วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปปช.ลงดาบสอยปธ.วุฒิฯ เชือด'นิคม'


จากปมแก้ที่มาของส.ว.ลุ้นวันนี้-ฟันลต.โมฆะ!เหลิมท้าปชป.ลงสนาม

ป.ป.ช.มติเอกฉันท์สอย “นิคม” ร่วงตกเก้าอี้ ปธ.วุฒิฯ ชี้มูลความผิด รวบรัด-ตัดสิทธิ์สมาชิกปมแก้ที่มา ส.ว. จงใจใช้อำนาจขัด รธน. สั่งหยุดทำหน้าที่ทันทีจ่อเล่นอาญาอีกหลายกระทง คิวต่อไป “ขุนค้อน” เจอแน่เร็วๆนี้  “นิคม” จวกกลับไม่สมเหตุสมผล เล็งหอบหลักฐานเคลียร์ด่านถอดถอนในที่ประชุมวุฒิสภา ดักคอ “สุรชัย” รธน.ปิดตายดอดชงชื่อนายกฯคนกลางไม่ได้ “มาร์ค” เหยียบซ้ำ 2 ปธ.ผิดเต็มเปา “โภคิน” ฟันธงศาล รธน.วินิจฉัยเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซัด 5 เสือ กกต.-กปปส. ตัวต้นเหตุ “เหลิม” ท้า ปชป.ลงสนามมาสู้กัน พท.ทวง กกต.ชดใช้ 3,000 ล้าน เซ่นล้มเลือกตั้ง ส.ส.เสื้อแดงเดือดดาหน้าบี้พรรคไล่เช็กบิลองค์กรอิสระก่อนแพ้ย่อยยับ ชี้เปรี้ยงหลัง 21 มี.ค. ช่วงอันตรายที่สุด

จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นการไต่สวนคำร้องการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.โมฆะหรือไม่และได้นัดลงมติในวันที่ 21 มี.ค.ล่าสุด พรรคเพื่อไทยออกมาฟันธงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ที่บอยคอตการเลือกตั้งครั้งก่อน แบะท่าจะลงสนามเลือกตั้งแล้ว

“โภคิน” ฟันธงมติ 21 มี.ค.ลต.โมฆะ

วันที่ 20 มี.ค.นายโภคิน พลกุล กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ทางสปริงนิวส์ กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวันที่ 21 มี.ค.ว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.จะเป็นโมฆะหรือไม่ว่า ที่จริงน่าจะคาดเดาได้กันแล้วว่าน่าจะโมฆะ เพราะเรื่องนี้ไม่ควรถึงศาล รธน. เเละศาลไม่ควรรับ เพราะที่ผ่านมาหลายครั้ง ศาลไม่รับวินิจฉัยกรณีที่เกี่ยวกับวันที่ 2 ก.พ. กรณีนี้เหมือนกรณีการเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2549 ตามกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินร้องไป กรณีนี้ชัดเจนว่าผู้ตรวจการฯร้องว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ แต่พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง 2 ก.พ.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งกระบวนการและเนื้อหา รวมทั้งการจัดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของ กกต.แต่คล้ายว่า กกต.ไม่เต็มใจทำหน้าที่เห็นจากการเสนอเลื่อนการเลือกตั้งและออกพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น รวมทั้งการเสนอตัวเป็นคนกลางหาทางออกของประเทศ แต่ กกต.ไม่จัดการดำเนินคดีกับคนที่ขัดขวางการเลือกตั้งเลย

ซัด 5 กกต.–กปปส.ตัวต้นเหตุ

นายโภคินกล่าวอีกว่า การไต่สวนของตุลาการหากจะให้การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายและต้องมีคนรับผิดชอบคือ 1. มีคนขัดขวางการเลือกตั้ง 2. กกต.ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง หากจะโยนการเลือกตั้งให้เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล คนที่จะเสนอเลื่อนคือ กกต.เพราะรับผิดชอบการจัดการเลือกตั้งโดยตรง แต่คาดว่าจะน่าผนวกรัฐบาลเข้าไปด้วย แต่เหตุมันมาจากคนไม่สุจริตล้อมการเลือกตั้งเพื่อไม่ให้มันเป็นไปตามปกติ

“หากศาลตัดสินว่าโมฆะเพราะการเลือกตั้งมันเป็นไปไม่ได้ หากเป็นแบบนี้บ้านเมืองจะอยู่กันอย่างไร หากเลือกตั้งเป็นโมฆะและต้องเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยไม่อยากเป็นพรรคที่ชนะ 300-400 คน แต่อยากให้มีการปฏิรูปการเมืองแล้วเลือกตั้งใหม่” นายโภคินกล่าว

“เหลิม” ท้า ปชป.ลงสนามสู้กัน

ที่ บช.ปส. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่คิดแม้จะไม่ถูกใจพรรคพวก คือภาวนาอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการเลือกตั้ง 2 ก.พ.เป็นโมฆะ แล้วเลือกตั้งใหม่ จะดูพรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้งหรือไม่ และกปปส.จะเลิกชุมนุมหรือเปล่า สาธุ ขอให้ฝันเป็นจริงจะได้จบ ยังไม่ทราบว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร แต่ถ้าให้เลือกตั้งโมฆะแล้วเลือกตั้งใหม่ จะเป็นคุณต่อระบอบประชาธิปไตย แต่เลือกเมื่อไหร่เพื่อไทยก็ชนะอีก มั่นใจเกินร้อย กลัวแต่ประชาธิปัตย์จะไม่ลงสมัคร และ กปปส.ไม่เลิกชุมนุม ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งนั้นไม่เป็นปัญหา ถ้าคนไม่หนุนหลังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.ก็จบ และนายสุเทพจะคลั่งเพราะไม่อยากให้มีการเลือกตั้งใหม่

ทวงสปิริต กกต.–ปชป.–กปปส.

นายคณิน บุญสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มีกระแสข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่  2  ก.พ.เป็นโมฆะ หากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ขอตั้งคำถามดังนี้ 1. ใครจะรับผิดชอบเงินงบประมาณการเลือกตั้งกว่า 3,000 ล้านบาทที่ใช้ไปแล้ว  2.ผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้ง 53 พรรค และประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 20 ล้านคน พวกเขาทำอะไรผิด  3.ใครจะเป็นผู้นำร่าง พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ 4.กกต.ต้องถูกดำเนินคดีและชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ และการจัดการเลือกตั้งที่ไม่สำเร็จจะยังให้ กกต.ชุดนี้จัดการเลือกตั้งอีกหรือไม่  5.กปปส.และพรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบที่บอยคอตและขัดขวางการเลือกตั้งจนสามารถล้มการเลือกตั้งครั้งนี้ได้สำเร็จ ควรถูก ดำเนินคดีหรือสมควรได้รับรางวัล  6.คนระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งมีสิทธิอะไรมากมายถึงขนาดสามารถร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยล้มการเลือกตั้งทั่วไปที่เป็นส่วนรวมของประชาชนทั้งชาติและเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่

ส.ส.แดงงัดเกมโต้มติศาล รธน.

ในช่วงบ่ายมีการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย โดย พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธานการประชุม บรรยากาศค่อนข้างตึงเครียดพูดกันในประเด็นการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะโมฆะหรือไม่ นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทร– ปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวในที่ประชุมช่วงหนึ่งว่า เราต้องแสดงท่าทีบ้าง ต้องออกมาแสดงว่าไม่ยอมรับบ้าง ทำไมเราต้องรอให้เขาตัดสินก่อน ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าต้องตัดสินให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. เป็นโมฆะแน่นอน แล้วทำไมเราจึงไม่ออกมาคัดค้านตั้งแต่แรก ถ้าเรายอม เราก็จะโดนแบบนี้อยู่ตลอด

หวั่นหลัง 21 มี.ค.อันตรายที่สุด

นายนิสิต สินธุไพร ผอ.โรงเรียน นปช. ลุกขึ้นกล่าวว่า ประเมินสถานการณ์ในขณะนี้ว่าฝ่ายผู้ที่ต่อต้านนั้นได้ทำลายฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเป็นกระบวนการ และทำลายรัฐบาลไปแล้วอย่างย่อยยับ ขณะนี้เหลือเพียงแค่อำนาจขององค์กรอิสระและศาลเท่านั้น สำหรับทหารไม่ปฏิวัติแน่นอน แต่น่าจะเป็นกำลังสนับสนุนฝ่ายที่ต้องการโค่นล้มฝ่ายประชาธิปไตย ดังนั้นครั้งนี้พรรคเพื่อไทยต้องออกมานำการต่อสู้ เพราะที่ผ่านมายังไม่ออกมานำอย่างเป็นรูปธรรมเลย หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในวันที่ 21 มี.ค.แล้ว จะเป็นช่วงที่เป็นอันตรายที่สุด ดังนั้นถ้าพรรคยังกล้าๆกลัวๆ อยู่แบบนี้จะยิ่งเป็นอันตราย ตำรวจต้องทำหน้าที่ให้จริงจังมากกว่านี้ กรณีที่มีประชาชนไปร้องให้ดำเนินการกับ ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญตำรวจต้องเชิญตัวมาสอบสวน ซึ่งจะทำให้ได้ใจประชาชน

นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นกล่าวว่า ตนยังเห็นด้วยที่พรรคจะต้องเด็ดขาดบ้างกับข้าราชการที่เกียร์ว่าง วันนี้ประชาชนเป็นห่วงพรรค ดังนั้นน่าจะบอกมาเลยว่าเราจะสู้หรือไม่ ถ้าสู้ก็ต้องเคลื่อนพลกันวันนี้เลย
ผวาสงครามกลางเมืองตายเป็นเบือ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เมื่อบรรยากาศในที่ประชุมเริ่มตึงเครียดมากขึ้น พ.อ.อภิวันท์ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมพรรคจึงกล่าวขึ้นว่า หากอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศพรรคก็ไม่ได้ห้าม แต่ขอให้ยึดหลักสันติ อหิงสา ส่วนเรื่องที่มีความกังวลกันว่า สถานการณ์อาจจะนำไปสู่สงครามประชาชนหรือสงครามกลางเมือง เพราะมีกระแสข่าวว่ากลุ่มอำมาตย์ยอมให้มีคนตายได้เป็นหลักหมื่น ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะอาจจะกระทบกระเทือนไปถึงสถาบันที่เราเคารพรักด้วย มีความเป็นห่วงความรู้สึกมวลชนถ้าไม่พอใจทหาร เมื่อถึงเวลาเกณฑ์ทหาร หากพร้อมใจกันไม่ไปปรากฏตัวในการคัดเลือกทหารทั้งประเทศในเดือน เม.ย.อะไรจะเกิดขึ้น ทั้งประเทศถ้าเกณฑ์ทหารได้เฉพาะภาคใต้ย่อมมีผลกระทบต่อกองทัพอยู่แล้ว ที่พูดนี้ไม่ใช่บอกให้ไปทำ แต่ยกตัวอย่างให้ฟังเท่านั้น ทั้งนี้ ในวันที่ 21 มี.ค. หากพรรคมีแถลงการณ์อะไรออกมาภายหลังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ก็หวังว่าสมาชิกพรรคทุกคนจะเห็นและต่อสู้ไปในแนวทางเดียวกัน

ผู้สมัคร ส.ส.พท.ฟ้องอาญา 5 เสือ

ที่ศาลอาญา เมื่อเวลา 10.30 น. นายชุมสาย ศรียาภัย สมาชิกพรรคเพื่อไทยและอดีตผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขต 6 สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 2 ก.พ. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 5 กกต.เป็นจำเลย 1-5 ความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โจทก์ฟ้องว่าระหว่างวันที่ 28 ธ.ค. 56-1 ม.ค.57 เป็นวันรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต จำเลยที่ 1-5 มีหน้าที่จัดการและควบคุมดูและการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และรักษาความปลอดภัยป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมขัดขวางการรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยทั้ง 5 รู้อยู่แล้วว่า จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมขัดขวางการรับสมัครเลือกตั้งทั้ง 6 เขต แต่จำเลยทั้ง 5 จงใจไม่ออกประกาศหรือวางระเบียบที่จำเป็นต่อการจัดเลือกตั้งตามกฎหมายกำหนด ทั้งที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ การกระทำของพวกจำเลยจึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เกิดความเสียหายกับโจทก์ ศาลรับคำฟ้องไว้ในสารบบคดีหมายเลขดำ อ. 653/2557 เพื่อจะกำหนดวันนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ต่อไป

ปชป.บี้ “ปู” น้อมรับมติศาล รธน.

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 เป็นโมฆะหรือไม่ในวันที่ 21 มี.ค.ว่า ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และขอให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ อยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับคนไทยคนอื่นเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าได้ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องออกมาน้อมรับและให้สัตยาบันต่อประชาชนว่า ท่านจะยอมรับคำวินิจฉัยของศาลในวันที่ 21 มี.ค.เพื่อหาทางออกให้กับก้าวแรกของสังคมไทยต่อไป หากยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิม เมื่อศาลตัดสินไม่ถูกใจ ก็ไม่ยอมรับ ก็ไร้ประโยชน์

อุบตอบโดดลงสนามครั้งหน้า

นายชวนนท์กล่าวอีกว่า การที่พรรคจะลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งใหม่หรือไม่ ไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะคนที่จะปลดชนวนความขัดแย้งคือรัฐบาล โดยต้องพิจารณาว่าจะต้องทำอะไรก่อนการเลือกตั้ง และพรรคพร้อมเดินหน้าเรื่องการปฏิรูปประเทศ จะทำควบคู่ หรือทำก่อน หรือหลังเลือกตั้งต้องคุยกัน ต้องพิจารณาเงื่อนไขของกลุ่มต่างๆ ด้วยว่ามีอย่างไรบ้าง แต่หากรัฐบาลจะดึงดันจัดการเลือกตั้งทันที โดยที่ไม่มีคำตอบในการแก้ปัญหาชาติที่มืดมนอยู่ก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อการคลี่คลายวิกฤติที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองในขณะนี้

คารม “สมชัย” จบเพื่อเริ่มรอบใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อช่วงดึกคืนที่ผ่านมา โดยระบุว่า จบแต่เริ่มใหม่ ไม่ว่าในวันที่ 21 มี.ค. ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติอย่างไร ระหว่างการเลือกตั้งโมฆะ หรือเดินหน้าต่อ 28 เขตที่เหลือ คือจุดจบของการเริ่มต้นปัญหารอบใหม่ทั้งสิ้น หากชี้ว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กกต.และรัฐบาลต้องไปตกลงกันว่าจะออกพระราชกฤษฎีกา กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน ก็จะเป็นประมาณอาทิตย์ที่ 18 พ.ค. แต่กระแสมวลชนทั้งฝ่าย นปช. ที่อาจไม่ยอมรับคำตัดสิน หรือฝั่ง กปปส. ที่ยังอาจยืนยันปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง จะนำสถานการณ์ของประเทศไปสู่มุมอับยิ่งขึ้นอย่างไรไม่ทราบได้

มัวคิดว่าอีกนิดจะชนะก็ยับเยิน

นายสมชัยระบุอีกว่า หากชี้ว่า 28 เขตเดินหน้าต่อได้ ไม่รัฐบาลหรือ กกต.สักฝ่ายคงต้องรับไปดำเนินการต่อ การเลือกตั้งในส่วนนี้น่าจะจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าได้ในวันที่ 20 เม.ย.และเลือกตั้งจริง ในวันที่ 27 เม.ย. พร้อมกับจังหวัดอื่นที่ยังไม่เสร็จ และอาจต้องเก็บตก 22 เขตที่มีผู้สมัครรายเดียวและอาจต้องเลือกอีกรอบหรือ 2 รอบ ซึ่งน่าจะจัดการได้เสร็จประมาณปลายพฤษภาคม พอๆกัน แต่ก็ยังไม่แน่ว่า จะมีการคัดค้าน ขัดขวาง ให้ไม่สำเร็จอีกหรือไม่ ไปซ้ายก็ไม่จบง่าย ไปขวาก็ใช่ว่าจะปลอดโปร่งทำใจได้เลยว่า ภาวะแบบ 7 เดือนที่ผ่านมายังซ้ำซากในรูปแบบเดิม ขึ้นอยู่กับใครจะอดทน หรือ ทนทานได้กว่ากัน ตราบใดที่ต่างฝ่ายมุ่งสะสมกำลัง มุ่งแต่จะเอาชนะฝ่ายตรงข้าม ต่างคิดว่าอีกนิดก็จะชนะ แล้วอีกนิดมานานแค่ไหนแล้ว ท้ายสุดก็ต้องจบด้วยการเจรจา แต่กว่าจะสำเหนียกว่าต้องหันหน้ามาเจรจา ประเทศจะยับเยินไปถึงเพียงไร ถึงวันนั้น จะโหยหาหาคนกลาง ก็คงมีคนที่มีใจช่วยรับหน้าที่คนกลางหรอก นายสมชัยระบุทิ้งท้าย

ศาล รธน.ไร้อำนาจสั่งชดใช้เงิน ลต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 21 มี.ค.ที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจาก่อนลงมติมีคำวินิจฉัย การจัดการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป วันที่ 2 ก.พ. ตาม พ.ร.ฎ.ยุบสภา เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากศาลมีมติว่าการเลือกตั้งดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาคำร้องของ กกต. หรือถ้ามีมติในทางตรงกันข้าม ศาลก็ต้องพิจารณาวินิจฉัยในคำร้องเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างองค์กรที่สามารถดำเนินการรับสมัคร ส.ส. ใน 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัครว่าสามารถออกเป็น พ.ร.ฎ.หรือเป็นประกาศของ กกต. หากเกิดกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ศาลคงไม่ชี้ให้หน่วยงานใดต้องรับผิดชอบหรือชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยอาจจะมีการระบุให้แนวทางแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะดำเนินการจัดการเลือกตั้งต่อไปอย่างไร

กปปส.–จนท.โดนคดีระนาว

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะเลขานุการ ศอ.รส. กล่าวว่า ศอ.รส. ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ว่าคดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง อันเกิดจากการกระทำของแกนนำ กปปส. กับพวก เมื่อครั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีดังนี้  1.คดี กปปส.ขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวม 194 คดี แยกเป็นคดีเกิดใน กทม. 51 คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด 143 คดี  2.คดีที่เจ้าหน้าที่ กกต.จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวม 178 คดี แยกเป็นคดีที่เกิดใน กทม. 66 คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด 112 คดี รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง 372 คดี โดยศาลได้ออกหมายจับให้ รวม 193 คน ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว 152 คน ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต.จงใจละทิ้ง ไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง 1,713 คน

ยื่นฟัน ส.ว.สรรหาเชียร์ “หญิงเป็ด”

เมื่อเวลา 10.30 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสิงห์ทอง บัวชุม สมาชิกพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นคำร้องต่อประธาน กกต.ผ่าน น.ส.สุรณีย์ ผลทวี ผู้อำนวยการสำนักเลขานุการ กกต. เพื่อขอให้สืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา และคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้สมัคร ส.ว. กทม. เนื่องจากนายไพบูลย์ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่ม กปปส. ที่สวนลุมพินี เมื่อวันที่ 7 มี.ค. โดยเนื้อหาของการปราศรัยที่เป็นการชี้นำและยกตัวอย่างให้เลือกคุณหญิงจารุวรรณ โดยอ้างว่าเป็นผู้ที่ต่อต้านระบอบทักษิณมาโดยตลอด เป็นอดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และอดีต คตส. ที่ดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในคดีที่ดินรัชดา รวมทั้งคดียึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท และมีจุดยืนร่วมกับมวลมหาประชาชน

ป.ป.ช.จับ “นิคม” ขึ้นเขียงถอดถอน

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ ป.ป.ช.แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.ได้พิจารณาคำร้องการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ โดยกรณีนายนิคมถูกยื่นเอาผิด 4 ข้อกล่าวหาคือ 1.การร่วมลงชื่อญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับคือ ฉบับที่เสนอโดยนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี และฉบับที่เสนอโดยนายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี เป็นผู้เสนอ 2.กรณีการทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมจัดให้มีการลงมติเพื่อวินิจฉัยตัดสิทธิสมาชิกผู้แปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็น จำนวน 57 คน โดยอ้างว่า คำแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภาขัดต่อหลักการ 3.กรณีการรวบรัดให้มีการลงมติปิดอภิปรายทั้งที่มีผู้แปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็นที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิอภิปรายจำนวนมาก ในมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา  11 มาตรา 11/1 และมาตรา 12 โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของสมาชิก 4.กรณีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.หลายครั้ง โดยแสดงความเห็นเชิงลบต่อกระบวนการสรรหา ส.ว.ว่า ไม่ตรงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

มติเอกฉันท์ฟันพ้น ปธ.วุฒิฯ

นายประสาทกล่าวว่า จากการไต่สวนของ ป.ป.ช. พบว่า นายนิคมในฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด 4 ครั้งคือ วันที่ 4 ก.ย. 56 วันที่ 6 ก.ย.56 วันที่ 9 ก.ย.56 วันที่ 11 และ 12 ก.ย.56 ได้รับญัตติให้มีการปิดการอภิปราย ทั้งที่มีผู้ขอแปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็นรอการอภิปรายอยู่ โดยใช้เสียงข้างมากปิดอภิปราย จึงเป็นการตัดสิทธิผู้ขอแปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็น ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า การอภิปรายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ขอแปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็นที่ย่อมมีสิทธิอภิปรายตามที่ยื่นขอแปรญัตติไว้ แม้เสียงข้างมากจะมีสิทธิปิดอภิปรายได้ แต่การใช้เสียงข้างมากต้องไม่ตัดสิทธิสมาชิกรัฐสภา หรือไม่ฟังความเห็นเสียงข้างน้อย การรวบรัดปิดอภิปรายจึงเป็นการกระทำที่ขัดหลักนิติธรรม ทั้งนี้รัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรค 5 ระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาด เป็นที่ผูกพันของทุกหน่วยงาน ที่ประชุม ป.ป.ช.จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายนิคมมีมูลความผิดฐานส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3 และมาตรา 291 อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 และ 274

สั่งหยุดทำหน้าที่–จ่อคิวฟันอาญา

นายประสาทกล่าวว่า หลังจากนี้ประธาน ป.ป.ช.จะส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมความเห็นไปยังประธานวุฒิสภา เพื่อดำเนินการถอดถอนต่อไป โดยระหว่างนี้นายนิคมต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ มีผลนับตั้งแต่วันที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทันที ส่วนการพิจารณาความผิดทางอาญาของนายนิคมเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมิชอบ อยู่ระหว่างการไต่สวน ยังพิจารณาไม่เสร็จ ส่วนที่นายนิคมขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนพยานเพิ่มเติม 16 คน แต่ ป.ป.ช.สอบเพิ่มให้เพียง 3 คนนั้น เนื่องจากเห็นว่า จากการสอบพยานบางส่วนเห็นว่า มีมูลเพียงพอที่จะได้ข้อยุติแล้ว ไม่จำเป็นต้องสอบครบทุกปาก จึงตัดทิ้งไป

รอหลักฐานเชือด “ขุนค้อน” เร็วๆนี้

นายประสาทกล่าวว่า ส่วนการพิจารณาถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบนั้น ป.ป.ช.ยังพิจารณาไม่เสร็จ เนื่องจากข้อกล่าวหาที่นายสมศักดิ์ถูกยื่นร้องถอดถอนมีมากกว่านายนิคม และความสลับซับซ้อนมากกว่า เช่นเป็นผู้รับร่างรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา จึงมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณามากกว่า ป.ป.ช.จะพยายามเร่งพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว คาดว่าจะได้ข้อยุติเร็วๆนี้

“นิคม” อัดมติไม่สมเหตุสมผล

นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา กล่าวภายหลังรับทราบมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่า ยอมรับคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. และคงไม่ดำเนินการต่อสู้ทางกฎหมายใดๆ แต่มองว่าเหตุผลที่ ป.ป.ช.นำมาตัดสินความผิดว่าตนสั่งปิดการอภิปราย ทั้งที่มีผู้อภิปรายค้างอยู่ ถือเป็นการไม่สมเหตุสมผล เพราะเมื่อมีสมาชิกเสนอญัตติปิดการอภิปราย ประธานฯจะดำเนินการอย่างอื่นไม่ได้ แต่เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแล้วก็ถือว่ามีผล และต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยหลังจากนี้จะเตรียมเอกสารเพื่อชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในการพิจารณาถอดถอนตนออกจากตำแหน่ง

ยัน “สุรชัย” ชงนายกฯคนกลางไม่ได้

นายนิคมกล่าวอีกว่า จากนี้ไปนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 จะทำหน้าที่รักษาการประธานวุฒิสภา ยกเว้นการปฏิบัติหน้าที่เป็นรองประธานรัฐสภา เมื่อถามว่าระหว่างนี้หากมีการเสนอตั้งนายกฯคนกลางจะทำได้หรือไม่ นายนิคมตอบว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญรองรับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย กล่าวว่า เมื่อนายนิคมถูกชี้มูลความผิดแล้วต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และตนจะทำหน้าที่รักษาการประธานวุฒิสภาแทน แต่จะมีอำนาจทำได้แค่ไหนอย่างไรช่วงที่ยังอยู่ระหว่างการยุบสภา ขอไปศึกษาก่อน อย่างไรก็ตามที่มีหลายคนมองว่า เมื่อนายนิคมหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วจะเป็นจังหวะที่จะมีการเสนอชื่อนายกฯ คนกลาง เพื่อให้เข้ามาทำหน้าที่ ประเด็นนี้ตนไม่ทราบว่าทำได้หรือไม่ ขอไปศึกษาในข้อกฎหมายก่อน

“มาร์ค” เหยียบซ้ำ 2 ปธ.ยังไงก็ผิด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทำให้เกิดความชัดเจนว่าทุกคนจะต้องเคารพกฎ กติกา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่มีอำนาจ ก็จะช่วยให้การทำหน้าที่ในอนาคตมีความเที่ยงตรง แต่ว่าถ้าหากงานนี้บอกว่าไม่ผิด ก็น่ากลัว ต่อไปในอนาคตเราก็จะมีความสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะมีการใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายที่มีอำนาจ หรือผลประโยชน์ และบิดเบือนกระบวนการของการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติคือสภาโดยรวม และที่มีคนพูดว่า เรื่องนี้เร็วแต่ตนกลับคิดว่าช้าไปด้วยซ้ำ เพราะไม่ใช่เรื่องสลับซับซ้อนอะไร การทำหน้าที่ของประธานทั้ง 2 มีเจตนาชัดเจนว่า ต้องการที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายบริหารโดยที่ไม่คำนึงถึงกฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ

นายกฯยังวีลแชร์งดงานทั้งวัน

วันเดียวกัน ช่วงเช้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่ได้เดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (สป.กห.) เมืองทองธานี แต่ได้พักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บเอ็นข้อเท้าฉีกขาดเป็นวันที่ 6 จนต้องใส่เฝือกอ่อน และนั่งวีลแชร์ทำงาน พักการเดินตามคำแนะนำแพทย์ เพื่อลดการลงน้ำหนักไปที่เท้าซ้าย หลังเกิดอุบัติเหตุข้อเท้าระหว่างก้าวลงจากรถที่ จ.เชียงใหม่ อยู่ที่เซฟเฮาส์ในกรุงเทพฯ มีเพียงนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้ามาทำงานที่ สป.กห. แต่ทั้งนี้ นายกฯได้มีการติดตามรับฟังรายงานสรุปสถานการณ์ทางการเมืองจากนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ และจากนายสุรนันทน์ ขณะที่เวลา 17.00 น. นายกฯในฐานะนายกสภาลูกเสือโลกเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยาม มกุฎราชกุมาร ณ วังศุโขทัย เนื่องในวันลูกเสือโลก

เคลื่อนอีแต๋นเข้ากรุงลุยทวงหนี้

เมื่อเวลา 12.00 น. กลุ่มเกษตรกรชาวนาจังหวัดราชบุรี และเพชรบุรี มีนายระวี รุ่งเรือง ประธานเครือข่ายชาวนาภาคตะวันตก และนายสุนทร จำปาหอม แกนนำชาวนา อ.ปากท่อ นัดรวมตัวบนถนนพระราม 2 สามแยกวังมะนาว หมู่ 5 ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ประมาณ 50 คน พร้อมรถอีแต๋น รถปิกอัพ รถเทรเลอร์ บรรทุกรถไถนา และเครื่องมือการเกษตร 25 คัน เคลื่อนขบวนไปสมทบกับชาวนาที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อเรียกร้องเงินค่าจำนำข้าวจากรัฐบาล ที่ยังไม่ได้จ่ายให้กับชาวนา ก่อนออกเดินทางนายระวีกล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้จะไปรวมตัวกันก่อนที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และจะยกระดับการเรียกร้องอีกเป้าหมายหนึ่ง แต่ไม่ขอบอกว่าเป็นที่ไหน

ทัพอีแต๊กอีก 300 ทยอยสมทบ

ขณะที่ชาวนาจาก อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา และชาวนาเขตหนองจอก เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เดินทางมาด้วยรถกระแทะ 80 คัน รถตู้และรถปิกอัพ 20 คัน เข้าสมทบกันที่เวทีศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ พร้อมทั้งนำหลักฐานใบประทวน และเอกสารฟ้องร้องรักษาการนายกรัฐมนตรีแลผู้ที่เกี่ยวข้างกับโครงการรับจำนำข้าว เพื่อเข้าร่วมเคลื่อนไหว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลวงปู่พุทธะอิสระ แกนนำ กปปส.เวทีศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ และนายระวี รุ่งเรือง ประธานเครือข่ายชาวนาไทย พร้อมด้วยกปปส.ภาค 7+2 เข้าร่วมประชุมวางแผนเคลื่อนพลในวันที่ 21 มี.ค.จะนำข้าวไปขายให้ 2 หน่วยงาน โดยไม่เป็นที่เปิดเผยว่าเป็นที่ใด จะนำข้าวเปลือกกว่า 20 คันรถสิบล้อ โดยมีรถกระแทะและรถอีแต๊กของชาวนากว่า 300 คัน จากภาคกลางเข้าร่วมด้วย

ทนาย “ปู” ค้าน “วิชา” ไต่สวนคดีข้าว

เมื่อเวลา 13.30 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้รับผิดชอบคดีโครงการรับจำนำข้าว เดินทางมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อคัดค้านไม่ให้นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ร่วมเป็นองค์คณะไต่สวนคดีรับจำนำข้าว เนื่องจากมีพฤติการณ์ไม่เป็นกลาง มีอคติ โดยนายนรวิชญ์กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาทีมทนายความเคยยื่นคำร้องคัดค้านนายวิชาเป็นองค์คณะไต่สวนคดีจำนำข้าว และ ป.ป.ช.เคยยกคำร้องไปแล้ว แต่ล่าสุดนายวิชาไปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนฉบับหนึ่ง ระหว่างวันที่ 9-12 มี.ค. มีเนื้อหาอคติ เหน็บแนม ในลักษณะดูถูก ดูหมิ่นผู้ถูกกล่าวหา ผิดตามประมวลจริยธรรม ป.ป.ช. ถือเป็นพฤติการณ์ต่างเวลา ต่างกรณีกัน จึงมายื่นคำร้องคัดค้านอีกครั้ง

เลื่อนอ่านคดี 13 ตุลาการศาล รธน.

ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ฟ้องนายกระมล ทองธรรมชาติ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญกับอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 12 คน เป็นจำเลยที่ 1-13 ความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีวันที่ 22 มิ.ย.-30 ก.ย.47 ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งหมดร่วมกันให้ความเห็นชอบร่างระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเบี้ยประชุมกรรมการ อนุกรรมการ และค่าตอบแทนบุคคล หรือคณะบุคคล พ.ศ.2547 และมีมติให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญปรับปรุงค่าสมนาคุณในลักษณะเหมาจ่ายรายเดือนของประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต่อมาได้มีการเบิกจ่ายค่าตอบแทนประจำเดือน ก.ค.-ก.ย.ปี 47 ให้แก่พวกจำเลย คนละ 60,000 บาท เป็นการออกระเบียบจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ตนเอง อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่สำนวนคำพิพากษายังไม่แล้วเสร็จ ศาลจึงมีคำสั่งเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 27 มี.ค. เวลา 09.00 น.

21 มี.ค. 2557 07:13 21 มี.ค. 2557 07:13 ไทยรัฐ