วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นักวิเคราะห์แนะให้สหรัฐฯ ยกระดับคว่ำบาตรรัสเซีย

การแยกตัวของไครเมียออกจากยูเครนอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับรัสเซีย ได้สร้างรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแม้สหรัฐฯ จะกดดันรัสเซียโดยใช้มาตรการคว่ำบาตร แต่นักวิเคราะห์มองว่าอาจจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ...

เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็น วิเคราะห์ถึงมาตรการที่สหรัฐและชาติตะวันตก พยายามกดดันรัสเซียต่อกรณีไครเมีย ด้วยการคว่ำบาตรด้วยวิธีการต่างๆว่า อาจจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ  เพราะการเฉลิมฉลองที่มีขึ้นในคืนวันอาทิตย์ หลังการลงประชามติเสร็จสิ้นลง และผลของประชามติเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ประชาชนชาวไครเมียต้องการที่จะเข้าร่วมกับรัสเซียอย่างแท้จริง

ขณะที่รัสเซียเอง ก็ได้ประกาศยอมรับให้ไครเมียเป็นชาติอิสระ และมีเอกราชเป็นของตัวเอง รวมทั้งอ้างถึงสิทธิของประชาชนในการเลือกชะตาชีวิต ตามบทที่หนี่งของรัฐธรรมนูญแห่งสหประชาชาติด้วยเช่นกัน โดยยกตัวอย่างเหมือนกับกรณีของประเทศซูดานใต้ ที่ได้รับอิสรภาพในปี 2554 นอกจากนี้ รัสเซียยังอ้างถึงการที่สหรัฐฯและชาติตะวันตก เคยรับรองเอกราชของโคโซโวในปี 2551 แม้รัสเซียจะคัดค้าน

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สถานการณ์ในไครเมียเองไม่น่ากังวลเท่าไร แต่กรณีของไครเมียได้ขยายออกไป จนทำลายความมั่นคงในภูมิภาคไปแล้ว เพราะนานาชาติยังระแวงว่า เป้าหมายที่ชัดเจนของรัสเซีย ต้องการแค่ไครเมียเท่านั้น หรือมีเป้าหมายที่มากกว่า เช่นอาจจะต้องการแผ่อำนาจไปถึงแถบบอลติกและประเทศจอร์เจียด้วย

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังมองว่า มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ของประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯและผู้นำสหภาพยุโรป ที่ยกเลิกวีซ่าหรือการอายัดทรัพย์สินชั่วคราว ควรยกระดับขึ้นมากกว่านี้ เพราะนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งเคยเป็นสายลับเคจีบี อาจประเมินท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่ยังเลือกใช้วิธีการเจรจาและการทูต เป็นการแสดงออกถึงความกลัว  โดยแนะวิธีการคว่ำบาตรที่รุนแรงขึ้น เช่น การขัดขวางการนำเข้าและส่งออกพลังงาน เงินทุน และกิจกรรมทางการเงินทุกประเภท รวมถึงให้การสนับสนุนทางทหาร เพื่อติดอาวุธให้กองทัพยูเครน อย่างที่ นาย จอห์น แมคเคนส.ว. สหรัฐแนะนำ หรือแม้กระทั่งการสร้างสถานการณ์ในรัสเซียให้เกิดความแตกแยกภายใน เพื่อสอนบทเรียนให้ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ทราบว่าควรหยุดพฤติกรรมอันธพาลของตัวเองก่อนจะสายเกินแก้

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯและชาติตะวันตกประกาศไม่ยอมรับผลลงประชามติของไครเมีย เพราะมองว่า ไครเมียทำประชามติภายใต้แรงกดดันจากรัสเซีย ที่ส่งทหารจำนวน 21,500 นาย เข้ามาประจำการในไครเมีย ขณะที่ยูเครนประกาศว่าการลงประชามติดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฏหมายระหว่างประเทศ ตามบทที่หนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งสหประชาชาติที่ระบุว่า ชาติสมาชิกทั้งหมดต้องระงับความสัมพันธ์ทางการทูตกับชาติที่ละเมิดอธิปไตยของชาติอื่น

การแยกตัวของไครเมียออกจากยูเครนอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับรัสเซีย ได้สร้างรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแม้สหรัฐฯ จะกดดันรัสเซียโดยใช้มาตรการคว่ำบาตร แต่นักวิเคราะห์มองว่าอาจจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ... 19 มี.ค. 2557 01:08 ไทยรัฐ