วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
"กฎหมาย" ชี้ทางออกประเทศ

"กฎหมาย" ชี้ทางออกประเทศ

โดย สายล่อฟ้า
22 มี.ค. 2557 05:00 น.
  • Share:

มาตรการทางกฎหมายกำลังเดินหน้าโดยศาลและองค์กรอิสระได้ปฏิบัติ “หน้าที่” ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลนักการเมือง อันเป็นองค์ประกอบสำคัญในระบอบประชาธิปไตย

ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภาด้วยมติเอกฉันท์หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว.นั้นขัดรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจหน้าที่มิชอบขัดข้อบังคับและ ป.ป.ช.ได้ชี้ว่ามีมูลความผิดจริง

แม้ว่านายนิคมจะพ้นจากตำแหน่ง ส.ว.ไปแล้วเพราะครบวาระ แต่ยังทำหน้าที่รักษาการ ส.ว.ไปจนกว่าจะมีชุด ส.ว.ชุดใหม่ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 30 มี.ค.57 และยังคงดำรงตำแหน่งประธาน ส.ว.ต่อไปอีกด้วยอ้างว่าไม่มีข้อบังคับห้ามเอาไว้

ทั้งๆที่โดยมารยาทแล้วไม่ควรนั่งคาเก้าอี้ไว้

แต่เป็นที่รับรู้กันดีว่า นายนิคมนั้นได้ปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญอ้างว่าไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาเพราะไม่มีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติถือว่าเป็นการก้าวก่ายขานรับกับการส่งเสียงของ ส.ส.เพื่อไทยที่ดาหน้า กันปฏิเสธอำนาจศาล

รัฐธรรมนูญปี 50 ได้กำหนดเอาไว้คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สิ้นสุดและครอบคลุมทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา รัฐบาล ฯลฯ ดังนั้น เมื่อผลออกมาอย่างไรจะต้องยอมรับและปฏิบัติตามอย่างไม่มีหลีกเลี่ยง

การที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด นายนิคมจึงต้องยอมรับและหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภาในทันที จากนั้นก็จะเข้ากระบวนการถอดถอนซึ่ง ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้วุฒิสภาดำเนินการ

“สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธานวุฒิสภาก็จะทำหน้าที่ประธานแทน

ต้องยอมรับว่าการที่นายนิคมต้องพ้นจากเก้าอี้ประธานวุฒิสภาขณะที่ ส.ว.ส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในตำแหน่งจะเป็น ส.ว.สรรหาซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายรัฐบาลและ ส.ว.เลือกตั้งมาตลอด หากขั้นตอนการดำเนินการเป็นไปก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ส.ว.

โอกาสที่นายนิคมจะถูกถอดถอนจึงมีความเป็นไปได้สูง

แม้ที่ผ่านมามีการพิจารณาถอดถอนมาหลายคน ปรากฏว่าไม่สามารถถอดถอนได้แม้แต่รายเดียวเนื่องจากมีการกำหนดว่าจะต้องใช้เสียง 3 ต่อ 5 ซึ่งเป็นเรื่องยาก

แต่ได้มีการถกเถียงกันว่า ส.ว.เท่าที่มีนั้นสามารถดำเนินการถอดถอนได้หรือไม่ และจะใช้เสียงอย่างไรก็คือจำนวนเต็มของ ส.ว.ทั้งหมดหรือเท่าที่มีอยู่

หากใช้จำนวนเท่าที่มีอยู่ไม่รอดแน่

และที่จะตามมาก็คือประเด็นการทุจริตจำนำข้าวที่ ป.ป.ช.กำลังจะชี้มูลความผิดนายกฯ นอกเหนือจากที่ได้มีการชี้มูลความผิดอดีตรัฐมนตรีและข้าราชการไปแล้ว หาก ป.ป.ช.ชี้ว่านายกฯมีความผิดจริงก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับนายนิคม

จากนั้นก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการ “ถอดถอน” ไม่ต่างกัน

เพราะลำพังหากถูกชี้มูลความผิดก็ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่แม้จะเตรียมการให้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯทำหน้าที่แทน แต่ในทางการเมืองแล้วจะต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง 2 คนนี้ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเกิดปัญหาแน่

และถ้า ส.ว.เท่าที่มีอยู่พิจารณาถอดถอน นายกฯโอกาสที่จะพ้นจากตำแหน่งก็มีความเป็นไปได้สูง นั่นเท่ากับว่ารัฐบาลรักษาการจะต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งหมด

ยิ่งไปกว่าเมื่อถูกถอดถอนก็ต้องยุติบทบาททางการเมืองไปทันทีและถ้าคดีความทางอาญาชี้ว่ามีความผิดก็ยิ่งหนักเข้าไปอีก

เงื่อนเวลาจึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะชี้ความเป็นไปทางการเมือง การเลือกตั้ง ส.ว.ปลายเดือนนี้จึงเป็นสายธารสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลรอดพ้นหรือตกอยู่ในหุบเหวได้

ไม่ต้องแปลกใจว่าท่าทีไม่ยอมรับศาลและองค์กรอิสระจึงรุนแรงและเข้มข้น.


“สายล่อฟ้า”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้