วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปปช.ตั้งแท่นไต่สวนปูอีกคดี ละเว้นปรามแดง

ปปช.ตั้งแท่นไต่สวนปูอีกคดี ละเว้นปรามแดง

โดย ทีมข่าวหน้า 1
19 มี.ค. 2557 09:00 น.
  • Share:

ที่จัดเวทีปราศรัยร้ายแรง! ทั้งข่มขู่ศาล-แยกดินแดน จารุพงศ์-ณัฐวุฒิโดนด้วย โรดแม็ป6องค์กรส่อแท้ง พท.ไม่รับอำนาจศาลรธน.

“บิ๊กจิน” ผบ.ทอ. ลั่นถึงเวลาคู่ขัดแย้งต้องหันหน้าเจรจา ขอ “ยิ่งลักษณ์-สุเทพ”เสียสละละทิฐิ “สมชัย” เตือนรัฐบาล-กปปส.อย่ารีบตัดบท บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ วอนสังคมช่วยกดดัน 2 ขั้วขัดแย้ง ป.ป.ช.ถอนตัวอ้างไม่เหมาะ เพราะเป็นฝ่ายตรวจสอบทุจริต “ปู” ยกพระราชดำรัสขอให้แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ตัวเอง โต้แหลกไม่เคยยึดติดกับอำนาจ เปิดช่องคุย “เทือก” แม้ยังไม่ยุติม็อบ “ปึ้ง” พร้อมเสียบแทน สร.1 จนกว่าได้รัฐบาลใหม่ ปชป.เห็นใจ 6 องค์กร แนะเร่งฟันคดี พท.แถลงค้านอำนาจศาล รธน. ถกคำร้องเลือกตั้งเป็นโมฆะ ขู่อย่าสร้างบรรทัดฐานที่เลวร้าย กกต.เผยคำวินิจฉัยมี 2 แนว ป.ป.ช.เร่งเครื่องเชือด “ขุนค้อน-นิคม” ตั้งแท่นอีกคดีสอยนายกฯไม่ปรามแดง เจ้าตัวนั่งวีลแชร์ประชุม ครม. ยื้อคืนเก้าอี้ “ถวิล” อีกสัปดาห์

วงโรดแม็ปหาทางออกให้ประเทศ ที่ 6 องค์กรตามรัฐธรรมนูญผลักดันอย่างเต็มที่ ทำท่าจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ล่าสุด พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. ออกมาสนับสนุนแนวทางเจรจา โดยขอให้ทั้งรัฐบาลและ กปปส. เสียสละและลดละทิฐิที่มีอยู่ เพื่อให้แนวทางดังกล่าวสำเร็จนั้น

เตือน รบ.–กปปส.อย่ารีบตัดบท

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 มี.ค. ที่สำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีรัฐบาลและกลุ่ม กปปส. แสดงท่าทีปฏิเสธการเสนอรายชื่อบุคคลเข้ามาเป็นคนกลางเจรจายุติความขัดแย้งว่า ทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่ควรรีบให้คำตอบ อยากให้ไปปรึกษาหารือไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน เพราะ 7 วันจากนี้ไปอาจเกิดสถานการณ์ขึ้นอีกมากมายที่จะเป็นตัวตัดสินใจว่าทั้ง 2 ฝ่ายควรดำเนินการอย่างไร ข้อเสนอของ 6 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ต้องการให้เกิดการเจรจาโดยคณะคนกลางซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ดังนั้น ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายเห็นว่าแนวทางดังกล่าวเหมาะสม ช่วยคลี่คลายปัญหาประเทศ ยังมีเวลาทบทวนเสนอรายชื่อบุคคล ขอให้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนอย่าเพิ่งรีบตอบ ยังมีเวลาจนถึงวันที่ 24 มี.ค. แต่ถ้าครบ 7 วัน ยังไม่มีคำตอบไม่มีการเสนอชื่อ เราก็คงต้องขอยุติการทำหน้าที่จุดนี้ทันที

วอนสังคมช่วยกดดัน 2 ฝ่าย

นายสมชัยกล่าวว่า โจทย์ปัญหาความขัดแย้งไม่ว่าจะทำสงครามรุนแรงเพียงใด ท้ายที่สุดต้องจบลงที่การเจรจาเพื่อหาทางสงบศึก การบอกว่ารัฐบาลไม่สามารถเจรจากับกบฏได้  หรือที่บอกว่าประชาชนไม่ต้องการเจรจากับรัฐบาลที่คอร์รัปชันนั้นไม่จริง สิ่งที่ดีที่สุดทุกฝ่ายต้องหันหน้ามาหาทางออกร่วมกัน มาพูดคุยเจรจากัน อย่ามาตั้งข้อรังเกียจแล้วไม่เจรจากัน ท้ายสุดก็ต้องทำสงคราม จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนที่อยากเห็นประเทศเกิดความสงบสุข ออกมาส่งสัญญาณผลักดัน และกดดันให้คู่ขัดแย้ง 2 ฝ่ายยอมหันหน้าเจรจากัน หรือทั้ง 2 ฝ่ายยังต้องการเดินหน้าด้วยวิธีการตัวเอง ท้ายที่สุดผลก็ตกอยู่กับประเทศชาติไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีปัญหาการเลือกตั้ง  การพิจารณาคดีของ ป.ป.ช.จะออกมาอย่างไร คำตอบก็ยังไม่เป็นทางออกของประเทศ เชื่อว่าปัญหายังไม่ยุติ ความขัดแย้งยังอยู่ เพราะจะเกิดการไม่ยอมรับคำตัดสิน

รอเปิดชื่อคนกลางต่อหน้าสื่อ

นายสมชัยกล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางการเปิดรายชื่อคนกลางที่ทั้ง 2 ฝ่ายเสนอมานั้น หากส่งมาเพียงฝ่ายเดียวจะยังไม่เปิด จะปิดผนึกไว้ก่อน รอจนกว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะส่งมาถึงพร้อมกัน  จึงเปิดต่อหน้าสื่อมวลชนว่ามีชื่อบุคคลใดบ้าง ตรงกันกี่ชื่อ แล้วไปทาบทามว่าบุคคลเหล่านั้นพร้อมมาทำหน้าที่คนกลางเจรจาหรือไม่ แนวทางดังกล่าวเป็นการสร้างความเป็นธรรมไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ ไม่ก่อให้เกิดการเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใด

ป.ป.ช.ถอนตัววงเจรจาผ่าทางตัน

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ถอนตัวออกจากการเป็นองค์กรกลาง 6 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ในการร่วมเสนอความเห็นเพื่อหาทางออกให้แก่บ้านเมือง เนื่องจากเห็นว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรหลักที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต จึงไม่อาจร่วมเป็นองค์กรกลางในการเจรจาดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นด้วยกับการหาทางออกของประเทศโดยวิธีการเจรจา และขอให้กำลังใจกับผู้ทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการแก้ไขปัญหาของประเทศไทยให้เข้าสู่ความสงบโดยเร็ว

ผบ.ทอ.ชี้ถึงเวลาต้องเจรจา

ที่กองบิน 6 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่เราควรยุติความขัดแย้ง แล้วหาทางออกสู่สันติ ยึดการเจรจาต่อรอง ถ้าต่อรองไม่ได้ก็ต้องอาศัยคนกลางมาช่วย เราจึงต้องเลือกหนทางที่ดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย ควรใช้การเจรจาหาทางออก พร้อมปฏิรูปประเทศควบคู่ไปกับการบริหารประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีต่อภาพรวม ยุติความขัดแย้ง ยุติการใช้วาทกรรมที่เสียดสี หรือทำให้เกิดการแบ่งแยกเป็นกลุ่ม ช่วยกันสร้างสรรค์ประเทศให้เดินหน้าต่อไป เมื่อถามว่ามีการเสนอให้กองทัพเป็นคนกลางแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง พล.อ.อ.ประจิน ตอบว่า ไม่ใช่เฉพาะทหาร ถ้าเรายอมลดทิฐิ ยอมเสียสละ คนที่มีอำนาจหรือมีบทบาท ยอมลดอำนาจบทบาทลงบ้างเพื่อกลับมาจุดสมดุล

ขอ “ปู-เทือก” เสียสละละทิฐิ

พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ต่างมีบทบาทสูง จึงน่าจะมีกลไกในการเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติวิธี ขึ้นอยู่กับการใช้กลไก วิธีการ หรือกลุ่มบุคคลใด แต่สุดท้ายการเจรจาจะดีที่สุด ไม่เช่นนั้นจะเกิดความสูญเสียนั่นคือสงครามของผู้มีอำนาจ ใช้กำลังกับผู้ไม่มีอำนาจซึ่งไม่มีใครต้องการ หากผู้มีอำนาจทั้ง 2 ฝ่ายเมื่อเจอกันแล้วหยุด เพื่อเจรจาให้เกิดสันติถือว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุด ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายจะต้องเสียสละลดทิฐิ เพื่อจะได้ฉลองวันสงกรานต์ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย ปีนี้คงไม่มีเหตุการณ์รุนแรงซ้ำรอยเหมือนปี 53 เมื่อถามว่าแสดงว่านายกฯควรลาออกเพื่อเป็นวีรสตรี และนายสุเทพควรยุติการชุมนุมเพื่อเป็นวีรบุรุษ พล.อ.อ.ประจินตอบว่า ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละคนว่าจะลดทิฐิหรือเสียสละได้หรือไม่

ยกพระราชดำรัสทำหน้าที่ตัวเอง

เมื่อเวลา 12.30 น. ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน จ.นครปฐม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ระบุว่าจะไม่ส่งคนกลางเจรจา ฉะนั้นก็ไม่มีประโยชน์ อย่างน้อยอยากให้น้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ให้ทุกคนต้องทำหน้าที่ตนเองให้เต็มที่ ตราบใดที่เราทำหน้าที่ตนเอง ยึดกติกา ให้ความยุติธรรม เชื่อว่าจะทำให้ปัญหาต่างๆ คลี่คลายได้ ให้กติกาดำเนินการต่อไป การเป็นตัวกลางคือทำอย่างไรให้แนวคิดทั้ง 2 ฝ่ายเชื่อมโยงกัน สิ่งที่อยากเห็นคือความสงบ ทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ให้ความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน ถ้าเสมอภาคยึดกติกาให้เป็นกติกา ใครที่รักษากติกาให้ยึดเป็นกติกา จะทำให้ความแตกต่างลดลงไป

โต้ลั่นไม่เคยยึดติดกับอำนาจ

เมื่อถามว่า ถ้า กปปส.ยกเลิกการชุมนุม จะเดินหน้าเจรจาได้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า รัฐบาลไม่ได้ปิดกั้น ตนไม่เคยมีเงื่อนไขว่าผู้ชุมนุมต้องกลับบ้านก่อน จำได้ให้สัมภาษณ์ว่าถ้าผู้ชุมนุมมีใจจะเลิกชุมนุม จะได้มาช่วยกันคุย แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องกลับบ้านก่อนแล้วค่อยคุย หรือเลือกตั้งให้เสร็จก่อนแล้วค่อยคุย แต่บอกว่าถ้าจะเจรจาต้องหลักกติกาเดียวกันก่อน เพราะในฐานะผู้นำรัฐบาลไม่สามารถทำอะไรนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญได้ แต่อยากทำในกติกาที่เป็นไปได้ เพื่อความสงบให้บ้านเมืองเดินได้ ไม่ใช่มาวันนี้เพื่อจะต่อรอง ตนไม่ได้ยึดติดกับอำนาจ แต่ความชอบธรรมคือการคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนด้วยการเลือกตั้ง แต่เพราะมีการขัดขวางการเลือกตั้ง จึงไม่สามารถดำเนินการไปได้ตามกรอบรัฐธรรมนูญ เป็นปัญหาที่ค้างกันมาถึงทุกวันนี้

“ที่อยู่ในตำแหน่งนี้ เพราะตามกฎหมายต้องให้รักษาการจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ และที่อยู่ก็เพื่อรักษาประชาธิปไตย เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยดำรงอยู่ ขอยืนยันว่าไม่ได้อยู่เพื่อจะยึดอำนาจ และใช้ตัวเองเป็นอำนาจเพื่อให้ประชาชนเดือดร้อน ดิฉันพร้อมเสมอที่จะทำอย่างไรให้มีการส่งมอบให้กับรัฐบาลใหม่โดยเร็ว” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

“ปึ้ง” พร้อมเสียบจนกว่าได้ รบ.ใหม่

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสข่าวอาจต้องทำหน้าที่รักษาการนายกฯแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ หากถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดคดีทุจริตรับจำนำข้าวว่า โดยลำดับแล้วตนในฐานะรองนายกฯอันดับ 1 ต้องทำหน้าที่แทน ยืนยันว่า ครม.ชุดนี้ จะทำงานจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามารับหน้าที่ อย่างไรก็ตาม จากการติดตามที่ผ่านมางานของ 6 องค์กรไม่ได้เป็นกลาง โดยเฉพาะนายสมชัย ศรีสุทธิยากร แสดงอากัปกิริยาเหมือนกับรู้ว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. จะถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ รู้สึกว่านายสมชัยกระดี๊กระด๊าออกอาการจนเกินไป ไม่รู้ว่าทราบล่วงหน้าหรืออย่างไร อยากจะฝากไว้ว่าถ้าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ คน 20 ล้านคนที่ออกมาใช้สิทธิจะยอมรับหรือไม่ ความวุ่นวายอาจจะเกิดขึ้น อยากให้นายสมชัยเก็บอาการบ้าง

“เฉลิม” ไล่ 6 องค์กรกลับไปดูตัวเอง

ที่ บช.ปส. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กล่าวว่า สุดท้ายความพยายามของ 6 องค์กรก็ไม่สำเร็จอย่างที่ตนบอกไว้ ดูเบื้องหลังรู้เลยว่าอยากให้มีนายกฯคนกลาง จึงขอเรียกร้องให้แต่ละองค์กรกลับไปทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด และที่ กปปส.ไม่เห็นด้วยกับ 6 องค์กร ก็เพราะมีวาระซ่อนเร้น ส่วน 6 องค์กรก็เลอะเทอะไม่มีใครเอาด้วย พรรคเพื่อไทยยืนยันเด็ดขาดไม่เอาด้วย นอกจากต้องจัดการเลือกตั้งให้จบ ตั้งรัฐบาลแล้วปฏิรูป องค์กรอิสระไม่น่าเชื่อถือ ไม่สำรวจตัวเอง ทำอะไรไม่สำเร็จเพราะไม่มีใจเป็นนักประชาธิปไตย ปัญหาการเมืองทั้งหมดจะแก้ได้ด้วยการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ด้วยการเลือกตั้ง และยุบสภา เพื่อปฏิรูปการเมือง ขอสาปแช่งผู้ไม่หวังดีที่มีจิตใจแอบแฝงอยากเข้ามาเป็นนายกฯคนกลาง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 จะไม่มีใครสามารถล้มล้างรัฐบาลได้หากไม่ใช่การปฏิวัติ

“จาตุรนต์” ตอกอย่าก้าวก่ายการเมือง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลและ กปปส.ไม่ทำตามข้อเสนอของ 6 องค์กร หากทำจะยิ่งเกิดความเสียหาย องค์กรอิสระต้องเป็นอิสระจากทุกฝ่าย มีหน้าที่ตรวจสอบแต่กลับเข้ามาจัดการกับการเมือง ทั้งที่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีกฎหมายรองรับ จึงทำให้องค์กรเหล่านี้ไม่สามารถทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาได้ แทนที่จะไปดูว่ามีองค์กรไหนบ้างที่ทำให้การเลือกตั้งสะดุด กลับมีข้อเสนอให้รัฐบาลและ กปปส.ไปหารือกัน เป็นการเข้ามาก้าวก่าย ปัญหาหลายปี
ที่ผ่านมานี้ที่การเมืองต้องเสียหายมาก และแก้ปัญหาไม่จบเป็นเพราะองค์กรอิสระเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐาน

ปชป.เห็นใจ 6 องค์กรแนะเร่งฟันคดี

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปล่อยวางทิฐิทางอำนาจ เพราะอยู่ในสภาพเป็ดง่อยไม่สามารถแก้ปัญหาชาติได้ หากยังปล่อยให้ลิ่วล้อออกมาถล่มองค์กรอิสระและผู้ไกล่เกลี่ยการเจรจา น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเป็นผู้รับกรรมในช่วงสุดท้ายของการเมือง พรรคเห็นใจ 6 องค์กร ที่มีความปรารถนาดีจะลดความขัดแย้งในประเทศ แต่ทางที่ดีที่สุดคือแต่ละองค์กรเร่งทำหน้าที่อย่างรวดเร็วบนหลักกฎหมาย ความยุติธรรม ไม่ใช่ประนีประนอมกับการไม่ยึดหลักกฎหมาย ส่วนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญกรณีคำร้องให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะนั้น ยังไม่เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะส่งตัวแทนเข้าชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ หากมีการวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ มีคำถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะยอมรับ หรือปล่อยให้ลิ่วล้อออกมาราดน้ำมันในกองไฟ ปลุกระดมให้มีการถล่มปิดล้อมศาลรัฐธรรมนูญ

พท.แถลงค้านอำนาจศาล รธน.

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย คณะกรรมการบริหารพรรคและแกนนำพรรค นำโดย นายโภคิน พลกุล นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายภูมิธรรม เวชยชัย พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ร่วมกันแถลงการณ์คัดค้านการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย อ่านแถลงการณ์ว่า 1.ขอคัดค้านผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ไม่มีอำนาจที่จะส่งเรื่องดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 2 ก.พ.2557 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ใช่เรื่องบทบัญญัติใดของกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2.เมื่อพิจารณาพฤติกรรมขององค์กรตามรัฐธรรมนูญหลายองค์กร ชี้ให้เห็นถึงการใช้ทฤษฎีสมคบคิด เพื่อมุ่งล้มการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.2557 ตั้งแต่แรก

ฉะขยายเขตอำนาจไม่มีสิ้นสุด

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า 3.การล้มการเลือกตั้งด้วยกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกของคนในสังคมมากขึ้น เป็นการล้มล้างสิทธิของผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง 4.นอกจากศาลรัฐธรรมนูญจะไม่เคารพรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรมแล้ว ยังขยายเขตอำนาจของตนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จะเกิดวิกฤติศรัทธาต่อระบบยุติธรรมประเทศอย่างร้ายแรง 5.พรรคเพื่อไทยยอมรับต่อการกระทำขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ เฉพาะที่อยู่ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเท่านั้น จะไม่ยินยอมต่อการกระทำใดอันเป็นการนอกเหนือรัฐธรรมนูญและกฎหมาย 6.พรรคจะยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชน ไม่ใช่อำนาจอธิปไตยที่เป็นของศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

ขู่อย่าสร้างบรรทัดฐานที่เลวร้าย

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า 7.การเลือกตั้งที่มีปัญหา เกิดจากการขัดขวางของกลุ่ม กปปส.และคนของพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงการละเลยต่อหน้าที่ของ กกต. ดังนั้นหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะ จะถือเป็นบรรทัดฐานที่เลวร้ายของประเทศไทย และต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย 8.ไม่มีเหตุผลที่จะอ้างว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ พรรคจึงเห็นว่าทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลรัฐธรรมนูญกระทำโดยไม่มีอำนาจ ดำเนินการอย่างลุกลี้ลุกลนมีพิรุธ จึงขอคัดค้านการกระทำดังกล่าว และเห็นว่าการเคลื่อนไหวของ 6 องค์กรอิสระ เป็นเพียงฉากหนึ่งของขบวนการโค่นล้มประชาธิปไตย โดยเฉพาะ กกต.เป็นที่น่าเคลือบแคลงมาก หาเรื่องโจมตีรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยได้ทุกเรื่อง เหมือนจะสร้างเงื่อนไขทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพื่อหาทางลงให้ กปปส. เปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้ง หรือทำให้เกิดสุญญากาศนำไปสู่การใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 หรือการรัฐประหาร

กั๊กท่าทีหากถูกชี้เลือกตั้งโมฆะ

เมื่อถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะ พรรคเพื่อไทย จะดำเนินการอย่างไร นายโภคินตอบว่า คงต้องหารือกันต่อไป ขณะนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมา เราเพียงแต่แสดงจุดยืนก่อนว่า สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังทำอยู่นั้นไม่ถูกต้อง คำวินิจฉัยที่ผูกพันทุกองค์กรนั้น ต้องเป็นคำวินิจฉัยโดยชอบใช่หรือไม่

ด้าน พ.อ.อภิวันท์กล่าวว่า ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่เคยพูดว่าไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญทำผิดรัฐธรรมนูญเสียเอง ย่อมไม่มีผลผูกพันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 216 ซึ่งจะทำให้ไม่มีผลในทางปฏิบัติ

คาดมี 2 แนวสั่งเลือกตั้งโมฆะ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารจัดการเลือกตั้ง กล่าวว่า คาดว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาใน 2 แนวทาง คือ 1.วินิจฉัยว่ากรณีปัญหา 28 เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัคร ส.ส. สามารถดำเนินการได้ กกต.ก็พร้อมจัดการเลือกตั้งได้ทันที คาดว่าน่าจะจัดได้พร้อมกับการเลือกตั้งทดแทนใน 6 จังหวัด ในวันที่ 27 เม.ย. และลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 20 เม.ย. หรือ 2.หากวินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง 28 เขตเลือกตั้งไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะเป็นการจัดเลือกตั้ง 2 วัน เท่ากับว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ทั้งหมดจะเสียไป เป็นโมฆะทันที หากเป็นเช่นนั้น กกต.ก็พร้อมดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่ อาจต้องนัดปรึกษาหารือกับทางรัฐบาลหรือพรรค การเมืองต่างๆ เพื่อกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ที่เหมาะสม

ปธ.กกต.พร้อมเข้าแจงศาล รธน.

ด้านนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวว่า วันที่ 19 มี.ค. ตนจะนำทีมที่ปรึกษาด้านกฎหมายและผู้ทรงคุณวุฒิประมาณ 7 คน เข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมนำเสนอข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับทราบ มั่นใจว่าข้อมูลที่เตรียมไปชี้แจงมีความชัดเจนเพียงพอ ที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ส่วนจะวินิจฉัยอย่างไรไม่ขอก้าวล่วง เพราะเป็นดุลพินิจขององค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

พท.ยื่นสอบยุบ ปชป.พ่วงอาญา

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่สำนักงาน กกต. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นคำร้องต่อ กกต. ผ่าน น.ส.สุรณี ผลทวี ผอ.สำนักเลขานุการ กกต. ขอให้พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายสมัย เจริญช่าง อดีต ส.ส.กทม. และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเวลา 10 ปี จากกรณีขึ้นเวที กปปส. ปราศรัยใส่ร้ายตนว่าจ่ายเงินซื้อเสียงหัวละ 500 บาท เข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐ– ธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 53 (5) โดยนายสมัยยังติดตั้งป้ายบิลบอร์ดที่มีโลโก้พรรคประชาธิปัตย์ กว่า 10 จุดในพื้นที่เขตคลองสามวา ที่มีข้อความโจมตีคู่แข่งทางการเมือง จึงถือได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนรู้เห็นและสนับสนุน เป็นเหตุให้ กกต.สั่งยุบพรรคการเมืองได้

ป.ป.ช.ลุ้นเชือด “สมศักดิ์–นิคม”

อีกเรื่องหนึ่ง นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ว่าสำนวนการไต่สวนนายสมศักดิ์และนายนิคม แยกออกมาต่างหากจากสำนวนของ 308 ส.ส. ส.ว. ในฐานะประธานที่ทำหน้าที่ควบคุมการประชุม ขณะนี้คณะทำงานไต่สวนคดีนายสมศักดิ์และนายนิคม พิจารณากระบวนการต่างๆเสร็จเรียบร้อยเกือบหมดแล้ว ทั้งการไต่สวนพยาน คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เหลือเพียงการไต่สวนพยานเพิ่มเติมเล็กๆน้อยๆ ตามที่นายสมศักดิ์และนายนิคมขอให้ ป.ป.ช.สอบเพิ่ม แต่ไม่ใช่ประเด็นที่เป็นสาระสำคัญเท่าใด ดังนั้นในวันที่ 20 มี.ค. คณะทำงานจะสรุปสำนวนคดีดังกล่าวให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ ลงมติว่าจะชี้มูลความผิดได้หรือไม่ ส่วนคำร้องถอดถอน 308 ส.ส. ส.ว.อยู่ระหว่างการไต่สวนผู้ถูกกล่าวหา คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ

นายกฯนั่งวีลแชร์ประชุม ครม.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันทีที่ประตูรถเปิด นายกฯค่อยๆพยุงตัวก้าวลงจากรถ เอามือจับที่ยึดด้านข้างประตูและก้าวเท้าลงจากรถ ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกอาการเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด ที่ข้อเท้ามีอาการอักเสบและบวมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนต้องใส่เฝือกอ่อน หลังเกิดอุบัติเหตุที่ จ.เชียง– ใหม่ ทำให้ข้อเท้าพลิก ขณะที่ทีมติดตามรีบนำรถวีลแชร์เข็นเข้ามารับ จากนั้นพยุงนายกฯนั่งรถเข็นวีลแชร์ สื่อมวลชนจึงพากันสอบถามอาการ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์บอกว่า ยังเจ็บที่ข้อเท้า โดยเฉพาะช่วงที่ต้องลงน้ำหนักไปที่เท้าซ้าย แต่ถ้าไม่ลงน้ำหนักที่เท้าซ้ายก็จะหายเร็วขึ้น ซึ่งแพทย์ให้พักรักษาเป็นเวลากว่า 1 เดือน แต่วันนี้ยังสามารถทำงานได้ตามปกติ จากนั้นทีมงานได้เข็นพานายกฯเข้าห้องประชุม ครม. นายกฯหัวโต๊ะถก ครม. ร.ร.นายร้อย ตร.

“ประชา–เหลิม–เพ้ง” ลาประชุม

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นประธานการประชุม ครม. ซึ่งรัฐมนตรีส่วนใหญ่เดินทางมาประชุม ยกเว้นรัฐมนตรีบางส่วน อาทิ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คม– นาคม, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน, นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน, พล.อ.ยุทธ–ศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม ยื่นใบลาไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยมีวาระสำคัญเพื่อพิจารณายกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ตามที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศรส.) เสนอ และพิจารณาประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ต้องมาใช้โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานเป็นที่ประชุม ครม. หลังกองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) ปิดซ่อมปรับปรุง

ยื้อคืนเก้าอี้ “ถวิล” ไปสัปดาห์หน้า

ด้านนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการคืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้นายถวิล เปลี่ยน–ศรี หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้คืนตำแหน่งภายใน 45 วันว่า สิทธิและสวัสดิการที่นายถวิลจะได้รับ ย้อนไปจนถึงเดือน ต.ค.2555 ส่วน พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร จะกลับไปตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำตามเดิม โดยที่สวัสดิการและสิทธิต่างๆของ พล.ท.ภราดรจะไม่เสียไปด้วยเช่นกัน โดยการประชุม ครม.สัปดาห์หน้า จะมีการเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิลไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ เพื่อดำเนินการแต่งตั้งนายถวิลกลับมาเป็นเลขาธิการ สมช. และนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ จากนั้นนายถวิลสามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการ สมช.ได้เลยทันที ซึ่งไม่เกิน 45 วันตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดแน่นอน ไม่มีปัญหาการดำเนินการแม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ

เหน็บ “ธาริต” โดนเอาคืนอย่าร้อง

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีที่คณะกรรมาธิการฯของวุฒิสภา เข้าตรวจสอบการก่อสร้างรีสอร์ตของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ว่าขอให้นายธาริตยอมรับการตรวจสอบของวุฒิสภาที่มีกฎหมายรองรับ  เพราะถ้าดีจริงคนที่ตรวจสอบผู้อื่นก็ต้องพร้อมให้สังคมตรวจสอบเช่นกัน และหากคิดว่ากรณีไฟไหม้บ่อขยะ จ.สมุทรปราการ จะตั้งเป็นคดีพิเศษได้ ก็ต้องรับเรื่องล็อกหวยงวดล่าสุดที่ตรงกับรถที่นายกฯใช้ เป็นคดีพิเศษด้วยเช่นกัน จะได้ทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นร่างทรงใบ้หวยจริงหรือไม่

จี้ กมธ.วุฒิฯสอบคดีหวยล็อก

น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เหมือนการล็อกหวยกำลังคัมแบ็กกลับมาในกองสลากหรือไม่ เพราะมีพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกับบอร์ดกองสลากชุดเดิมในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ที่เกิดหวยล็อก ขอเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการของวุฒิสภา เข้ามาตรวจสอบเพื่อส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ต่อไป และขอให้รองอธิบดีดีเอสไอซึ่งมีหน้าที่ดูแลนำมาเป็นคดีพิเศษ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ร้องเรียน ทราบมาว่ามีการจัดเลี้ยงล่วงหน้าในกลุ่มเสธ.ทหารนอกราชการบางกลุ่ม ที่หากินกับขบวนการนี้

“มณเฑียร” ชงปฏิรูปกองสลาก

นายมณเฑียร บุญตัน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการปฏิรูประบบ การบริหารจัดการสลากในประเทศไทย วุฒิสภา กล่าวว่า จากปรากฏการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เกิดขึ้นมากถึง 7 ครั้งในรอบ 2 ปี สำนักงานสลากฯต้องอธิบายต่อสังคมกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน ไม่ใช่ส่งเสริมให้คนงมงายมองว่าเป็นเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ สร้างความหวังให้กับคนเสี่ยงโชค สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นส่งเสริมให้คนหันมาเล่นการพนัน จึงถึงเวลาต้องผ่าตัดกิจการสลากครั้งใหญ่ เพราะที่ผ่านมาคิดเองชงเองกินเอง โดยมีนักการเมืองยื่นมือกำกับตลอด และขอให้หยุดปรากฏการณ์พิเศษเกินธรรมชาติให้กับตัวบุคคลแบบนี้ ต้องยอมรับว่า การออกรางวัลสลากแต่ละครั้งยังไม่มีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มแข็ง ภาคประชาชนจึงต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นสลากเพื่อสังคมนำเงินรายได้มาจัดตั้งกองทุนพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

“ปู” ย้ำเป็นเรื่องของดวงแต่ละคน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุม ครม. ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เป็นประธาน ระหว่างที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับรัฐมนตรี ได้พูดคุยกับนางเบญจา หลุย-เจริญ รมช.คลัง ได้ขอให้นางเบญจาดูสถานการณ์ด้วย หลังกลุ่ม กปปส.บุกไปชุมนุมที่อาคารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี และขู่บุกสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง เพราะเห็นว่าการออกรางวัลมีความผิดปกติ ในงวดประจำวันที่ 16 มี.ค. โดยนายกฯยืนยันว่า เป็นเรื่องของดวง เรื่องของโชคของแต่ละคน จะไปห้ามกองสลากจ่ายเงินได้อย่างไร รู้สึกไม่สบายใจ เป็นห่วง ฝากไปช่วยดูหน่วยงานเหล่านั้นด้วย

นศ.แสดงเชิงสัญลักษณ์หน้าศาล

ช่วงบ่ายที่หน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นักศึกษากลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มจับตาองค์กร(ไม่)อิสระ และกลุ่มวันใหม่ จำนวน 10 คน นำโดยนายรัฐพล ศุภโสภณ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยสวมหน้ากากเลียนแบบตัวแทนจาก 6 องค์กรอิสระ โดยเฉพาะนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. จากนั้นได้จัดแสดงละครสั้นประกอบการอ่านแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับบทบาทของ 6 องค์กรอิสระ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับทางการเมือง และขอประณามการกระทำดังกล่าว และคัดค้านความพยายามใดๆ ในการยั่วยุให้เกิดการรัฐประหาร สาเหตุที่ต้องมาใช้สถานที่นี้ เพราะสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถ.แจ้งวัฒนะ ถูกกลุ่มหลวงปู่พุทธอิสระปิดล้อมอยู่

ม็อบชาวนากดดันคลังจ่ายเงินข้าว

ขณะที่การเคลื่อนไหวของสมาพันธ์เครือข่ายชาวนาไทย นำโดยนายทวีศักดิ์ วีระศักดิ์ ประธานสมาพันธ์เครือข่ายชาวนาไทย เดินทางมายังกระทรวงการคลัง เพื่อยื่นหนังสือถึงนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ขอให้ติดตามทวงถามเงินในโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/57 และแนวทางการแก้ไขปัญหาของชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการรับจำนำข้าว รวมถึงกรณีที่โรงสีปฏิเสธการรับซื้อข้าวและกดราคารับซื้อข้าวจากชาวนา ซึ่งก่อนหน้านี้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง รับปากว่าจะเร่งจ่ายเงินให้ชาวนาภายในวันที่ 17 ก.พ. วันละ 4,500 ล้านบาท แต่ผ่านไปกว่า 2 สัปดาห์แล้ว ชาวนาก็ยังไม่ได้รับเงิน โดยจะให้เวลารัฐบาล 1 สัปดาห์ และจะกลับมาฟังคำตอบอีกครั้ง ไม่เช่นนั้นกลุ่มชาวนาในเครือข่ายทั้ง 37 จังหวัด 5 ภูมิภาค จะรวมตัวกันเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลในวันที่ 25 มี.ค.นี้

นายปัญญา ฉายะจินดาวงศ์  ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการคลัง ที่เป็นตัวแทนมารับหนังสือ ยืนยันว่าจะเร่งนำข้อเรียกร้องนี้เสนอให้ปลัดกระทรวงการคลังพิจารณาโดยเร็วที่สุด

ตั้งแท่นสอย “ปู” เมินปรามแดง

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติตั้งองค์คณะไต่สวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ พร้อมพวกรวม 14 คน ข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีที่เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ยกเว้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ร่วมกันจัดเวทีปราศรัย “นปช.ลั่นกลองรบ” ที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีการปราศรัยในลักษณะยุยงให้ใช้ความรุนแรง ให้จัดตั้งกองกำลังคนเสื้อแดง ข่มขู่องค์กรอิสระ ศาล ยุยงให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 ให้มีการแบ่งแยกราชอาณาจักรไทย ถือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา และในฐานะ รมว.กลาโหม มีอำนาจสั่งยับยั้งและสอบสวนข้อเท็จจริง แต่กลับไม่ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงใดๆ ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะเป็นองค์คณะไต่สวน มีนายวิชัย วิวิตเสวี และนายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง

ตรวจสอบข้าวที่อุดรฯไม่หาย

ช่วงเย็นวันเดียวกัน พ.ต.ท.นวกฤต นวการ–พานิชย์ พงส.ผนพ.สภ.เมืองอุดรธานี กล่าวถึงความคืบหน้าคดีที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) แจ้งความดำเนินคดีว่าข้าวสารเหนียว กข.6 ที่ขนจากโกดังกลาง จ.อุดรธานี ไปยังโรงสีโชควราลักษณ์รุ่งเรืองกิจ จ.ลพบุรี 3.5 ล้านกิโลกรัม เพื่อบรรจุถุง ถุงละ 5 กิโลกรัม แต่จากเอกสารข้าวดังกล่าวไม่ได้ถูกส่งเข้าไปยังโรงสีนั้น จากการรวบรวมพยานหลักฐานคดีมีความชัดเจนว่า ข้าวสารไม่หาย และ อคส.ขายให้เอกชนไปแล้ว โดยขนข้าวจากอุดรธานีด้วยรถบรรทุกและรถพ่วงรวม 105 เที่ยว ไปที่โรงสีโชค–วราลักษณ์รุ่งเรืองกิจ โดยเจ้าของโรงสี ผู้ดำเนินการขนส่งและโชเฟอร์รถยืนยันว่าส่งข้าวถึงที่หมายจริง แต่ตัวแทนของ อคส.ในพื้นที่ไม่ได้ลงนามในเอกสาร ยืนยันว่าขณะนี้ข้าวไม่หาย แต่ต้องหาผู้รับผิดชอบเบื้องต้นคือเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนความผิดอื่นต้องดูที่ระเบียบอีกครั้ง

ด้านนายณรงค์ พลละเอียด รอง ผวจ.อุดรธานี กล่าวว่า  จากการตรวจสอบโรงสีอุดรชัยธนาสินเจริญ ถนนมิตรภาพ อ.เมืองอุดรธานี พบว่าข้าวเปลือกราว 1,000 ตัน อยู่หลายโรงสียังแปรรูปไม่หมด ได้เร่งรัดให้ดำเนินการโดยเร็ว สำหรับข้าวที่อยู่โรงสีดังกล่าว เป็นข้าวเหนียวและข้าวหอมมะลิปีผลิต 55/56 และ 56/57 ปริมาณอยู่ครบตามจำนวน คุณภาพของข้าวก็ปกติ ยกเว้นข้าวปีผลิต 55/56 มีลักษณะเป็นสีเหลือง แต่ถือเป็นเรื่องปกติ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้