วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถึงเวลาหยุดโลกสวย! เคารพกติกา เดินหน้าสู่โต๊ะเจรจา

ต้องยอมรับว่าในโลกของสื่อสังคมออนไลน์หรือ Social Media วันนี้ คนไทยพูดเรื่องการเมืองน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่า คนไทยจะเลิกสนใจเรื่องการเมือง แต่น่าจะมาจากความเบื่อหน่ายต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ที่ยังไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า จะจบลงอย่างไร

หรืออาจจะเป็นเพราะคนไทยเห็นสัญญาณของการถอยคนละก้าว เริ่มจากการที่กลุ่ม กปปส. นำโดยกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศยุบเวทีปิดกรุงเทพฯ รวม 4 เวทีคือ แยกปทุมวัน ราชประสงค์ ชิดลม และศาลาแดง เหลือเพียงเวทีเดียว คือที่บริเวณสวนลุมพินี เพื่อลดปัญหาการจราจรให้กับคน กทม. อีกทั้งเป็นการลดปัญหาด้านค่าใช้จ่าย การรักษาความปลอดภัย และการบริหารจัดการการชุมนุมอีกด้วย

และแม้ว่าความพยายามของกลุ่มป่วนเมืองที่เอาระเบิด ไปวางข่มขู่หรือใช้อาวุธสงครามยิงเข้าไปตามสำนักงานศาลต่างๆ บริเวณใกล้ที่ชุมนุม หรือกระทั่งบ้านของแกนนำทั้งฝ่าย กปปส. และฝ่าย นปช. จะยังคงมีอยู่เนืองๆ แต่ด้วยความเอาจริงเอาจังมากขึ้นของกองกำลังผสมทหารตำรวจ ทำให้เกิดความสูญเสียลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด

ในที่สุด รัฐบาลก็ทนต่อแรงกดดันไม่ไหว ต้องตัดสินใจยกเลิกการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วหันกลับมาใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงในราชอาณาจักรแทน ตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา ช่วยให้บรรยากาศความตรึงเครียดต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ หันกลับมาพิจารณาหวนกลับมาเที่ยวประเทศไทยกันอีกครั้ง หลักจากที่ซบเซามานาน โดยเฉพาะในเขต กทม.

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ดูเหมือนว่า แต่ละฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งได้ถอยมาคนละก้าวแล้ว แต่ก็มีสัญญาณบางอย่างที่ทำให้เรายังไม่สามารถไว้วางใจได้ว่า ความขัดแย้งที่ยังดำรงอยู่จะถูกแก้ไขเพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสู่ความสงบสุขได้ในเร็ววัน

สัญญาณที่ว่านั้นคือ ความพยายามในฟากรัฐบาล นับตั้งแต่ตัวนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เอง เรื่อยมาจนถึงรัฐมนตรี และคนในพรรคเพื่อนไทยที่จะทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ โดยเฉพาะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อกล่าวหาที่พุ่งเป้าไปที่ตัวนายกรัฐมนตรีเอง

ความเคลื่อนไหวเช่นว่านี้ สอดประสานกับการระดมคนของกลุ่มคนเสื้อแดงหรือ นปช.ในภูมิภาคต่างๆ ที่ประกาศปกป้องรัฐบาลและให้ร้ายข่มขู่กรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อกดดันไม่ให้มีคำวินิจฉัยที่เป็นโทษต่อฝ่ายรัฐบาล ถึงกับมีแกนนำบางคนประกาศว่า จะใช้ความรุนแรงหากผลของการวินิจฉัยไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ

ขณะที่ตัวนายกรัฐมนตรีเอง ซึ่งเคยประกาศเรียกร้องมาตลอดให้กลุ่มที่อยู่ตรงกันข้ามกับรัฐบาลเคารพกฎหมาย กลับต้องออกมาขอความเห็นใจจากสาธารณชนว่า ตนเองนั้น กำลังถูกฝ่ายตรงข้ามเอากฎหมายมาไล่ล่าเพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง จนสร้างความสับสนให้กับคนไทยที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมาแล้ว

นั่นอาจเป็นเพราะฝ่ายรัฐบาลนั้น พอจะคาดเดาได้ว่า ผลของคำวินิจฉัยในคดีหรือเรื่องร้องเรียนต่างๆ น่าจะออกมาในด้านที่ไม่เป็นคุณต่อฝ่ายรัฐบาล จึงจำเป็นต้องสร้างกระแสกดดันองค์กรอิสระ เช่นที่กำลังดำเนินการอยู่ พร้อมประกาศว่า ยังไงก็ตาม จะอยู่รักษาเก้าอี้นายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่า เพื่อรักษาประชาธิปไตย ทั้งๆที่ รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยอยู่ในสภาพเป็ดง่อย ที่ไม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้แล้ว

ข้างฝ่าย กปปส. ของกำนันสุเทพ ที่เหนื่อยล้ามาจากการต่อสู้เกือบจะครบ 5 เดือนในอีกไม่กี่วันนี้ ก็ดูเหมือนจะมีความหวังกับการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปสู่จุดที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องสิ้นสภาพไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ง่ายนัก เพราะหาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดนายกรัฐมนตรี รองนายกฯคนอื่นๆ ก็ยังสามารถรักษาการต่อไปได้ จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในสภาพที่ขยับไปทางไหนก็ไม่หลุดพ้นความขัดแย้ง และถ้าปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ต่อไป ก็รังแต่จะสร้างความเสียหายแก่ประเทศโดยส่วนรวม ดังนั้น ทางออกในเวลานี้ คือ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและ กปปส. ต้องหยุดฝันเรื่อง “โลกสวย” หรือพูดกันแต่ความต้องการของฝ่ายตน จนไม่มองสภาพความเป็นจริงของสังคมว่า ถึงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องหันมาเจรจากันแล้ว

แต่ก่อนจะเข้าสู่โหมดของการเจรจาได้ ทั้งสองฝ่าย (ทั้งแกนนำและกองเชียร์) ต้องเริ่มที่การเคารพกติกา นั่นคือ ต้องยอมรับคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระและองค์กรในกระบวนการยุติธรรมเสียก่อน ขณะเดียวกัน ทุกฝ่ายต้องหยุดการปลุกระดมมวลชนให้ฮึกเหิม และพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นฝ่ายตรงข้าม

จากนั้นก็ต้องหาคนกลางมาช่วยในการเจรจาเพื่อกำหนดแนวทางยุติปัญหาความขัดแย้งร่วมกัน ก่อนที่จะก้าวไปสู่โหมดของการปฏิรูปประเทศไทยที่ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องกันในหลักการแล้ว

ส่วนในการเจรจานั้น จะเดินไปถึงจุดว่า จะต้องมีนายกรัฐมนตรีที่เป็น “คนกลาง” มาเป็นกรรมการในระหว่างที่กำลังปฏิรูปประเทศก่อนเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ก็สุดแล้วแต่คู่กรณีจะตกลงกัน เพียงแต่ต้องเป็นฉันทามติที่ต้องสองฝ่ายต้องเห็นพ้องต้องกันเท่านั้น

เพราะหากจะยื้อกันอยู่อย่างนี้ต่อไป ก็คงไม่มีใครชนะ แต่คนที่แพ้คือ ประเทศไทยและคนไทยทุกคน...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong
chavarong@thairath.co.th

ต้องยอมรับว่าในโลกของสื่อสังคมออนไลน์หรือ Social Media วันนี้ คนไทยพูดเรื่องการเมืองน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่า คนไทยจะเลิกสนใจเรื่องการเมือง แต่น่าจะมาจากความเบื่อหน่ายต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ที่ยังไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า จะจบลงอย่างไร... 19 มี.ค. 2557 23:26 ไทยรัฐ