานถึง 6 เดือน มีพระสงฆ์ถูกไฟคลอกมรณภาพไปหลายร้อยรูป เทวรูป พระพุทธรูป และตำราหลายพันเล่มถูกเผา หลังจากนั้น นาลันทาก็ถูกฝังอยู่ใต้ดินนานถึง 624 ปี กว่าที่จะมีการขุดค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวอังกฤษ ในช่วงที่อังกฤษเข้ามาปกครองอินเดีย

เรายืนมองความยิ่งใหญ่ในอดีตของมหาวิทยาลัย นาลันทา พลางคิดว่า

นี่ละ! คือกฎของธรรมชาติ ทุกอย่างมีความเสื่อม ในความเสื่อมย่อมมีความเจริญ ขณะที่ในความเจริญก็มีความเสื่อมอยู่ด้วย

จากอาคารต่างๆของมหาวิทยาลัยนาลันทา คณะของเราเดินไปหยุดอยู่ทางทิศเหนือซึ่งเป็นที่ตั้งของสถูปใหญ่ที่ว่ากันว่า ที่แห่งนี้เป็นที่ฌาปนกิจสรีระของพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา ที่มีบ้านเกิดอยู่ที่เมืองนาลันทาแห่งนี้

คณะถ่ายรูปทั้งแบบศิลป์และไม่ศิลป์จนเป็นที่พอใจแล้ว จึงออกเดินทางต่อไปยังวิหารหลวงพ่อองค์ดำ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนาลันทา เราต้องลงจากรถบัสแล้วนั่งรถม้าต่อเข้าไปถึงตัววิหาร หลวงพ่อองค์ดำเป็นพระเกตุทรงบัวตูม ปางนั่งขัดสมาธิ เป็นพระพุทธรูปที่ถูกฝังไว้ในดินนานกว่า 700 ปี หลังการล่มสลายของมหาวิทยาลัยนาลันทา

หลวงพ่อองค์ดำ ได้ชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ในทาง “เยียวยา” โดยความเชื่อที่ว่า เมื่อนำน้ำมันไปลูบที่องค์พระแล้ว นำน้ำมันนั้นอธิษฐานจิตมาใช้กับคนป่วยก็หายเป็นปลิดทิ้ง รัฐบาลอินเดียเคยมีความพยายามที่จะอัญเชิญหลวงพ่อองค์ดำไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ ปรากฏว่าชาวบ้านไม่ยอมเพราะท่านได้กลายเป็นหมอศักดิ์สิทธิ์ดุจเทพเจ้าของที่นี่ไปเสียแล้ว

สัปดาห์หน้าไปต่อกันที่ “พาราณสี” ที่ตั้งของ ธัมเมกขะสถูป และการเกิดขึ้นของสังฆะเป็นครั้งแรกในโลก.

21 มี.ค. 2557 10:31 ไทยรัฐ